Se connecterทุกคนหันไปมองตามเสียง ชาญชัยจึงตอบออกไปว่า “อยู่ครับ”
ชาญชัยเดินไปเปิดประตูให้ชายวัยกลางคนเดินเข้ามา เขาคือคนที่จ้างชาญชัยไปเกี่ยวหญ้ามาให้ควายเมื่อวานนี้
“น้าหนูกินข้าวด้วยกันครับ” เขาเอ่ยชวน
“กินเลย ๆ ฉันยังไม่หิว” หนูจีนว่า “ฉันเอาเงินค่าจ้างมาให้” เมื่อวานหลังจากที่เขากลับมาจากเลี้ยงควาย ก็เห็นมัดหญ้าวางอยู่บนแคร่แล้ว
“เมื่อวานผมตัวเปียกและก็หนาวมากด้วย ก็เลยไม่ได้รอน้าหนูน่ะครับ” เมื่อวานเขาหนาวสั่นจนฟันบนล่างกระทบกัน ตัวเขียวไปหมดเขาจึงไม่มีกะจิตกะใจจะรอเอาค่าจ้าง อีกทั้งยังงงกับชีวิตจึงไม่ได้อยู่รอหนูจีน
“ขอบใจมากนะ” หนูจีนยื่นเงินจำนวนเจ็ดสิบบาทให้ชาญชัย พร้อมกล่าวออก “อ้อ เมื่อวานฉันได้ยินว่าฟ้าผ่าใกล้ ๆ กับที่เอ็งเกี่ยวหญ้าอยู่ไม่ใช่เหรอ” ชาวบ้านที่เลี้ยงควายอยู่แถวนั้นเล่าให้ฟังเขาก็ตกใจ แต่พอเห็นมัดหญ้าและชาวบ้านบอกว่าเห็นชาญชัยเดินกลับบ้านไปแล้วเขาจึงโล่งอก เพราะใจหนึ่งคิดว่าเขาโดนฟ้าผ่าตายไปเสียแล้ว
“เมื่อวานผมอยู่ห่างพอสมควรครับก็เลยไม่เป็นอะไร” ชาญชัยเลือกที่จะปิดบังเรื่องเหลือเชื่อนี้ไว้กับตน เพราะขืนพูดออกไป มากคนก็มากความแต่ละคนมีความอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สู้เก็บเป็นความลับไว้ตลอดไปยังดีกว่า
“ดีแล้ว ๆ พระคุ้มครองจริง ๆ เออนี่ฉันเกือบลืมไป วันนี้ตาเพิ่มจะวานคนเกี่ยวข้าว เอ็งจะไปไหม” เพิ่มให้เขาหาคนให้ หนูจีนจึงชวนชาญชัยไปด้วย เพราะช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว ใคร ๆ ก็ต้องการคนงานทั้งนั้น อีกทั้งชาญชัยก็ไปรับจ้างเกือบทุกวันอยู่แล้ว
“ไปครับ” ตอนนี้ขอให้มีงานทำเขารับทั้งนั้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่นี่ทำเกษตรกรรมและรับจ้างเป็นหลัก ส่วนใครอยากทำงานประจำก็มีโรงงานน้ำตาลอยู่ห่างออกไปจากตัวอำเภอประมาณห้ากิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งเขาเลือกที่จะรับจ้างมากกว่า เพราะโรงงานน้ำตาลต้องทำงานเป็นนกะ เขาต้องดูแลลูกกับภรรยา จึงไม่สามารถทำงานนั้นได้ “ว่าแต่เขาจ้างวานกี่คนเหรอครับ”
“ประมาณยี่สิบกว่าคน”
“อ้อครับ”
หนูจีนหันไปมองอัจฉราที่นั่งหายใจแผ่วอยู่บนเบาะนอน “แล้วเอื้องเป็นยังไงบ้าง อาการดีขึ้นบ้างไหม”
“ไม่เลยค่ะน้าหนู กินอะไรลงไปก็รู้สึกแน่นท้องอย่างเดียวเลยค่ะ” ก้อนอุจาระก็ลีบลงเรื่อย ๆ
“ฉันว่าเอ็งน่าจะไปให้หมอตรวจดูบ้างนะ เผื่อมีทางรักษา” หนูจีนมองอัจฉราด้วยความรู้สึกหดหู่ อาการที่เธอป่วยตอนนี้คนในหมู่บ้านยังไม่มีใครเคยเป็น หรือแท้จริงแล้วเธออาจจะเป็นโรคเวรกรรมที่ไม่ทางรักษาหาย
อัจฉรายิ้มแหยใบหน้าอิดโรยแต่ไม่ได้พูดอะไร หนูจีนคิดว่าที่อัจฉราตัดสินใจทำไปทุกอย่างเพราะคิดดีแล้วจึงไม่อยากพูดอะไรมากกว่านั้น จึงหันหน้าไปคุยกับชาญชัย “งั้นฉันกลับก่อนนะ ได้คนยังไม่ครบเลย ส่วนเอ็งกินข้าวเสร็จก็ออกไปรอที่บ้านลุงเพิ่มเลยนะ”
