LOGIN44 2-2
ตอนที่ 87 โรคความจนน่ากลัวที่สุดแล้ว
จุดประสงค์ที่หลินจิงซูต้องการหาเงินนั้น ประการแรกไม่เพียงแค่ช่วยติงเสวี่ยเหล่ยให้หลุดพ้นจากวัฎจักรแห่งความทุกข์ทรมาน แต่อีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เธอไม่ต้องการให้ติงจูฮั่วต้องกลายเป็นไอ้พิการขาเป๋ไร้การไร้งานและไร้อนาคต
และเธอก็ไม่อาจทนเห็นคุณตาต้องถูกคนตระกูลหลินยัดเยียดความอัปยศให้อีกต่อไป!
หลินจิงซูตระหนักดีว่า แท้จริงแล้วคุณตาของเธอนั้นทั้งรักใคร่และเป็นห่วงติงจูฮั่วมาโดยตลอด แต่ในอีกด้าน เขาก็ไม่สามารถละทิ้งความเคียดแค้นภายในใจได้เช่นกัน ส่วนเรื่องมรดกสมบัติที่ยกให้คนอื่นไปนั้น เบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไร จนกระทั่งถึงตอนนี้หลินจิงซูก็ยังไม่รู้ความจริงเช่นกัน
ตลอดชีวิตที่แสนลำบากยากเย็นในชาติก่อนหน้า มันได้มอบบทเรียนที่ล้ำค่าให้แก่เธอเรื่องหนึ่ง
‘เงินตราเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นวีรบุรุษได้’
บนโลกใบนี้ มีเพียงโรคเดียวเท่านั้นที่ทำให้คนเราทุกข์ทรมานได้มากที่สุด ซึ่งก็คือ ‘โรคความจน’
วันต่อมา หลินจิงซูลุกขึ้นจากเตียงไปอาบน้ำทานข้าวซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันปกติของเธอ ขณะกำลังจะวิ่งขึ้นบันไดเพื่อกลับไปอ่านหนังสือเรียนทบทวนในห้อง จู่ๆติงเสวี่ยเหม่ยก็คล้ายตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เธอเดินไปพูดกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ว่า
“ซูซู แม่นอนคิดมาตลอดทั้งคืนแล้ว และแม่ก็รู้ดีว่าลูกสาวของแม่เป็นคนที่มีความสามารถมากขนาดไหน แม้แต่คนเก่งๆอย่างคุณจางหลานยังชื่นชมลูกไม่หยุดปาก เธอเคยบอกกับแม่ด้วยว่า ลูกนับเป็นเด็กฉลาดที่สุดเท่าที่เธอเคยพบเจอมาในชีวิต ภายในตัวลูกมีศักยภาพสุดยอดซ่อนอยู่ ถ้าให้โอกาสสักหน่อย บางทีลูกอาจประสบความสำเร็จในระดับที่คาดไม่ถึงก็ได้! ขนาดระดับผู้บริหารโรงงานอย่างคุณจางหลานยังพูดแบบนั้น ถ้าคนธรรมดาทั่วไปอย่างแม่ยังไม่เชื่อมั่นในตัวลูกสาวตัวเอง ก็คงไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้วจริงมั้ย? เอาล่ะ จากนี้ไปแม่จะสนับสนุนทุกการตัดสินใจของลูก ต่อให้จะต้องล้มเหลวสักกี่ครั้ง แม่ก็จะคอยอยู่ตรงนี้เป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ! แต่ที่สำคัญ ลูกต้องไม่กดดันตัวเองมากจนเกินไปล่ะ เข้าใจมั้ย?”
หลินจิงซูรู้อยู่แล้วว่าติงเสวี่ยเหม่ยจะต้องเห็นด้วย เพราะเธอเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ขอแค่คนรอบข้างที่สนิทไว้ใจพยายามชักชวนอะไรสักอย่าง เชื่อเถอะว่า ผู้หญิงคนนี้จะค่อยๆหลุดออกจากการเป็นตัวเองไป
ถึงอย่างนั้นก็ตาม เมื่อได้ยินสิ่งแม่พูดด้วยหูตัวเองแบบนี้ หลินจิงซูก็อดที่จะรู้สึกซาบซ่านใจขึ้นมาไม่ได้
เธอสวมกอดกับติงเสวี่ยเหม่ยแน่น รอบดวงตาทั้งสองเห่อร้อนกลายเป็นสีแดงระเรื่อคล้ายกำลังจะร้องไห้
“แม่ ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะทำอย่างสุดความสามารถ!”
