Masuk“อย่างนั้นเหรอ” ดูไม่เชื่อ คุณชวนชมนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ใช่ แม่ต้องเชื่อนะครับ ยายคนนี้เป็นเครื่องสูบเลือดเนื้อคนอื่น ผมไม่ชอบยายผู้หญิงคนนี้ เธอเป็นปลิง เห็นแก่เงิน คงจะเห็นว่าปันนั้นเป็นเหมือนบ่อข้าวบ่อน้ำ บ่อเงินบ่อทองของหล่อน ไม่มีเงินทองใช้ หล่อนก็จะมาขอ คงจะเห็นว่าปันเป็นคนใจดี ละรักเพื่อนมาก จึงเอาความใจอ่อนของปันมาเป็นข้ออ้าง เลวจริง ถ้ามีเพื่อนแบบนี้ สู้ไม่ต้องมีเสียดีกว่า”
“อูย ปากคอเราะรายนะ เป็นไปไม่ได้หรอก จะมีหรือ อยู่ ๆ จะมาให้เงินให้ทองกัน มันได้ยังไง แกลองคิดด้วยหัวสมองอันน้อยนิดของแก คิดซิ คิด...”
“แม่ครับ ตอนนี้ผมชักจะยังไงยังไงกับแม่แล้วนะครับ สรุปว่าผมเป็นลูกแม่จริง ๆ หรือเปล่า”
“เหอะ! ทำไมคิดอย่างนี้”
“ก็แม่ทำให้ผมคิด ที่แม่พูดจากับลูกอย่างนี้”
คุณชวนชมนั่งถอนหายใจ เจอหน้าลูกชายทีไร อารมณ์มักจะขุ่นเขียวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ที่หลังประตู เมื่อได้ยินดังนั้น คีรยานั้นรีบก้าวขาฉับ ๆจากไป เธอไม่อยากได้ยินเสียงของเขา และไม่ได้ไม่อยากฟังคำพูดที่ระรานว่าร้ายของไพรภูมิที่มีต่อตัวเอง
ทำไมเขาถึงได้จงเกลียดจงชังเรานัก ทั้งที่เหตุการณ์นั้นก็ผ่านมาตั้งสี่ปี ทุกอย่างก็ไม่ใช่ความผิดของฉันด้วย เป็นความผิดของเขาทั้งนั้น
เธอได้แต่โทษหัวใจ และโกรธตัวเองที่เจ็บปวดทุกครั้งที่เจอหน้าของไพรภูมิ
เมื่อพ้นออกมาจากรั้วบ้านของสองแม่ลูกแล้ว คีรยาก็ไม่รู้จะไปไหน เธอจะเข้าบ้านก็ไม่ได้ ในตอนนี้เพราะอะไรเธอรู้อยู่แก่ใจ
ช่างเถอะ เดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนี้สักพักหนึ่งก็แล้วกัน อีก หนึ่งชั่วโมงค่อยเข้าบ้าน เฮ้อ...
คีรยาไปนั่งอยู่หน้าเซเว่นก็แล้วกันนะ เธอบอกกับตัวเอง แล้วก็ก้าวขาเดินไปในทางที่ต้องการ
สองแม่ลูกอยู่ที่ห้องพระ บนชั้นสองของบ้าน คุณชวนชมนั่งหันหลังให้ไม่สนใจลูกชาย มือก็สาละวนดึงเอาหนังสือสวดมนต์ออกมาจากชั้น
“แม่ครับ แม่จะคุยกับผมก่อนไม่ได้หรือไง ผมก็บอกแล้วว่าผมจะคุยกับแม่”
“คุยมาสิ ฉันจะไหว้พระสวดมนต์ และจะเข้านอน พูดอะไรก็พูดมา จะได้ไม่เสียเวลา ฉันนอนดึกไม่ได้หรอก เดี๋ยวขอบตาฉันจะดำ” ท่าทางไม่อยากจะคุยกับคนเป็นลูกชาย
“แม่ไม่ต้องมาอ้าง ผมรู้ว่าแม่เพิ่งจะไปฉีดโบทอกซ์มานี่”
“เอ๊ะ! ก็มันเป็นความสุขของฉัน” รีบหันมามองหน้าลูกชายตาขวาง
“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ แต่คุณแม่อย่าเอาการไหว้พระมาอ้างที่จะไม่อยากคุยกับผม”
