LOGIN30 2-2
ตอนที่ 59 ยุคสมัยแห่งโอกาส
“แล้วเพื่อนที่ว่าคนนั้นเป็นเพื่อนสนิทของเราด้วยรึเปล่าล่ะ?”
จางหลานเอ่ยถาม
“พวกเราสองคนสนิทสนมกันมากเลยค่ะ”
หลินจิงซูยิ้มตอบ
“ถ้าอย่างนั้น ป้าจะให้ตั๋วรีสอร์ทสองใบนี้กับเรา ถือซะว่าเป็นรางวัลที่เราช่วยสอนหนังสือให้หานน้อยนะ ส่วนที่ว่าจะคิดเงินกับเพื่อนรึเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่กับหนูเลยจ๊ะ”
จางหลานร้องบอกโดยไม่มีท่าทีลังเลหรือเสียดายเลยแม้แต่น้อย
“หนูว่ามันไม่ดีนะคะ ให้หนูซื้อ…”
“ทำไมถึงชอบปฏิเสธป้าจังนะเรานี่? ที่ผ่านมาจิงซูน้อยช่วยเหลือป้ามาตั้งมากมาย กับแค่ตั๋วเที่ยวรีสอร์ทสองใบทำไมถึงต้องเกรงอกเกรงใจขนาดนี้? ถ้ายังทำตัวขี้เกรงใจอยู่แบบนี้ ประเดี๋ยวป้าจะโกรธจริงๆแล้วนะ”
“หนูรู้สึกละอายใจค่ะ”
ในมุมมองของหลินจิงซู เธอรู้สึกว่าเพียงเท่านี้ก็รบกวนและสร้างปัญหาให้จางหลานมากพอแล้ว ด้วยเหตุนี้ เธอจึงต้องการใช้เงินจำนวนนี้หักล้างความรู้สึกผิดภายในใจลงบ้าง แต่ทว่าใครจะไปคาดคิด จางหลานกลับปฏิเสธไม่คิดเงินเธอเลยสักแดงเดียว
จางหลานยิ้มพร้อมพูดปลอบประโลมใจสาวน้อยตรงหน้าว่า
“ถ้ารู้สึกละอายใจขนาดนั้น งั้นจิงซูน้อยก็ต้องทำชานมมาให้ป้าสองแก้ว รู้มั้ยว่าหานน้อยติดอกติดใจรสชาติชานมของหนูมาก!”
คำว่า ‘ติดอกติดใจมาก’ น่าจะบ่งบอกถึงความรู้สึกของจางหลานเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นชานมแบบร้อนหรือเย็น ล้วนแล้วแต่มีรสชาติที่อร่อยมาก วันนั้นสองแม่ลูกถึงกับนั่งสุมหัวกันดื่มด้วยความเอร็ดอร่อย
“ตอนป้าไปจ่ายตลาด ได้พยายามหาร้านขายชานมแบบหนูก็ไม่เห็นมี จิงซูน้อยไปเอาสูตรมาจากไหนกันเหรอจ๊ะ?”
“เพื่อนร่วมชั้นของหนูคนหนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามาเป็นคนสอนให้ค่ะ เธอบอกว่านี่เป็นเครื่องดื่มยอมนิยมของบ้านเกิดเธอเลย”
หลินจิงซูสรรหาคำตอบเนียนๆตอบกลับไป
“นี่ถ้าเราลองตั้งแผงขายชานมแบบนี้ดู ป้ามั่นใจว่าจะต้องทำเงินได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าหนาว ชานมร้อนน่าจะมีแต่คนชื่นชอบแน่ๆ”
จางหลานมองไกลถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
ได้ยินแบบนั้น หลินจิงซูเสมือนถูกกระตุ้นเร้าเล็กๆ เธอเองก็เริ่มสนใจอย่างจริงจังขึ้นมา
เพราะสิ่งที่น่ากังวลใจต่อจากนี้ก็คือ หลังจากที่ติงเสวี่ยเหม่ยและหลินชิงอี้หย่าร้างกันแล้ว เธอและแม่จะขาดแหล่งรายได้ที่มั่นคงไปในทันที หรือว่านี่จะถึงเวลาสำหรับการเริ่มสร้างธุรกิจแล้วใช่ไหม?
หากไม่เริ่มตอนนี้จะไปเริ่มตอนไหน?