“แน่นอน แม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะจ๊ะ แต่อย่าลืมอีกเรื่อง การเรียนก็สำคัญมากเหมือนกัน ห้ามทิ้งโดยเด็ดขาดเข้าใจมั้ย?”
“หนูทราบค่ะแม่” หลินจิงซูพยักหน้าตอบ
ในวันนี้ หลินจิงซูจึงชักชวนติงเสวี่ยเหม่ยให้ไปเดินตลาดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยกัน เพื่อตรวจสอบราคาตู้แช่ของแต่ละยี่ห้อ นำมาเปรียบเทียบกันทั้งในด้านความจุ ประสิทธิภาพและราคา ต่อจากนั้นก็ตั้งใจว่าจะแวะไปหาเพื่อนบ้านเก่าที่เป็นช่างไม้เพื่อทำรถเข็นสำหรับขายของ
ระหว่างที่ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังเดินจดรายละเอียดของตู้เย็นยี่ห้อต่างๆอยู่ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น หลินจิงซูก็ได้นำแบบภาพรถเข็นที่ตนชอบและได้ร่างแบบไว้คร่าวๆไปหาเฒ่าหลี่ที่บ้านของเขา
ทันทีที่ไปถึง หลินจิงซูก็ยื่นแบบที่ร่างไว้ให้เฒ่าหลี่ดู
เฒ่าหลี่จ้องมองภาพวาดที่ไม่เหมือนภาพวาดนั้น ทั้งตีลังกาพลิกกระดาษสี่ด้านมุมก็แล้ว ยังแทบดูไม่ออกว่าเป็นภาพอะไร ท้ายที่สุดทนไม่ไหวจึงได้พูดขึ้นว่า
“จิงซูน้อย นี่กำลังให้ฉันดูรูปรถเข็นขายของหรือรูปห่านป่วยเป็นโรคกันแน่?”
หลินจิงซูไม่อาจเก็บซ่อนความเขินอายไว้ได้ ใบหน้าของเธอแดงก่ำขณะตอบโต้สวนกลับไปทันทีว่า
“เฒ่าหลี่ หยุดล้อเลียนกันได้แล้วน่า ก็หนูวาดรูปไม่เก่งนี่ค่ะ!”
“เอาล่ะ เอาล่ะ ลองอธิบายคุณสมบัติรถเข็นที่ต้องการมา เดี๋ยวฉันจะลองดูว่าทำได้เหมือนมากแค่ไหน”
เฒ่าหลี่ร้องบอก
หลินจิงซูยกไม้ยกมือทำท่าทางประกอบอย่างแข็งแขน ร่ายรายละเอียดสำคัญๆต่างๆให้ฟังว่า
“ต้องเป็นรถเข็นขายของที่มีสองล้อ หลังคาสามารถถอดเข้าถอดออกได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ตรงล้อต้องสามารถล็อคได้ด้วย เวลาขายของจะได้ไม่เคลื่อนหนีไปไหน…”
เฒ่าหลี่ยืนคีบบุหรี่พ่นควันสีเทาออกทางปาก ผงกศีรษะรับฟังรายละเอียดได้สักพัก ทันใดนั้นเขาก็โบกมือขัดจังหวะที่กำลังเล่าและพูดแทรกขึ้นว่า
“อืม อืม รู้แล้วว่าต้องการแบบไหน”
สิ้นเสียงประโยค เขาก็หยิบปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต แล้วจัดการร่างภาพลงบนเปลือกไม้แข็งๆ
หลังจากวาดเสร็จเรียบร้อย เขาก็ยกเปลือกไม้แผ่นนั้นให้หลินจิงซูดู
“ลองสิว่าใช่แบบที่ต้องการรึเปล่า?”
ได้เห็นภาพร่างแล้วหลินจิงซูก็ถึงกับทึ่ง เธอพยักหน้ารัวๆ พร้อมยกนิ้วโป้งให้กับความสุดยอดของเฒ่าหลี่
“ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ! เป็นแบบที่หนูต้องการทุกอย่างเลย! รู้ได้ยังไงคะเนี่ยว่าหนูอยากได้แบบนี้?”
สมแล้วที่เป็นเฒ่าหลี่ ปรากฏว่าชื่อเสียงที่สั่งสมมาล้วนไม่ใช่เรื่องหลอกลวง!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







