Se connecter
อากาศยามเช้าในช่วงต้นเดือนธันวาคมเริ่มหนาวจัดแล้ว เจ้าของร่างใหญ่ตื่นขึ้นมานึ่งข้าวแต่เช้าเหมือนเช่นทุกวันที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำมา แม้ในใจยังไม่อยากเชื่อว่าตนได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างนี้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน
ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อวาน เจ้าของร่างนี้ได้ออกไปรับจ้างเกี่ยวหญ้าเพื่อมาขายให้นายหนูจีน ซึ่งมีควายอยู่หลายสิบตัว ในช่วงเวลาเกือบบ่ายสาม จู่ ๆ ก็เกิดเสียงฟ้าแลบฟ้าร้องขึ้นมาอย่างไร้ที่มาที่ไปทั้งที่เป็นช่วงฤดูหนาว ไม่นานฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่มิหนำซ้ำยังเกิดฟ้าฝ่าเสียงดังกึกก้องใหลายพื้นที่ และจุดหนึ่งที่โดนฟ้าผ่าก็คือจุดที่เจ้าของร่างนี้กำลังนั่งหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และสิ้นใจคาที่ในเวลาต่อมา ส่วนเขาที่ชื่อชาญชัยเหมือนเจ้าของร่างเดิมผู้มาจากยุคปัจจุบันก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน
ตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบันเขาจำได้เพียงว่ากำลังใช้ไม้วินล้อรถแทรกเตอร์ที่ติดหล่มอยู่ในนากับน้องเขย พอผูกไม้ติดกับล้อรถเสร็จแล้ว เขาซึ่งเดินออกมายังไม่ไกลจากตัวรถมากนัก น้องเขยก็สตาร์ทเครื่องยนต์และเคลื่อนรถแทรกเตอร์ออกจากจุดนั้นโดยเร็ว ไม่มีใครคาดคิดว่าลวดสลิงที่ใช้มัดท่อนไม้ติดกับล้อรถจะขาดผึงเพียงเสี้ยววินาที ท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่ติดกับล้อรถก็เหวี่ยงมาตีศีรษะเขาคล้ายกับการทุบหัวเขียด เสียงดังอักเท่านั้น จากนั้นความทรงจำของเขาก็ดับวูบลง รู้ตัวอีกทีเขาก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว
เขาฟื้นขึ้นมาเพราะรู้สึกหนาวจนตัวสั่นเพราะนอนตากฝนอยู่เป็นเวลานาน เมื่อความทรงจำของร่างนี้หลั่งไหลเข้ามาในหัว เขาจึงเดินแบกมัดหญ้าหนึ่งมัดใหญ่พร้อมเคียวเกี่ยวข้าวกลับบ้านด้วยความสับสนงุนงง
บางครายังแอบคิดว่านี่คงเป็นเพียงความฝัน แต่พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนยังอยู่ที่บ้านปูนเปลือยชั้นเดียวขนาดกลางที่ยังไม่ขัดมันเหมือนเมื่อวาน อีกทั้งบ้านหลังนี้ยังสร้างไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ เพราะหน้าต่างอีกหลายบานยังใช้สังกะสีเพียงแผ่นเดียวตีปิดทับไว้
คนตัวสูงนั่งมองเปลวไฟในเตาไฟด้วยดวงตาเหม่อลอย ทั้งที่อากาศหนาวจัดแต่มันกลับไม่ได้สะเทือนผิวกายของเขาแม้แต่น้อย ในหัวยังคิดวนเวียนเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ว่ามันมีเรื่องประหลาดแบบนี้เกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ที่นี่คือหมู่บ้านไผ่ล้อม ตำบลนามะเฟือง อำเภอนามะเฟือง จังหวัดขุนศรีบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์ของไทยเลย แต่กลับมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และปีนี้ก็เป็นปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่สิบ