จางหลานเห็นหลินจิงซูปั้นหน้าเคร่งขรึมจริงจังคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เธอจึงได้ระบายยิ้มและพูดแทรกขัดจังหวะความคิดของสาวน้อยทันที
“ป้าก็แค่ลองคิดเรื่อยเปื่อยไปเท่านั้นล่ะ ตอนนี้เราเองก็ยังเป็นเด็กเป็นเล็ก ควรมุ่งเน้นไปที่เรื่องการเรียนหนังสือมากกว่า อย่าวางเกวียนไว้หน้าม้า[1] แต่ถึงแม้จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ ก็ใช่ว่าจะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งในอนาคต ความขยันและไหวพริบต่างหากล่ะที่สำคัญ ระหว่างเรียนเราเองก็ควรทำงานเก็บเงินฟูมฟักตัวเองไปด้วย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ค่อยคิดเรื่องธุรกิจค้าขายก็ยังไม่สาย เราเกิดเป็นผู้หญิงก็จริง แต่ใช่ว่าจะต้องให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเลี้ยงเสมอไปจริงมั้ยจ๊ะ? มีงานมีเงินเป็นของตัวเองดีกว่าถมเถ อย่าปล่อยให้คนอื่นมาดูถูกดูแคลนเราได้”
หลินจิงซูพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดของจางหลานอย่างมาก
เกิดใหม่ชาตินี้ เธอล่วงรู้ข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแทบทั้งหมด และรู้ซึ้งตระหนักดีว่า เงินตรานั้นสำคัญเพียงใด ในยุคสมัยปัจจุบัน ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างต้องทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนกันทั้งนั้น
ไม่มีใครให้เราพึ่งพาได้ทั้งชีวิต ถ้าจะมีใครที่พึ่งได้ ก็มีแค่ตัวเราเองนี่ล่ะ!
จางหลานเห็นว่าสาวน้อยตรงหน้าดูจะตระหนักรู้และเข้าใจในคำสอนของเธอได้ดี จึงได้ยกมือขึ้นลูบไล้ศีรษะพร้อมพูดให้กำลังใจอีกสองสามคำ
หลินจิงซูแอบสัมผัสได้ว่า แนวคิดและทัศนคติของผู้หญิงที่ชื่อจางหลานนี้ ค่อนข้างคล้ายกับคนยุคสมัยใหม่มาก หากเปรียบเทียบกับคนในยุคสมัยเดียวกันแล้ว ความคิดความอ่านของเธอนับว่าก้าวล้ำหน้ากว่าคนอื่นมากจริงๆ ยิ่งผ่านการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกับเธอมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องของระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึกซึ้งจากผู้หญิงคนนี้มากเท่านั้น
อีกหนึ่งสิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ หลินจิงซูเพิ่งจะทราบเช่นกันว่า เวลานี้จางหลานกำลังวางแผนที่จะทำธุรกิจในต่างประเทศด้วย ศักยภาพของผู้หญิงคนนี้มีดีกว่าที่เห็นเพียงผิวเผินนัก เธอรู้สึกชื่นชมอีกฝ่ายจากใจจริงมาก จึงอดที่พูดเป็นการแนะนำกลายๆไม่ได้ว่า
“ป้าจางคะ เป็นความคิดที่ดีมากเลยนะคะหากจะคิดลงทุนในต่างประเทศช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว! ทั้งระบบเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนา อัตราการขยายของตลาดเศรษฐกิจ รวมไปถึงนโยบายภาครัฐที่ช่วยส่งเสริมอย่างเต็มที่ ปัจจัยหลายๆอย่างดูเหมือนจะเป็นใจไปเสียหมด!”
ในช่วงปี 1990 มีนักธุรกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนไม่น้อย พากันออกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อสร้างรากฐานทางธุรกิจ ยุคสมัยนี้กล่าวได้ว่า เป็นยุคที่สามารถก้มเก็บทองคำได้ด้วยมือเปล่าๆอย่างแท้จริง!
