Masuk188 1-2
ตอนที่ 374 ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ทางด้านติงเสวี่ยเหม่ยและเฉินเฉวียนเย่ก็กำลังเฝ้ารับชมลูกสาวที่ตนภาคภูมิใจผ่านหน้าจอทีวี
แลเห็นสาวน้อยของพวกเขายืนให้สัมภาษณ์อยู่ต่อหน้าไมโครโฟน ที่บรรดานักข่าวทั้งหลายยื่นส่งเข้ามานับสิบอัน คำพูดคำจาของเธอล้วนเป็นไปอย่างฉะฉานมั่นอกมั่นใจราวกับมืออาชีพ ทั้งคู่ต่างรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จในครั้งนี้ของหลินจิงซู ไม่มีใครคาดฝันอย่างแท้จริงว่า เด็กสาวคนนี้จะกลายมาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้ถึงเพียงนี้
“ซูซูในทีวีดูโดดเด่นมากจริงๆ!”
เมื่อเห็นติงเสวี่ยเหม่ยตื่นเต้นดีใจจนแทบนั่งไม่ติด เฉินเฉวียนเย่ก็รีบยกมือตบไหล่เธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ใช่ๆ ตอนนี้ซูซูดูโตเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าสาวน้อยคนหนึ่งจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้!”
รับฟังคำชื่นชมของเฉินเฉวียนเย่ที่พูดไม่หยุดปาก ติงเสวี่ยเหม่ยรู้สึกดีใจเป็นที่สุด วินาทีเดียวกันนั้น เธอก็วิ่งตรงดิ่งไปที่ห้องครัว เร่งมือทำอาหารชุดใหญ่เพื่อเตรียมไว้สำหรับต้อนรับการกลับบ้านของลูกสาวโดยเฉพาะ
ระหว่างทาง หลินจิงซูบังเอิญชนเข้ากับหวู่ฮ่าวชิงที่กำลังเดินเล่นอยู่ข้างนอกพอดี
“โอ้ประธาน! เมื่อครู่ฉันเพิ่งดูประธานให้สัมภาษณ์ทางทีวีไปหยกๆ! ตอนแรกที่เห็นฉันแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยว่านั่นจะเป็นประธานจริงๆ! สามารถกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นเครือโรงแรมใหญ่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเพียงแค่นี้ สมแล้วที่เป็นประธานของเรา สุดยอดไปเลย!”
รับฟังเสียงชื่นชมจากปากหวู่ฮ่าวชิง หลินจิงซูได้แต่ยิ้มและพยักหน้าตอบรับอย่างจริงใจ
“ถ้าไม่มีนายคอยช่วยเหลือ ฉันเหรอจะมีวันนี้ได้? ไว้วันไหนว่างๆ เราออกไปทานอะไรอร่อยๆด้วยกันสักมื้อเถอะนะ ฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง!”
สัมผัสรับรู้ได้ว่าหลินจิงซูในเวลานี้ร่าเริงและมีความสุขมากเพียงใด ที่สำคัญ เธอยังเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเขาไปเดทอีกด้วย! หวู่ฮ่าวชิงถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน
หากเปรียบเทียบกับเพื่อนนิสิตหญิงคนอื่นๆในมหาวิทยาลัย หลินจิงซูจัดว่ามีเสน่ห์เฉพาะตัวบางอย่างที่ทุกคนไม่มี
สิ่งนั้นไม่ใช่แค่เรื่องอัจฉริยะทางด้านธุรกิจ หรือมันสมองอันชาญฉลาดเฉียบแหลมของเธอเท่านั้น แต่ยังมีพลังความกระตือรือร้นในด้านบวกที่พร้อมแบ่งปันให้แก่ทุกคนรอบข้างที่อยู่ใกล้ตัวด้วย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ภายเรือนร่างเล็กๆที่แสนบอบบางของเธอนั้น จะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสมากมายถึงเพียงนี้
สำหรับตัวเขาแล้ว หวู่ฮ่าวชิงรู้สึกประทับใจในตัวหลินจิงซูยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แม้บางครั้งเธอจะเผชิญกับวันที่มืดหม่น ถูกความอยุติธรรมเล่นงานเอาบ้าง แต่เธอก็ยังสามารถทำให้วันเหล่านั้นกลับกลายเป็นแสงสว่างที่สดใสได้ แตกต่างจากจ้าวเสี่ยวย่า ที่วันๆไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง สักแต่จะเที่ยววิ่งไล่ตามตื๊อเขาราวกับคนตาบอดไปวันๆ
“ถ้าอยากจะตอบแทนกันจริงๆล่ะก็ ฉันมีความคิดดีๆแล้วล่ะ นี่ประธาน ช่วยสอนทักษะของบาร์เทนเดอร์ให้ฉันหน่อยสิ!”
ได้ยินคำร้องขอเช่นนี้ หลินจิงซูถึงกับเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เจ้าหนุ่มนี่ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน คิดจะมาล้วงความลับทางการค้ากันซึ่งหน้าแบบนี้เชียวเหรอ?