“ครับ”
ให้หลังหนูจีนอัจฉราจึงถามสามี “เมื่อวานแถว ๆ พี่มีฟ้าผ่าเหรอ” เมื่อวานตอนเย็นพอเขากลับมาบ้านก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เธอฟัง เพราะปกติเขาก็เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว วันหนึ่ง ๆ คุยกันไม่ถึงสามคำ เห็นเขาไม่คุยเธอก็ไม่กล้าถาม อยู่ด้วยกันมาจะครบสองเดือน แต่เธอก็ยังไม่มั่นใจว่าเมื่อเธอจากไปแล้วเขาจะดูแลลูกของเธอได้หรือไม่ เพราะเขาไม่คุยกับเด็ก ๆ เลย บางครั้งก็แอบสับสนว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือผิดกันแน่ที่คิดแต่งงานหาพ่อเลี้ยงมาให้เด็ก ๆ
“ใช่ แต่ก็ไม่ใกล้พี่มากหรอก” เมื่อวานเขามัวแต่คิดเรื่องย้อนเวลามาอยู่ในร่างนี้จนไม่อยากคุยกับใคร พอกลับมาถึงบ้านอาบน้ำแล้วก็เข้านอนเลย เพราะยังคิดว่าตนเองฝันไป แต่พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ยังพบว่าเขายังนอนอยู่ในห้องเดิม
เมื่อพ่อกับแม่คุยกันจบสายน้ำจึงพูดขึ้น “ให้ผมไปเกี่ยวข้าวกับอาได้ไหมครับ” เขากับพี่ชายเกี่ยวข้าวเป็นแล้ว เพราะความจน เขาทั้งสองจึงถูกพ่อแท้ ๆ บังคับให้ทำงานหนักตั้งแต่เด็ก เมื่อยามนี้ปีที่แล้วพ่อยังพาพวกเขาไปรับจ้างเกี่ยวข้าวอยู่เลย
“วันนี้เด็กไปไม่ได้ เพราะเขาจ้างวาน ต้องให้ผู้ใหญ่ไปเท่านั้น” ชาญชัยบอก ทุกคนต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพราะหมูต้องแบ่งให้ได้ส่วนละเท่า ๆ กัน ซึ่งไม่สามารถให้เด็กไปด้วยได้
สายน้ำทำหน้าหงอย ชาญชัยรู้สึกสงสารจึงบอกออกไป “เอาไว้มีคนมาจ้างเกี่ยวข้าวอีก แล้วอาจะพาไปด้วย”
“ครับ” สายน้ำจึงมีสีหน้าดีขึ้นมาหน่อย
ทุกคนกินข้าวเสร็จอัจฉราจึงลุกขึ้นเตรียมไปเก็บถ้วยชามช่วยสามี แต่ชาญชัยห้ามไว้ก่อน “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพี่ทำเอง”
อัจฉราจึงบอกลูกชายทั้งสอง “แสนดีเก็บเสื่อ ส่วนสายน้ำช่วยอาเก็บกระติบข้าวไปไว้ในครัวนะลูก”
ลูกชายทั้งสองรับคำ “ครับ” แล้วรีบทำตามที่แม่บอกทันที ถึงแม้แสนดีจะไม่ค่อยชอบพ่อเลี้ยงคนนี้เท่าไรนัก เหตุเพราะเขาชอบทำหน้าเดียวตลอดเวลา และดูเหมือนไม่เต็มใจแต่งงานกับแม่ เขาจึงไม่อยากคุยด้วยและไม่อยากได้ผู้ชายคนนี้มาเป็นพ่อเลี้ยง ส่วนน้องสองคนนั้นยังเด็กมากคงดูไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้คิดอะไรอยู่ ถึงกระนั้นแสนดีก็ไม่เคยขัดคำสั่งแม่ เพราะเขาอยากทำให้แม่สบายใจมากที่สุด
ก่อนชาญชัยจะออกไปยังทำข้าวต้มไว้ให้ภรรยา พร้อมยังเอ่ยกำชับ “อย่าลืมกินข้าวนะ พี่ทำข้าวต้มไว้ให้แล้ว ซดน้ำร้อน ๆ ก็ยังดี”
“ฉันจะพยายาม” แม้แต่น้ำข้าวต้มกินเข้าไปแล้วเธอยังรู้สึกท้องอืดแน่นท้อง อย่าหวังให้เธอกินข้าวเลย