ยุคนี้ แม้แต่หมูยังสามารถติดปีกบินได้อย่างอิสระเสรี จึงไม่ต้องพูดถึงจางหลานผู้มีหัวคิดดั่งนักธุรกิจสาวสมัยใหม่ ที่ทั้งกล้าได้กล้าเสียและมีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้าเช่นนี้
หลินจิงซูยังมีแผนการอีกมากมายในอนาคตสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง ทว่าปัญหาสำคัญในเวลานี้คือเรื่องเงินทุนที่มีไม่เพียงพอ มิหนำซ้ำปัญหาต่างๆภายในตระกูลหลินก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เธอจึงแทบไม่มีเวลาว่างหลงเหลือสำหรับเรื่องอื่นเลย
แต่ถึงอย่างนั้น อย่างช้าที่สุดภายในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงในปีนี้ แผนธุรกิจการค้าของติงเสวี่ยเหม่ยจะต้องเป็นรูปเป็นร่างจนสามารถเปิดบริการได้จริงแล้ว
เมื่อครั้งที่ลองสอบถามความคิดเห็นในเรื่องนี้จากคนอื่นๆดู จางหลานเองก็แอบลังเลไม่มั่นใจเมื่อได้ฟังคำตอบของพวกเขาเหล่านั้น ที่ต่างก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอเลยสักคน ซ้ำร้ายยังพูดอีกว่า เป็นแค่ผู้หญิง แต่สามารถมีชีวิตที่สุขสบายได้ขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ทำไมยังต้องเอาตัวไปเสี่ยงขนาดนั้นด้วย?
เธอแทบไม่อยากคิดเลยว่า เมื่อต้องยื่นใบลาออก ตนจะต้องใช้ความกล้าหาญมากเพียงใด? การเริ่มต้นธุรกิจในต่างแดนที่ไม่เคยรู้จักจะไปได้ด้วยดีอย่างที่คิดไว้หรือไม่? ในหัวมีแต่ความวิตกกังวลสารพัด จนกระทั่งได้ยินสิ่งที่หลินจิงซูวิเคราะห์ให้ฟังเพียงสั้นๆ จางหลานถึงกับกลับมามีความหวังอีกครั้ง
สาวน้อยที่ชื่อหลินจิงซูตรงหน้า…เธอดูไม่เหมือนเด็กสาวอายุสิบหกปีเลยจริงๆ ไม่เหมือนเลยสักนิด! เธอสามารถวิเคราะห์และมองภาพรวมเศรษฐกิจของยุคสมัยนี้ได้อย่างละเอียดแม่นยำมากเกินไป แจกแจงได้ลึกซึ้งถึงขั้นบอกปัจจัยรอบตัวต่างๆที่เกื้อหนุนได้ด้วย
คนอย่างจางหลานที่มักอ้างตัวว่าผ่านโลกนี้มานาน ยังต้องรู้สึกประหลาดใจกับระดับชั้นความคิดความอ่านของหลินจิงซู!
จางหลานแอบคิดกับตัวเองในใจอย่างเงียบๆ บางทีสาวน้อยคนนี้อาจสร้างความฮือฮาเหนือจินตนาการได้ในอนาคต! ถ้าเริ่มสานสัมพันธ์ที่ดีกับหลินจิงซูไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เธอย่อมเต็มใจช่วยเหลือและสนับสนุนโจวอวี๋หานอีกแรงอย่างแน่นอน และหากมองให้ไกลไปกว่านั้น ถึงวันที่จิงซูน้อยประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ย่อมมีเรื่องหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ก็คือ ลูกชายของเธอจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ลำบากอย่างแน่นอน ตรงกันข้าม หากเลวร้ายที่สุด สาวน้อยคนนี้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยสักอย่าง ท้ายที่สุด จางหลานเองก็ไม่ได้เสียหายอะไรเช่นกัน
มิตรภาพระหว่างเธอกับหลินจิงซูผูกกันไว้ก็ไม่มีคำว่าขาดทุน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ หลินจิงซูได้สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่งยวดให้กับจางหลาน ทำให้เธอยิ่งมั่นใจเข้าไปอีกว่า อนาคตของสาวน้อยคนนี้จะต้องสว่างสดใสอย่างแน่นอน!
ลึกๆภายในใจ จางหลานแอบรอคอยที่จะได้เห็นวันนั้น วันที่สาวน้อยคนนี้สยายปีกอันงดงามของเธอในอนาคต!
[1] อย่าวางเกวียนไว้หน้าม้า ความหมายคือ อย่าจัดลำดับความสำคัญผิด ควรรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับเหตุการณ์ตรงหน้า
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