เรื่องสูตรการผสมเครื่องดื่มทั้งหมดในบาร์ ล้วนแต่ถูกปิดเป็นความลับสุดยอด แม้แต่พ่อครัวบางคนถึงขั้นคุกเข่าฝากตัวเป็นศิษย์ หลินจิงซูก็ยังไม่ยอมถ่ายทอดวิชาให้ด้วยซ้ำไป
ทักษะการเป็นบาร์เทนเดอร์ไม่ใช่เรื่องผิวเผินอย่างที่คิด และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเรียนรู้ได้เช่นกัน เพราะนอกเหนือจากความคิดสร้างสวรรค์แล้ว คุณยังต้องมีความแม่นยำในเรื่องสัดส่วนการผสมและควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์อีกด้วย
ศาสตร์แห่งค็อกเทลคือการผสมเครื่องดื่มรสหวานลงไปในเหล้า เพื่อให้แอลอฮอล์มีค่าเป็นกลาง กล่าวคือ คนที่จะมาทำงานในส่วนนี้ได้ จำเป็นจะต้องรู้จักวัตถุดิบทุกชนิดที่จะใส่ลงไปในเครื่องดื่มเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงเคล็ดลับพิเศษต่างๆ ที่บาร์เทคเดอร์พึงมีเพื่อให้ความบันเทิงแก่ลูกค้าทุกคนด้วย
เห็นหวู่ฮ่าวชิงเป็นหนุ่มสายกีฬานิสัยซื่อๆ ไหนเลยจะคาดคิดว่า เขาจะมีความสนอกสนใจในด้านนี้ด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูแล้ว หากจะพูดถึงบาร์หรือร้านนั่งดื่มในยุคสมัยของเธอเมื่อชาติก่อนหน้านี้ ในสายตาของทุกคน มักจะเห็นสถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอโคจรที่มีแต่หนุ่มสาวมามั่วสุมกัน
แต่หลินจิงซูต้องการสร้างบาร์ในยุคนี้ ให้เป็นสถานที่ระดับสูงสำหรับใช้เจรจาธุรกิจเสียมากกว่า
เธอต้องการให้แขกทุกคนที่มาที่นี่ได้พักผ่อนไปด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นการเจรจาธุรกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องการเปิดโอกาสให้วัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีรสนิยมดี ได้มีโอกาสมานั่งจิบค็อกเทลผ่อนคลายกันอย่างสบายๆด้วย
ยิ่งสามารถรองรับกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากเท่าไหร่ อัตราการบอกต่อและใช้บริการซ้ำก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้จะช่วยสร้างรากฐานที่มีเสถียรภาพให้กับธุรกิจโรงแรมต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ปัจจุบัน เธอได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนของโรงแรมแล้ว จึงยิ่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น
หากจะให้ถ่ายทอดความลับที่เป็นดั่งจุดขายหลักของโรงแรมไป คงจะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก…
หลินจิงซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจส่ายหน้าปฏิเสธคำขอของเขา
“เรื่องแบบนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนนะ ทักษะบาร์เทนเดอร์ถือเป็นความลับทางการค้าอย่างหนึ่งของโรงแรมเรา ฐานะทางบ้านนายเองก็ออกจะร่ำรวย ขืนฉันสอนให้นายวันนี้ ดีไม่ดีนายไปเปิดบาร์แข่ง แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ?”
เผชิญกับคำปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาของหลินจิงซู หวู่ฮ่าวชิงกลับไม่ได้รู้สึกโมโหเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน! ประธาน ครอบครัวของฉันรับราชการกันแทบทั้งบ้าน จะเอาเวลาที่ไหนไปเปิดธุรกิจล่ะ! ยิ่งตัวฉันเองยิ่งแล้วใหญ่ ประธานก็รู้จักฉันดีไม่ใช่เหรอ สมองด้านธุรกิจของฉันออกจะทึบแบบนี้ จะมีปัญญาไปเปิดบาร์แข่งกับประธานได้ยังไงล่ะ!”
“งั้นให้ฉันทำงานพิเศษในโรงแรมเป็นกะก็ได้ ถือซะว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของประธานไปในตัวด้วย ดีมั้ยล่ะ?”
เนื่องจากหวู่ฮ่าวชิงแอบหวั่นใจ เกรงว่าหญิงสาวที่ตนแอบชอบจะปฏิเสธอีกครั้ง จึงเร่งพูดเสริมต่อทันทีว่า
“ฉันไม่เรียกเงินเดือนสูงๆหรอกน่า ไม่เอาเลยก็ยังได้! แค่ได้กินค็อกเทลอร่อยๆฝีมือประธานแบบไม่ต้องต่อแถวยืนรอเหมือนคนอื่นก็พอแล้ว!”
เป็นพนักงานพิเศษงั้นเหรอ? ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งรองประธานใหญ่ เวลาชีวิตของเธอในแต่ละวันล้วนมีค่อนข้างจำกัด ครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่หลายรอบ ท้ายสุดเธอจึงพยักหน้าตอบตกลง และตั้งใจว่าจะลองให้เขาเป็นลูกมืองานบาร์เทนเดอร์ดู ซึ่งไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดสูตรลับให้แต่อย่างใด
หลังจากนัดหมายเวลาเข้างานกับหวู่ฮ่าวชิงเรียบร้อยแล้ว หลินจิงซูก็รีบตรงดิ่งกลับบ้านทันที เพราะในชีวิตของเธอนั้น คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆกับคนในครอบครัว ซึ่งครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เธอกลับชาติมาเกิดเลยทีเดียว ข่าวใหญ่โตเช่นนี้จะให้แม่ของเธอกับพ่อเฉินพลาดได้อย่างไรกัน!
จะว่าไป ไหนๆตอนนี้แม่ของเธอกับพ่อเฉินต่างตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ห้องเช่าที่อาศัยอยู่ในเวลานี้กลับเล็กเกินไปสำหรับคำว่าครอบครัวแล้ว ทางที่ดี ควรเสาะหาบ้านดีๆสักหลังที่ทั้งใหญ่และสะดวกสบายกว่านี้ แล้วย้ายเข้าไปอยู่กันดีกว่า
ขอแค่อดทนทำงานให้หนักอีกสักสองสามเดือน ลำพังแค่เธอคนเดียว ย่อมต้องมีปัญญาหาซื้อบ้านดีๆสักหลังได้อย่างแน่นอน!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