ชาญชัยเดินไปขึ้นรถอีแต๋นหรือรถเกษตรที่บ้านของเพิ่ม เมื่อส้มจี๊ดมองเห็นชาญชัยเดินมาจึงกระซิบบอกเพื่อน “แฟนเธอไปเกี่ยวข้าวนาวานด้วยว่ะ”
มนธิราเบ้ปากทำหน้างอพูดออกอย่างไม่สบอารมณ์ “แฟนเฟินอะไร เขาแต่งงานมีลูกมีเมียแล้วไม่เห็นหรือไง” ทั้งที่ก่อนหน้าตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอเธอ แต่พออัจฉราประกาศหาหนุ่มโสดไปแต่งงานด้วย เขากลับตกลงแต่งงานกับแม่ม่ายลูกสามเฉยเลย ปล่อยให้เธอรอมาตั้งสี่ห้าปี สุดท้ายก็ต้องกินแห้ว
“เธอจะเสียใจไปทำไม อีกหน่อยยัยเอื้องนั่นก็ไปเยี่ยมปรโลกแล้ว ดีไม่ดีจะอยู่พ้นหน้าแล้งรึเปล่าก็ไม่รู้”
ชาญชัยก็คิดว่าคงต้องเป็นเช่นนั้น เพราะดูแล้วเด็กน้อยสองคนนี้น่าจะมีความตั้งใจหาเงินมารักษาแม่เป็นอย่างมาก แต่คำพูดของภรรยาที่ว่า ‘พอพวกเขาเหนื่อยแล้วก็คงพักเองแหละ’ คงใช้กับเด็กสองคนนี้ไม่ได้ เพราะช่วงบ่ายวันนี้ พวกเขาเกี่ยวข้าวแบบไม่พักเลย ถ้าเขาไม่พาเดินเข้าไปพักในร่ม แสนดีกับสายน้ำก็จะเกี่ยวข้าวอยู่อย่างนั้น กระทั่งคำว่าร้อนหรือเหนื่อยเขายังไม่ได้ยินจากปากทั้งคู่แม้แต่ครึ่งคำ สามคนพ่อลูกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันได้สี่วันแล้ว ยิ่งเกี่ยวข้าวหลายวันฝีมือการเกี่ยวข้าวของแสนดีกับสายน้ำก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น สามวันแรกพวกเขายังเกี่ยวข้าวได้วันละสามร้อยกว่าบาท พอเข้าวันที่สี่สามคนพ่อลูกก็มีรายได้ถึงสี่ร้อยยี่สิบบาทแล้ว ชาวบ้านที่ไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันถึงกับรู้สึกอิจฉา เพราะในหมู่บ้านนี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เด็กอายุเท่านี้จะเกี่ยวข้าวได้ อีกทั้งยังมีความอดทนเป็นเลิศ และถึงแม้พวกเขาจะพาลูกมาฝึกเกี่ยวข้าวตอนนี้ก็คงสู้แสนดีกับสายน้ำไม่ได้ มิ่งพรเก็บความริษยาเอาไว้ในใจ ใครจะคิดว่าไอ้เด็กสองคนนั้นจะทำงานได้เทียบเท่ากับผู้ใหญ่คนหนึ่ง พอกลับมาถึงบ้านของตนเธอก็พูดสิ่ง
เกี่ยวข้าวได้ราวหนึ่งชั่วโมง สายน้ำรู้สึกว่าเหนื่อยมาก เขาจึงเดินเข้าไปพักใต้ร่มไม้ แต่แสนดียังคงตั้งหน้าตั้งตาเกี่ยวข้าวต่อ ผ่านไปราวยี่สิบนาทีชาญชัยจึงพูดกับเขา “แสนดีเข้าไปนั่งพักกับน้องเถอะ หายเหนื่อยแล้วค่อยมาทำต่อ” ตัวเขาเล็กแค่นี้จะมาทำงานแข่งกับผู้ใหญ่ได้อย่างไร “ผมยังไม่เหนื่อยครับ” ตอนนี้ในใจเขาคิดเพียงว่าต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด ชาญชัยมองลูกเลี้ยงด้วยแววตาค้นคว้า เขารู้สึกคล้ายกับว่าแสนดีมีเรื่องคิดอยู่ในใจ เมื่อแสนดีไม่ยอมเข้าไปพักสักที ชาญชัยจำเป็นต้องพาเขาไปเอง “ไปพักกันเถอะ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป” ลำพังตัวเขาให้ทำงานทั้งวันโดยไม่ต้องพักก็ได้ แต่เด็กเพียงแปดขวบจะให้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร “อาไปพักเถอะครับ ผมไม่เหนื่อยจริง ๆ” ชาญชัยเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กยืนจ้องหน้าน้อย ๆ ที่ปราศจากผ้าคลุมหน้า ทำให้เห็นว่ารอบดวงหน้าแดงเถือก เหงื่อโทรมกายราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ถามออกไปด้วยความใคร่รู้ “ทำไปเพื่ออะไร ถ้าเราเจ็บป่วยขึ้นมาอาจะทำยังไง แม่ของเราจะไม่ตำหนิอาหรือที่ปล่อย