“โอ้ย! คุยกับแกทีไร ฉันประสาทจะแดก ไมเกรนจะขึ้น ไหนจะคุยอะไรก็ว่ามาซิ” จำใจละมือจากสิ่งที่ทำ หันมาหาลูกชายทั้งตัว
ไพรภูมิเข้าไปนั่งลงใกล้ ๆ แล้วก็แตะไปที่หัวเข่าของแม่ ก่อนที่เขาจะก้มลงไปกราบแทบตักของแม่ โดยที่คุณชวนชมก็ไม่ได้ตั้งตัว
“อะไรของแก แกต้องการอะไรจากฉัน”
ไพรภูมิพ่นหายใจแรงแทงออกมาจากปลายจมูก มองหน้าแม่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แม่ครับ ผมจะบอกแม่ว่า ผมอยากอยู่อย่างสงบ และมีความสุขกับปัน”
“อ้าว แล้วตอนนี้แกสองคนไม่ได้มีความสุขด้วยกันหรอกหรือ”
“ความสุขของเราหมดลงไปตั้งแต่เราสองคนไม่สามารถมีลูกให้แม่ได้”
“โอ้! แล้วยังไง นี่แกถือว่าเป็นความผิดของฉันอย่างนั้นเหรอเจ้าเชน” ยกมือขึ้นมาทาบที่อก มองลูกชายอย่างผิดหวัง
“แม่คนนี้รักลูกมากแค่ไหน ต่อหน้าพระหน้าเจ้า แกยังอกตัญญูว่าแม่ได้ แกว่าแม่” คุณชวนชมมีน้ำตาคลอ
“เดี๋ยวแม่ครับ ผมไม่ได้ว่าแม่นะครับ ถ้าแม่อยากได้หลาน ผมจะขอเด็กที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาเลี้ยง”
“โถ่คุณพระ แกคิดได้ยังไงกันเจ้าเชน ที่ฉันต้องการหลานน่ะ เพราะฉันต้องการเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันกับของพ่อแกต่างหาก แกเข้าใจบ้างหรือเปล่า กับเด็กกำพร้าพวกนั้น ฉันรู้ดีว่าเด็กมันน่าสงสาร ถ้าเรารับเลี้ยง มันก็ได้ แต่ว่าจะมาเอาเลี้ยงอุ้มชูเหมือนลูกหลานของเราแท้ ๆ น่ะไม่ได้ เพราะเด็กพวกนั้นไม่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา รู้ไหมเพราะอะไร ยังไง ๆ แม่ก็ยังเชื่อคำโบราณ เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม สุดท้ายมันก็เหมือนชาวนากับงูเห่า พอเลี้ยงมันจนได้ดิบได้ดี มันจะรักเราจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่แหละคือปัญหาที่แท้จริง และก็มีตัวอย่างให้เห็นกันดารดาษ”
“แม่น่ะคิดแต่แง่ร้าย”
“ใช่สิ ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ เห่อ ๆ ฉันขอร้องเถอะ แกอย่าได้พูดแบบนี้อีก แกจะเอาเงินไปบริจาค หรือว่าให้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าคนไหน จะเป็นสิบ ยี่สิบคน ฉันก็ไม่ว่า แต่อย่าเอามาอุปถัมภ์ค้ำชูมาอุ้มอยู่ในบ้านน่ะไม่ได้” คุณแม่ออกอาการหน้าดำหน้าแดง ทำเสียงสูงในตอนท้าย ๆ
“ถ้าอย่างนั้น อีกทางหนึ่ง ผมอยากจะแนะนำคุณแม่ให้ติดต่อญาติพี่น้องของเราที่ไหนก็ได้ ญาติของคุณแม่ แล้วก็ขอเด็กสักคนสองคนมาเลี้ยง”
“เจ้าเชน เฮ้อ... แล้วมันจะไม่ต่างจากเด็กกำพร้าพวกนั้นตรงไหน”
“ก็มีสายเลือดของคุณแม่”
