Masukตอนที่ 3 ป้ารองให้ร้าย (1)
หลินจิงซูอธิบายด้วยท่าทีใจเย็น
“ความจริงหนูก็ควรอยู่ที่โรงเรียนนั่นแหละค่ะ แต่เพราะแม่ค่อนข้างวิตกกังวลกับเรื่องที่ว่าจะเลือกสร้อยทองแบบไหนให้หลานสาวดี แม่ก็เลยชวนหนูออกมาเลือกซื้อด้วยกัน คงเห็นว่ารุ่นราวคราวเดียวกัน น่าจะชอบอะไรเหมือนๆกันก็แค่นั้น”
“แล้วทำไมต้องมาเดินในตรอกเปลี่ยวๆแบบนี้ด้วยล่ะ? แทนที่จะเลือกไปตามเส้นทางปกติ?”
อู๋ซิ่วเหลียนยังคงยืนกรานไม่ยอมแพ้
ขณะที่ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังจะปริปากอธิบาย จู่ๆหลินจิงซูก็โบกมือห้าม และอาสาเป็นคนตอบเอง
“คนมันจะปล้นต่อให้เดินกลางถนนมันก็ปล้นอยู่ดี ถ้าเลือกได้ หนูกับแม่ก็ไม่อยากเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ เงินก็ถูกฉกไปต่อหน้าต่อตา แล้วแบบนี้จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อสร้อยทองให้พี่สาวได้ล่ะ ตอนนี้ควรหาวิธีเอาเงินคืนมาก่อนเถอะ”
หลินจิงซูตระหนักดีว่า หากติงเสวี่ยเหม่ยตอบไปตามตรงเรื่องที่อู๋ซินเหลียนเป็นคนแนะนำให้เธอมาเส้นทางนี้ แน่นอนว่าอีกฝ่ายจะมีช่องทางตอบโต้กลับคืนได้
อู๋เสวี่ยเหม่ยแอบตะลึงงันชั่วขณะ ไม่คิดไม่ฝันว่าหลินจิงซูจะพูดออกมาอย่างนั้น
ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่านังเด็กนี่เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยล่ะ?
“อู๋ซิ่วเหลียน ช่วยดูสภาพของเสวี่ยเหม่ยกับจิงซูน้อยหน่อยเถอะ เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยเลือดขนาดนี้ ทั้งคู่อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตเพื่อไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวเธอนะ ทำไมถึงได้พูดจาเหมือนคนใจจืดใจดำได้ขนาดนี้นะ? ไม่ไร้มนุษยธรรมเกินไปหน่อยรึไง?”
“ดูยังไงเสวี่ยเหม่ยก็เพิ่งถูกโจรปล้นชัดๆ ไม่เห็นจะเหมือนคนลอบมาหาชู้เลยสักนิด”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เสวี่ยเหม่ยเป็นผู้หญิงใสซื่อจิตใจงามจะตายใครๆก็รู้ อย่างเธอน่ะเหรอจะกล้าคบชู้ได้?”
“เอาล่ะ เดี๋ยวฉันไปแจ้งตำรวจให้เองแล้วกัน”
พริบตาที่ได้ยินว่าใครบางคนกำลังจะไปแจ้งตำรวจ อู๋ซิ่วเหลียนก็รีบร้องตะโกนลั่นด้วยความหงุดหงิดขึ้นว่า “ไม่ต้อง” สีหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความขุ่นเคืองใจ จะไม่ให้เธอรู้สึกโกรธได้ยังไงล่ะ? เธอเพิ่งจะประกาศปาวๆว่าติงเสวี่ยเหม่ยนัดชู้มาพบที่นี่ แต่คนเหล่านี้กลับทำให้เธอต้องหน้าแตกชนิดหมอไม่รับเย็บ!
“ซิ่วเหลียน มีโจรปล้นเงินไปก็ต้องไปแจ้งตำรวจสิ แปลกตรงไหน? ไม่แน่ว่าถ้าตำรวจตามตัวคนร้ายพบได้เร็ว บางทียังอาจมีโอกาสได้เงินคืนบ้าง!”
ป้าผาง เพื่อนข้างบ้านพยายามอธิบาย
อู๋ซิ่วเหลียนมีสีหน้าท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตอบโต้กลับไปว่า
“ใครจะไปรู้ล่ะว่า พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยถูกโจรปล้นเงินไปจริงๆรึเปล่า? และที่สำคัญ ถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงตำรวจขึ้นมาจริงๆ นี่ไม่เท่ากับทำให้ตระกูลหลินของเราต้องอับอายขายขี้หน้างั้นเหรอ?”
หลินจิงซูแทบอยากจะหัวเราะเยาะกับคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆของอู๋ซิ่วเหลียนซะเหลือกิน เหตุผลที่ทำให้เธอดูร้อนใจมากเมื่อมีคนจะแจ้งตำรวจก็ชัดเจนอยู่แล้ว นั่นเพราะเธอเป็นพวกเดียวกับคนร้ายยังไงล่ะ
หลินจิงซูยิ้มเยาะ แล้วเอ่ยตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ป้ารอง แม่หนูจะโกหกทำไมกัน ในเมื่อเรื่องนี้แม่มีแต่เสียกับเสีย? และเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แม่จะไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจ ที่สำคัญ เงินนั่นเป็นของพ่อกับแม่ที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบกันมา ใครจะบ้าจัดฉากขโมยเงินตัวเองได้? บ้ารึเปล่า?”