“กินข้าวไม่ค่อยได้เลยครับ” เฟื่องเอ่ยออกอย่างทอดถอนใจ “คนเรากินข้าวไม่ได้ก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น” แต่รู้เหตุผลที่อัจฉราไม่ไปหาหมอแล้วจึงเก็บคำพูดที่กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเอาไว้ ชาญชัยยิ้มเจื่อนพูด ‘ครับ’ คำเดียวแล้วขอตัวไปทำงานอย่างอื่นต่อกินอาหารเช้าเสร็จเตรียมห่อข้าวใส่กระเป๋าย่าม จากนั้นพาลูกชายทั้งสองไปซื้อหมวกปีกสานที่ร้านค้าในหมู่บ้าน แล้วค่อยเดินไปขึ้นรถเกษตรที่บ้านของจินดาซึ่งเป็นเจ้าของนาที่เขากับลูกจะไปเกี่ยวข้าววันนี้ เมื่อทุกคนมาครบแล้วคนงานจึงพากันปีนขึ้นรถอีแต๋น ชาญชัยอุ้มลูกทั้งสองขึ้นรถแล้วทั้งสามก็ไปยืนอยู่แถวหน้าด้วยกัน โดยคนตัวใหญ่ยืนอยู่ด้านหลังของเด็ก ๆ วันนี้คนงานมีประมาณสิบกว่าคน บางคนก็พาลูกไปด้วยเหมือนกับเขา และวันนี้เขายังได้เจอกับครอบครัวของมิ่งพรด้วยซึ่งก็คืออาผู้หญิงของเขา คนนี้แหละคือคนที่อยากได้ค่าสินสอดของเขาจนตัวสั่น แถมยังคิดกำจัดเขาให้พ้นบ้านหลังนั้น และเธอก็ทำสำเร็จและคงสบายใจไม่น้อยเมื่อไม่มีเขาอยู่ด้วย พวกเขามากันสี่คน มีมิ่งพร สามี ลูกชาย และลูกสะใภ้ของเธอ ทั้งสี่คนเหลือบมองเขากับลูกด้วยสาย
ภายในห้องนอนลูกทั้งสามนอนหลับไปแล้ว ส่วนภรรยาลืมตาขึ้นมาตอนที่เขาเดินเข้ามาในมุ้งพอดี “ยังไม่หลับอีกเหรอ” เขาถามภรรยา พร้อมกับนั่งลงตรงปลายเท้าของเธอ “กำลังจะหลับแล้ว” อัจฉราตอบเสียงเบา ความจริงเธอนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องลูก หลังจากที่เธอไม่อยู่บนโลกนี้แล้วลูกของเธอจะอยู่อย่างไร สมองเธอคิดไปสารพัดจนทำให้นอนไม่ค่อยหลับ ทุกคืนก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่สามีไม่เคยใส่ใจก็เท่านั้น ต่างจากวันนี้ที่เขาเดินเข้ามาถาม “พี่ขอคุยด้วยแป๊บนึงได้ไหม” “ว่ามาสิคะ” ร่างผอมบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น เอนกายพิงผนังห้องเบา ๆ แววตาดูอ่อนล้าเต็มที “พี่อยากพาเธอไปหาหมอ” หลายอึดใจกว่าอัจฉราจะเอ่ยออกมา “พี่มีเงินเหรอคะ” “เราเอาที่ห้าไร่ตรงนั้นไปจำนองกับธนาคารดีไหม” หลังจากนั้นเขาจะทยอยขายข้าวในมิติแล้วนำเงินไปใช้หนี้ ถึงจะเสียดอกเบี้ยแต่วิธีนี้ก็ปลอดภัยที่สุดแล้ว เธอส่ายหน้าน้อย ๆ “อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เอาที่ไปจำนองก็เป็นหนี้ อีกอย่างพี่ทำงานคนเดียว ต้องหาเงินเลี้ยงฉันกับลูก ทั้งยังต้องหาเงินใช้หนี้แล้วพี่จะทำไหวได้ยังไง” คน