“ย่ะ หึ-หึ แล้วญาติพี่น้องของเรา มีใครเขาเดือดร้อน ที่จะต้องมาแบมือขอเงินจากพวกเราอย่างนั้นหรือ เขามีกินมีใช้ จะมีใครให้ลูกกับแก”
“ก็แม่อยากมีทายาท”
“เจ้าเชน มันไม่เหมือนกัน อย่างไรมันก็ไม่เหมือนกัน แม่รักใครไม่ลงหรอก หากไม่ใช่ลูกของแก” คุณชวนชมเสียงแข็ง
“ทียายแยมนั้น คุณแม่ก็ยังเอ็นดูได้” ไพรภูมิอดที่จะเอ่ยไปถึงคีรยาไม่ได้
“มันไม่เกี่ยวกัน อย่าพูดถึงหนูแยมแบบนั้น แม่ไม่ได้ขอหนูแยมเป็นลูกหลาน อ๋อ... เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะ หรือว่า ฉันจะขอหนูแยมมาเป็นลูกบุญธรรมเสียเลย”
“คุณแม่กำลังพูดประชดผม” พลางถอนหายใจยาว ๆ
มารดาหันหน้าหนีไปมองพระพุทธรูป “ปากด่าว่าเกลียด แต่พูดถึงหนูแยมไม่หยุด ไม่ชอบเธอมาก ๆ ก็ไม่ควรจะเอ่ยถึง แม่กับแกกำลังพูดถึงเรื่องเมียของแกโน้น พูดก็พูดเถอะ หากเมียแกมีลูกให้แกไม่ได้ ฉันว่าฉันจะหาเมียให้อีกคนก็แล้วกัน”
“แม่ แม่พูดอย่างนี้ออกมาได้ยังไง ผมรักปัน ผมมีครอบครัวแล้ว ต่อหน้าพระพุทธรูป แม่จะให้ผมทำผิดศีลห้า” เขาส่ายหน้ารัว ๆ
“ต่อหน้าพระเจ้าฉันพูดตามความสัตย์ สิ่งที่พูดมันติดอยู่ในหัวอกหัวใจของฉัน ถ้าแกเป็นลูกที่เข้าใจแม่ แกก็ต้องหาทางออกร่วมกันกับแม่ ไม่ใช่มาว่าด่าฉันปาว ๆ” นั่งหน้าดำแดง
“เอาล่ะ พอ ๆ เลิก ๆ แกอย่ามาหาเรื่องกัน ในเมื่อฉันก็ไม่ได้บอกให้แกเลิกกับเมียสักหน่อย”
ไพรภูมิรีบยกเมียรักขึ้นไปนั่งที่ขอบอ่าง จากนั้นเขาก็เริ่มต้นจัดการเธอจากตรงนั้น ใบหน้าของไพรภูมิคลุกลงไปในทันที สองมือจับขาของเมียให้มาเหยียบที่หัวไหล่ทั้งสองข้างคีรยาร้องอู้พ่นลมออกมาจากปากยาว ๆ ต่อจากนั้นเธอก็สูดปากเหมือนกินของแซบ ๆ แบบไม่หยุด การกระทำของไพรภูมิเรียกให้ร่องสาวส่งสายธารใส ๆ ออกมาอย่างพรั่งพรู“พอเถอะค่ะพี่เชน ให้แยมได้มอบความสุขให้กับพี่บ้าง”ไพรภูมิรอคอยเวลานี้มาแสนนาน ภรรยาที่มุ่งแต่ทำงาน เลี้ยงลูกแฝด เธอที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตรงนั้น ทำให้ห่างเหินเรื่องอย่างว่ากับสามี แค่หัวถึงหมอน คีรยาก็หลับเป็นตาย ปล่อยให้ไพรภูมินอนเหี่ยวมาหลายวันคีรยาผละลงไปนั่ง และส่งสัญญานให้ไพรภูมิขึ้นไปนั่งที่ขอบอ่าง เขากำลังจัดท่า เมียรักก็คว้าหมับท่อนบุรุษอุดเข้าไปในโพรงปากของเธอในทันที“โอ้ว... ใจร้อนจัง” คีรยาไม่รอช้า ทั้งดูด ทั้งเม้ม และกำรูดขยับขึ้นลง ไพรภูมิได้แต่แอ่นเด้งขมิบและเกร็งจนสะโพกตอบ“โอ้ว... แยม อย่าแรงนักสิ เสียวมาก พี่จะไม่ไหวนะ”“ทำไมคะ” ถามทั้งที่ยังมีท่อนเขื่องโตค้างอยู่ในปาก“พี่จะแตกใส่ปากของแยมนะสิ”“ก็เอาสิคะ”“ไม่ พี่จะแตกในตัวแยม”ไม่ต้องรอให้เขาบอกอีกเป็นครั้