“ไม่มีใครอยากให้เรื่องเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองหรอก ทั้งหนูทั้งแม่เพิ่งจะเสียเงินที่อุตส่าห์เก็บออมกันมา ทางที่ดีควรแจ้งตำรวจโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ จะหาเงินที่ไหนไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวป้าได้จริงมั้ยคะ?”
ผู้คนรอบข้างต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
“ถูกต้องแล้ว ที่จิงซูน้อยพูดมาล้วนมีเหตุมีผล”
“เสวี่ยเหม่ยจะขโมยเงินตัวเองไปเพื่ออะไรกัน?”
ป้าผาง เพื่อนบ้านมือวางอันดับหนึ่งในเรื่องการนินทาประจำหมู่บ้าน เธอชักจะรู้สึกคันปากหยุบหยิบจนเกินควบคุมแล้วตอนนี้ ท้ายที่สุด ก็อดพูดจาไร้สาระแสดงความเห็นออกมาไม่ได้
“นี่ นี่ อย่าหาว่าพี่อย่างโน้นอย่างงี้เลยนะ ถ้าจะพูดถึงเรื่องคาวๆแบบนี้ ฉันว่าผู้ชายอย่างคุณหลินเองนั่นแหละที่ดูมีแนวโน้มจะคบชู้มากกว่าอีก ก็ว่าไม่ได้นะ เขาหน้าตาหล่อเหลาเอาการขนาดนั้น แถมคารมในเรื่องผู้หญิงก็ใช่ย่อยซะด้วย ทีนี้ก็ว้าวุ่นเลยสิ ควรเป็นเสวี่ยเหม่ยมากกว่าที่ต้องกังวล!”
ได้ยินป้าผางนินทาไฟแลบต่อหน้าเช่นนี้ กลับกลายเป็นอู๋ซิ่วเหลียนที่หน้าถอดสีซีดเผือด ริมฝีปากแข็งทื่อหยุดขยับกะทันหัน ยืนนิ่งไม่ไหวติงใดๆอยู่ครู่ใหญ่
หลินจิงซูเป็นคนเดียวที่สังเกตเห็นปฏิกิริยานี้ของอู๋ซิ่วเหลียน เธอหรี่ตาเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง
เพราะอะไรกันอู๋ซิ่วเหลียนจึงต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ด้วย จู่ๆเธอก็ดูไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อได้ยินป้าผางพูดถึงเรื่องหลินชิงอี้พ่อของเธอ?
หรือเป็นไปได้ไหมที่พวกเขาทั้งคู่จะ…
เรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้สักทีเดียว!
นึกถึงเรื่องพ่อ ในชีวิตก่อนหน้าของหลินจิงซู เขามักจะถูกอู๋ซิ่วเหลียนเป่าหูและชอบทำตัวสองมาตรฐาน ปฏิบัติต่อหลานสาวดีกว่าลูกแท้ๆของตัวเองเสียอีก! ถ้านำความเป็นไปได้ข้อนี้เข้ามาประกอบรวมกัน ก็ดูจะยิ่งชัดเจน
เพราะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของคนทั้งสองเกินกว่าใครจะจินตนาการหยั่งถึงได้ ก็ไม่แปลกที่เขาจะใจดีกับพี่สะใภ้และหลานสาวมากเสียยิ่งกว่าภรรยาและลูกของตัวเองอีก!
ในชาติที่แล้ว หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด หลินจิงซูต้องไปทำงานอยู่ในโรงงานผลิตอาหารแมวกระป๋อง ต่อมา ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ขาของเธอเข้าไปติดในเครื่องจักรจึงส่งผลให้เธอพิการ
หลินจิงซูต้องใช้ชีวิตที่เหลือซุกหัวนอนอยู่ในห้องเช่ารูหนู ฝ่ายคนเป็นพ่อน่ะเหรอ ไม่เคยมาหาหรือมาเยี่ยมเยียนเธอเลยสักครั้ง จนเธอแทบจะลืมหน้าพ่อตัวเองไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการดูแลประคบประหงมหลานสาวคนนั้นยังไงล่ะ
หลินจิงซูเข้าใจมาโดยตลอดว่า เหตุผลส่วนใหญ่ที่พ่อเธอชอบมีอคติต่อเธอและแม่ ล้วนมาจากคำยุยงเป่าหูของอู๋ซิ่วเหลียนและลูกสาวของเธอ
ซึ่งเธอเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่า ผู้ชายคนนั้นจะถึงกับเชื่อใจและรักใคร่คนนอกทั้งสองนั้นมากกว่าภรรยาและลูกสาวแท้ๆของตัวเอง!
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่แม่ของเธอถูกใส่ร้ายว่าเป็นชู้กับชายอื่น ก็ไม่มีเลยสักครั้งที่พ่อเธอจะคิดออกหน้ามาปกป้องใดๆ
และเมื่อครั้งที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องรูหนูอันโสมม ในที่สุดหลินจิงซูก็เริ่มคิดได้ ‘ท่ามกลางความสิ้นหวัง คงมีแต่ความตายคือทางออก’ ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เธอก็ไม่สามารถยกโทษให้พ่อสารเลวคนนี้ได้ ไม่แม้แต่จะอโหสิกรรม…
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