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น ในใจรู้สึกคิดหนักเมื่อนึกถึงฐานะเดิมของเจ้าของร่างนี้ ความจริงเขาก็อยากจะร้องไห้ให้กับโชคชะตาของตนเองด้วยซ้ำ ที่ย้อนเวลามาเป็นพ่อเลี้ยงของเด็กตั้งสามคน แถมยังมีภรรยาที่กำลังป่วยหนักและก็ไม่รู้ว่าจะจากไปวันไหน ซึ่งก็อาจจะในเร็ว ๆ นี้
ชาญชัยถอนหายใจออกมายาวเหยียด เมื่อนึกถึงความเป็นมาก่อนที่จะมาอยู่บ้านหลังนี้ เดิมทีเจ้าของร่างนี้เป็นเด็กกำพร้า พ่อกับแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้เพียงสิบสองขวบ จากนั้นก็อยู่กับปู่กับย่ามาตลอด ซึ่งมีครอบครัวของอาผู้หญิงรวมอยู่ด้วย และเขาก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวตั้งแต่พ่อกับแม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ อีกทั้งยังโดนทุกคนในครอบครัวรุมรังแก
ก่อนหน้านี้สองเดือน อัจฉรา ซึ่งก็คือภรรยาของเขาในตอนนี้ หลังจากเธอหย่ากับสามีเก่าได้สองเดือน เธอได้ประกาศรับสมัครหาสามีคนใหม่เพื่อมาเป็นพ่อเลี้ยงของลูกเธอทั้งสาม ด้วยค่าจ้างสามหมื่นบาทซึ่งถือว่าเป็นค่าสินสอด และคุณสมบัติของผู้ชายที่จะสมัครได้ก็คือจะต้องเป็นหนุ่มโสด ไร้พันธะบุตรและภรรยา แต่คนหนุ่มในหมู่บ้านนี้กลับไม่มีใครสนใจ เพราะเทียบกับเงินสามหมื่นกับการเลี้ยงดูเด็กทั้งสามคนและแม่ที่กำลังป่วยอีกคน พวกเขาก็คิดว่ามันไม่คุ้มเอาเสียเลย
แต่มิ่งพรผู้มีศักดิ์เป็นอาของเจ้าของร่างนี้มีหรือจะสนใจกับความเหนื่อยยากพวกนั้น พอทราบข่าวเธอกลับคิดว่านี่เป็นโอกาสทองของเธอที่จะกำจัดหลานชายคนนี้ให้พ้นชายคาไป จึงนำเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับคนในครอบครัวทันที ยกเว้นเขาคนเดียวที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย อีกทั้งมิ่งพรยังอยากได้เงินค่าจ้างหรือค่าสินสอดจำนวนสามหมื่นบาท เธอจึงยุยงส่งเสริมให้ปู่กับย่าบังคับเจ้าของร่างนี้แต่งงานออกไปกับอัจฉรา
เดิมทีเจ้าของร่างนี้เป็นคนหัวอ่อน ไม่ค่อยพูดจาค่อนข้างเก็บกด ไม่กล้ามีปากเสียงกับผู้ใหญ่ เขาจึงยอมแต่งงานกับอัจฉรา
ชาญชัยถอนหายใจยาวอีกครั้ง เมื่อนึกได้ว่าต้องดูแลเด็กทั้งสามและภรรยาที่ป่วยอีกคน คนไม่เคยแต่งงานไม่เคยมีลูกอย่างเขาจะเป็นพ่อและสามีที่ดีได้แค่ไหนกันเชียว ช่างเป็นอะไรที่น่าปวดหัวจริง ๆ สายตาคมกริบมองไปยังหวดนึ่งข้าวที่กำลังมีไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกมา เขาจึงหยิบไม้พายมาคนข้าวเมื่อรู้ตัวว่านั่งเหม่อนานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว
นึ่งข้าวเสร็จก็เตรียมตัวทำอาหารต่อ ตอนนี้ประมาณตีห้าครึ่งลูกกับภรรยายังไม่ตื่น คนตัวใหญ่นำหอยที่เจ้าของร่างนี้ขุดมาเมื่อสองวันก่อนไปแช่น้ำไว้ก่อน ซึ่งมีทั้งหอยขม และหอยโข่ง จากนั้นคว้าเอาไฟฉายไปเก็บผักปลัง ใบชะพลู ใบแมงลัก ขิงแกลง และตะไคร้ ที่ปลูกไว้ข้างรั้วบ้าน ก่อนเดินกลับยังแอบเก็บใบย่านางของป้าเฟื่องที่อยู่ข้างรั้วมาด้วย พอสายออกมาหน่อยค่อยไปบอกแกก็ยังได้ เพราะสองบ้านนี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเฟื่องคงไม่ถือสา
ชาญชัยก็คิดว่าคงต้องเป็นเช่นนั้น เพราะดูแล้วเด็กน้อยสองคนนี้น่าจะมีความตั้งใจหาเงินมารักษาแม่เป็นอย่างมาก แต่คำพูดของภรรยาที่ว่า ‘พอพวกเขาเหนื่อยแล้วก็คงพักเองแหละ’ คงใช้กับเด็กสองคนนี้ไม่ได้ เพราะช่วงบ่ายวันนี้ พวกเขาเกี่ยวข้าวแบบไม่พักเลย ถ้าเขาไม่พาเดินเข้าไปพักในร่ม แสนดีกับสายน้ำก็จะเกี่ยวข้าวอยู่อย่างนั้น กระทั่งคำว่าร้อนหรือเหนื่อยเขายังไม่ได้ยินจากปากทั้งคู่แม้แต่ครึ่งคำ สามคนพ่อลูกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันได้สี่วันแล้ว ยิ่งเกี่ยวข้าวหลายวันฝีมือการเกี่ยวข้าวของแสนดีกับสายน้ำก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น สามวันแรกพวกเขายังเกี่ยวข้าวได้วันละสามร้อยกว่าบาท พอเข้าวันที่สี่สามคนพ่อลูกก็มีรายได้ถึงสี่ร้อยยี่สิบบาทแล้ว ชาวบ้านที่ไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันถึงกับรู้สึกอิจฉา เพราะในหมู่บ้านนี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เด็กอายุเท่านี้จะเกี่ยวข้าวได้ อีกทั้งยังมีความอดทนเป็นเลิศ และถึงแม้พวกเขาจะพาลูกมาฝึกเกี่ยวข้าวตอนนี้ก็คงสู้แสนดีกับสายน้ำไม่ได้ มิ่งพรเก็บความริษยาเอาไว้ในใจ ใครจะคิดว่าไอ้เด็กสองคนนั้นจะทำงานได้เทียบเท่ากับผู้ใหญ่คนหนึ่ง พอกลับมาถึงบ้านของตนเธอก็พูดสิ่ง
เกี่ยวข้าวได้ราวหนึ่งชั่วโมง สายน้ำรู้สึกว่าเหนื่อยมาก เขาจึงเดินเข้าไปพักใต้ร่มไม้ แต่แสนดียังคงตั้งหน้าตั้งตาเกี่ยวข้าวต่อ ผ่านไปราวยี่สิบนาทีชาญชัยจึงพูดกับเขา “แสนดีเข้าไปนั่งพักกับน้องเถอะ หายเหนื่อยแล้วค่อยมาทำต่อ” ตัวเขาเล็กแค่นี้จะมาทำงานแข่งกับผู้ใหญ่ได้อย่างไร “ผมยังไม่เหนื่อยครับ” ตอนนี้ในใจเขาคิดเพียงว่าต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด ชาญชัยมองลูกเลี้ยงด้วยแววตาค้นคว้า เขารู้สึกคล้ายกับว่าแสนดีมีเรื่องคิดอยู่ในใจ เมื่อแสนดีไม่ยอมเข้าไปพักสักที ชาญชัยจำเป็นต้องพาเขาไปเอง “ไปพักกันเถอะ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป” ลำพังตัวเขาให้ทำงานทั้งวันโดยไม่ต้องพักก็ได้ แต่เด็กเพียงแปดขวบจะให้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร “อาไปพักเถอะครับ ผมไม่เหนื่อยจริง ๆ” ชาญชัยเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กยืนจ้องหน้าน้อย ๆ ที่ปราศจากผ้าคลุมหน้า ทำให้เห็นว่ารอบดวงหน้าแดงเถือก เหงื่อโทรมกายราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ถามออกไปด้วยความใคร่รู้ “ทำไปเพื่ออะไร ถ้าเราเจ็บป่วยขึ้นมาอาจะทำยังไง แม่ของเราจะไม่ตำหนิอาหรือที่ปล่อย