ชาญชัยหยิบกระด้งสองอันมาวางใกล้ภรรยาพร้อมกับกระเป๋าย่าม อัจฉรากับลูกช่วยกันคัดหอยอยู่ใกล้ ๆ กับสามี วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเขาได้มีเวลาทำอะไรร่วมกันเช่นนี้ และเขาก็พูดกับเธอมากขึ้นด้วย ถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดตอนที่เขาคุยกับเธอเหมือนดวงตาคมคายคู่นั้นจะมีแววสงสารเจืออยู่ในนั้นด้วยซึ่งเธอไม่เคยเห็นมันมาก่อน เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อคิดว่าเขาไม่ได้เย็นชาอย่างที่เธอคิด จากนั้นจึงตั้งใจคัดหอยต่อ หอยจำศีลพวกนี้ถ้าไม่เป็นแผลสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ถ้ามีมากก็ช่วยประหยัดค่าอาหารได้อีกหลายมื้อเลยทีเดียว “เด็ก ๆ อยากกินลาบหมูเหรอ” ชาญชัยถามเด็กทั้งสาม “ครับ/ค่ะ” เป็นเสียงของสายน้ำและสตางค์ที่ตอบออกมา แต่แสนดียังคงนั่งเงียบ แต่ชาญชัยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะดูออกว่าแสนดีคงไม่ชอบเขาเท่าไร เด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้ มีชายอื่นเข้ามาแทนที่พ่อแท้ ๆ ใครจะไปยอมรับง่าย ๆ อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ตัวเขาเองถ้าพ่อหรือแม่แต่งงานใหม่ เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ เขาเอี้ยวหน้าไปถามภรรยา “วันนี้กินข้าวได้บ้างไหม” “ตอนเช้าได้สองคำ ตอนกลางวันได้สามคำค่ะ”
กินข้าวเสร็จก็เกือบบ่ายโมงแล้ว ทุกคนอยากให้งานเสร็จเร็วจึงรีบลงไปทำงานทันที เพราะยิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จเร็วก็ยิ่งได้กลับบ้านเร็ว อีกทั้งพวกผู้ชายก็จะได้ไปเชือดหมูด้วย มนธิราเดินเข้ามาเกี่ยวข้าวข้าง ๆ ชาญชัยแบบเนียน ๆ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เมื่อเช้าฉันขอโทษที่ไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของพี่” ชาญชัยเกี่ยวข้าวไปด้วยฟังไปด้วยอย่างเงียบ ๆ อุตส่าห์เดินหนีแล้วยังจะตามมาอีก ที่จริงเมื่อเธอรู้ว่าอดีตคนรักแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ไม่สมควรมาคุยด้วยแล้วนะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เห็นเขาเงียบไปมนธิราจึงกล่าวต่อ “ถ้าพี่ลำบากใจที่จะคุยกับฉัน ฉันขอพูดความในใจกับพี่ไม่กี่คำแล้วฉันก็จะไป” เขาก็ยังเงียบอีก “ฉันยังรอพี่อยู่นะ เมื่อไรที่พี่เอื้องไม่อยู่แล้ว เรากลับมาคบกันเหมือนเดิมนะ ฉันจะรอแต่งงานกับพี่คนเดียว” ชาญชัยขยับปากคล้ายจะพูดบางอย่างแต่มนธิราก็ไม่อยู่รอฟังแล้ว เขาส่ายหน้าเล็กน้อย นี่หล่อนยังหวังที่จะแต่งงานกับเขาอีกหรือ มิหนำซ้ำยังแอบแช่งภรรยาของเขาอีก ความจริงวันนี้ชาญชัยได้ยินคนอื่นนินทาเขาเรื่องที่แต่งงานกับอัจฉราอยู่เหมือนกัน บ้างก็ว่าเขาเห็นแก