ดินเนอร์ในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ทุกคนที่รักกันกลับมาเจอะเจอกันอีกครั้ง ต่างอิ่มสุขและปลื้มปริ่มในหัวใจ“ดูจะเข้ากันได้ง่ายนะ เด็กสามคนเนี่ย”“อย่าไว้ใจซีรีนนะ นั่นแหละหัวโปกดี ๆ เลย”“เหมือนเธอมากเลยนะ ทั้งนิสัยใจคอ ฉันเหมือนเห็นแก่ตอนสมัยนั้น”“ซีรีนอย่านำน้องทำอะไรไม่ดีนะ” ผู้เป็นแม่ตะโกนไป“ค่ะ” ลูกสาวตะโกนกลับซีรีนนำน้องกระโดดบนแทมโพลีนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ โดยมีคริสโตเฟอร์ และไพรภูมิดูแลอยู่“เห็นแบบนี้แล้ว แม่ก็คงนอนตายตาหลับ”“เอาอีกแล้วค่ะคุณแม่ แม่ชอบพูดแบบนี้ทุกที”“ก็จะให้แม่พูดคำไหนล่ะ ดูสิ พี่น้องสนิทสนมกัน แม่ปันพาลูกกลับมาบ่อย ๆ นะ”“จะเป็นไปได้ยังไงคะคุณแม่”“หึ... ไม่อย่างนั้น ถ้าซีรีนโตกว่านี้อีกสักหน่อย ให้ส่งมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยก็แล้วกัน แม่จะดูแลเป็นอย่างดี”“ได้สิคะคุณแม่ ท่าทางจะถูกใจน้อง ๆ เสียแล้ว”ชินน์รีบวิ่งมาฟ้องแม่ “แชมป์ขี้โกงครับ”“อ้าวทำไมชินน์ไม่ฟ้องพ่อ พ่อเชนก็อยู่ตรงนั้น”คุณนายกระซิบที่ข้างหูของปันฐิตา “แชมป์อะลูกพ่อ ชินน์นะลูกแม่ ขานี้มีอะไรฟ้องแม่ตลอด แต่ดูนั้น...”“ก็อปปี้พี่เชนเปี๊ยบใช่ไหมคะ”“ใช่ ไร้ความละมุนเลย”“ฮา...” ปันฐิตาหัวเราะนึกภาพอ
(“คุณแม่ถามแยมก่อนสิคะ นางบอกว่าห้องเต็ม หนูก็เลยไปอยู่ที่ภูเก็ตมาสามคืนค่ะ แต่หัวใจมันเรียกร้อง ต้องตีตั๋วมาที่นี่ ก่อนจะลงแดงเพราะความคิดถึงทุกคนเสียก่อน”)(“จะเอายังไง แยมเธอจะมาหาฉันไหม วิลล่าที่ฉันจองเอาไว้ มีตั้งห้าห้องนอน คุณแม่มาด้วยนะคะ”)“จะไปได้อย่างไรล่ะ เชนไม่ได้อยู่บ้าน หอบลูกหายไปไหนก็ไม่รู้ โกรธเคืองกับแยมนิดหน่อย”คีรยาหน้าเจื่อนลงไป ทั้งห่วงลูกน้อยและสามี(“พี่เชนหายไปหรือคะ”) ปันฐิตาทำเสียงตกใจ“ใช่ แถมยังปิดมือถืออีก ติดต่อก็ไม่ได้”(“พี่เชนหน้าตาเป็นยังไงนะ แบบนี้หรือเปล่า”) ปันฐิตาหมุนกล้องไปยังสามหนุ่มที่ห้อมล้อมลูกสาวของปันฐิตาเอาไว้“พี่เชน”“เจ้าเชนนี่ดูมันทำสิ ไม่บอกแม่ด้วย”(“เห็นว่าจะให้แม่กับแยมตามมาทีหลังนะคะ”)“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปหาแม่ปันกัน แม่อยากเจอสาวน้อยน่ารักคนนั้นแล้ว”(“รีบมาเลยนะคะคุณแม่ พาเสื้อผ้ามานอนที่นี่ด้วยนะ”)สองแม่ลูกมองหน้ากัน “ตกลง เดี๋ยวเจอกันนะปัน”(“รีบมานะคะคุณแม่ พวกเรารอกินข้าวเย็นด้วย”)“มันจะดึกไปไหม”(“ไม่ดึกค่ะคุณแม่ หนูจะหิ้วท้องรอ”)เมื่อเห็นความตั้งใจของปันฐิตาอย่างนั้น สองสาวต่างวัยก็ไม่อาจปฏิเสธ เผ็ดช่วยจัดกระเป๋า คุณน