“กินข้าวไม่ค่อยได้เลยครับ” เฟื่องเอ่ยออกอย่างทอดถอนใจ “คนเรากินข้าวไม่ได้ก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น” แต่รู้เหตุผลที่อัจฉราไม่ไปหาหมอแล้วจึงเก็บคำพูดที่กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเอาไว้ ชาญชัยยิ้มเจื่อนพูด ‘ครับ’ คำเดียวแล้วขอตัวไปทำงานอย่างอื่นต่อกินอาหารเช้าเสร็จเตรียมห่อข้าวใส่กระเป๋าย่าม จากนั้นพาลูกชายทั้งสองไปซื้อหมวกปีกสานที่ร้านค้าในหมู่บ้าน แล้วค่อยเดินไปขึ้นรถเกษตรที่บ้านของจินดาซึ่งเป็นเจ้าของนาที่เขากับลูกจะไปเกี่ยวข้าววันนี้ เมื่อทุกคนมาครบแล้วคนงานจึงพากันปีนขึ้นรถอีแต๋น ชาญชัยอุ้มลูกทั้งสองขึ้นรถแล้วทั้งสามก็ไปยืนอยู่แถวหน้าด้วยกัน โดยคนตัวใหญ่ยืนอยู่ด้านหลังของเด็ก ๆ วันนี้คนงานมีประมาณสิบกว่าคน บางคนก็พาลูกไปด้วยเหมือนกับเขา และวันนี้เขายังได้เจอกับครอบครัวของมิ่งพรด้วยซึ่งก็คืออาผู้หญิงของเขา คนนี้แหละคือคนที่อยากได้ค่าสินสอดของเขาจนตัวสั่น แถมยังคิดกำจัดเขาให้พ้นบ้านหลังนั้น และเธอก็ทำสำเร็จและคงสบายใจไม่น้อยเมื่อไม่มีเขาอยู่ด้วย พวกเขามากันสี่คน มีมิ่งพร สามี ลูกชาย และลูกสะใภ้ของเธอ ทั้งสี่คนเหลือบมองเขากับลูกด้วยสาย
ภายในห้องนอนลูกทั้งสามนอนหลับไปแล้ว ส่วนภรรยาลืมตาขึ้นมาตอนที่เขาเดินเข้ามาในมุ้งพอดี “ยังไม่หลับอีกเหรอ” เขาถามภรรยา พร้อมกับนั่งลงตรงปลายเท้าของเธอ “กำลังจะหลับแล้ว” อัจฉราตอบเสียงเบา ความจริงเธอนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องลูก หลังจากที่เธอไม่อยู่บนโลกนี้แล้วลูกของเธอจะอยู่อย่างไร สมองเธอคิดไปสารพัดจนทำให้นอนไม่ค่อยหลับ ทุกคืนก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่สามีไม่เคยใส่ใจก็เท่านั้น ต่างจากวันนี้ที่เขาเดินเข้ามาถาม “พี่ขอคุยด้วยแป๊บนึงได้ไหม” “ว่ามาสิคะ” ร่างผอมบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น เอนกายพิงผนังห้องเบา ๆ แววตาดูอ่อนล้าเต็มที “พี่อยากพาเธอไปหาหมอ” หลายอึดใจกว่าอัจฉราจะเอ่ยออกมา “พี่มีเงินเหรอคะ” “เราเอาที่ห้าไร่ตรงนั้นไปจำนองกับธนาคารดีไหม” หลังจากนั้นเขาจะทยอยขายข้าวในมิติแล้วนำเงินไปใช้หนี้ ถึงจะเสียดอกเบี้ยแต่วิธีนี้ก็ปลอดภัยที่สุดแล้ว เธอส่ายหน้าน้อย ๆ “อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เอาที่ไปจำนองก็เป็นหนี้ อีกอย่างพี่ทำงานคนเดียว ต้องหาเงินเลี้ยงฉันกับลูก ทั้งยังต้องหาเงินใช้หนี้แล้วพี่จะทำไหวได้ยังไง” คน
ชาญชัยหยิบกระด้งสองอันมาวางใกล้ภรรยาพร้อมกับกระเป๋าย่าม อัจฉรากับลูกช่วยกันคัดหอยอยู่ใกล้ ๆ กับสามี วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเขาได้มีเวลาทำอะไรร่วมกันเช่นนี้ และเขาก็พูดกับเธอมากขึ้นด้วย ถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดตอนที่เขาคุยกับเธอเหมือนดวงตาคมคายคู่นั้นจะมีแววสงสารเจืออยู่ในนั้นด้วยซึ่งเธอไม่เคยเห็นมันมาก่อน เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อคิดว่าเขาไม่ได้เย็นชาอย่างที่เธอคิด จากนั้นจึงตั้งใจคัดหอยต่อ หอยจำศีลพวกนี้ถ้าไม่เป็นแผลสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ถ้ามีมากก็ช่วยประหยัดค่าอาหารได้อีกหลายมื้อเลยทีเดียว “เด็ก ๆ อยากกินลาบหมูเหรอ” ชาญชัยถามเด็กทั้งสาม “ครับ/ค่ะ” เป็นเสียงของสายน้ำและสตางค์ที่ตอบออกมา แต่แสนดียังคงนั่งเงียบ แต่ชาญชัยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะดูออกว่าแสนดีคงไม่ชอบเขาเท่าไร เด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้ มีชายอื่นเข้ามาแทนที่พ่อแท้ ๆ ใครจะไปยอมรับง่าย ๆ อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ตัวเขาเองถ้าพ่อหรือแม่แต่งงานใหม่ เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ เขาเอี้ยวหน้าไปถามภรรยา “วันนี้กินข้าวได้บ้างไหม” “ตอนเช้าได้สองคำ ตอนกลางวันได้สามคำค่ะ”
กินข้าวเสร็จก็เกือบบ่ายโมงแล้ว ทุกคนอยากให้งานเสร็จเร็วจึงรีบลงไปทำงานทันที เพราะยิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จเร็วก็ยิ่งได้กลับบ้านเร็ว อีกทั้งพวกผู้ชายก็จะได้ไปเชือดหมูด้วย มนธิราเดินเข้ามาเกี่ยวข้าวข้าง ๆ ชาญชัยแบบเนียน ๆ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เมื่อเช้าฉันขอโทษที่ไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของพี่” ชาญชัยเกี่ยวข้าวไปด้วยฟังไปด้วยอย่างเงียบ ๆ อุตส่าห์เดินหนีแล้วยังจะตามมาอีก ที่จริงเมื่อเธอรู้ว่าอดีตคนรักแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ไม่สมควรมาคุยด้วยแล้วนะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เห็นเขาเงียบไปมนธิราจึงกล่าวต่อ “ถ้าพี่ลำบากใจที่จะคุยกับฉัน ฉันขอพูดความในใจกับพี่ไม่กี่คำแล้วฉันก็จะไป” เขาก็ยังเงียบอีก “ฉันยังรอพี่อยู่นะ เมื่อไรที่พี่เอื้องไม่อยู่แล้ว เรากลับมาคบกันเหมือนเดิมนะ ฉันจะรอแต่งงานกับพี่คนเดียว” ชาญชัยขยับปากคล้ายจะพูดบางอย่างแต่มนธิราก็ไม่อยู่รอฟังแล้ว เขาส่ายหน้าเล็กน้อย นี่หล่อนยังหวังที่จะแต่งงานกับเขาอีกหรือ มิหนำซ้ำยังแอบแช่งภรรยาของเขาอีก ความจริงวันนี้ชาญชัยได้ยินคนอื่นนินทาเขาเรื่องที่แต่งงานกับอัจฉราอยู่เหมือนกัน บ้างก็ว่าเขาเห็นแก