“พี่ชินน์” แชมป์ชี้หน้าพี่ชาย“พี่ไม่ได้ร้อง ไม่เห็นมีน้ำตาสักนิด”“ก็พี่ชินน์เพิ่งเช็ดไปนี่น่า” ต่างไม่ยอมกันเถียงกันท่าเดียว“เอาล่ะ ๆ เลยเสียงดังกันได้แล้ว และไปนั่งประจำที่ คาดซิทเบลล์ด้วย”“คุณพ่อจะพาไปหาใครนะครับ”“น้าปัน”“คุณย่าไปด้วยไหม”“ใช่ ป้าเผ็ดไปไหม”“ไม่มีใครไปกับเราทั้งนั้นครับ เราจะไปกันสามคน พ่อ ชินน์ และแชมป์”“ทำไมไม่ให้ทุกคนไปด้วยครับ” ชินน์เริ่มตั้งแง่อีกครั้งหนึ่ง หน้าตาเริ่มเบ้ เด็กชายผู้อ่อนไหวและอยู่ติดบ้าน“ร้องไห้อีกล่ะ เซ็ง...”ไพรภูมิถึงกับอ้าปาก “ใครสอนให้พูดคำว่าเซ็ง”“ป้าเผ็ดชอบพูด ครูอ๋าที่โรงเรียนก็ชอบพูด” เด็กพอเข้าสังคมก็หันจำอะไรแบบนี้ ไพรภูมิคิดว่าจะต้องกำชับกับเผ็ดแล้วให้ระวังคำพูดไพรภูมิขับรถไปได้ครึ่งทาง คีรยาถึงได้โทรเข้ามาในมือถือของเขา(“พี่เชนพาลูกไปไหนคะ แยมกลับมาถึงบ้านแล้วเนี่ย”)“แยมก็อยู่กับงานไปสิ พี่พาลูก ๆ มาพักผ่อนสมอง”(“หา! พักสมอง พี่จะพาแกไปไหนคะ”)“ไม่บอกหรอก”(“อ้าว... พี่เชนทำไมทำอย่างนี้ล่ะคะ แยมไปทำอะไรให้พี่งอน”)“แยมไม่ทำการบ้านกับพี่มานานเท่าไรแล้ว”สิ่งที่เขาพูดออกไป ทำให้เด็กสองคนก็ได้ยินด้วย“แม่ไม่ทำการบ้าน ครูก็
เขื่อนและเผ็ดพนมมือ ก่อนจะก้มลงไปกราบคุณนาย“ขอให้ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนะ เผ็ดก็เพลา ๆ ปากลงบ้าง อย่าปากมาก ปากแรงให้เกิดความขุ่นใจกัน เข้าใจไหม”“ค่ะ”“อยู่ด้วยกัน ก็หัดถนอมน้ำใจกัน พูดจากันดี ๆ”“ค่ะ”“แบบนี้ทั้งสองคนก็ไม่ไปไหนล่ะสิคะ”“เผ็ดก็บอกคุณแยมแล้วไงค่ะว่า เผ็ดจะอยู่กับคุณยายจนแก่เลย”“ผมก็เหมือนกันครับ”“ฉันขออวยพรให้ทั้งคู่มีความสุข หาความสุขกันให้เจอ และอยู่กับมัน เหมือนตอนนี้ที่ฉันเจอแล้ว” ไพรภูมิหันไปยิ้มกับภรรยา“แยมก็ขอให้ทั้งคู่ผาสุกนะคะ” คีรยาอวยพรอีกครั้ง“วันนี้ไปบอกม่วงกับสุภาพไปมาทำอะไรกินกันตอนเย็น ถือเป็นการเฉลิมฉลองงานแต่งของเธอสองคน กินกันแค่นี้พอแหละ ฉันถือว่าพวกเธอเป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา”เขื่อนและเผ็ดก้มกราบลงแทบเท้าของคุณนายอีกครั้ง“พี่เขื่อนหอมพี่เผ็ดให้ดูหน่อยสิคะ”“อุ้ย! ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะคุณแยม พี่เขินนะ”ยังไม่ทันที่เผ็ดจะระวังตัว เขื่อนก็ก้มลงไปหอมฟอดใหญ่ เผ็ดยิ่งเขินม้วนอายอยู่ตรงนั้น“ฉันอายนะ” เผ็ดยิ้มแก้มแทบแตก“แหม... พูดเล่นกันไม่กี่วัน ดันมาได้กันเอง ฉันก็นึกว่าจะได้คนไกลซะอีก ใกล้กันเอื้อม”“เมื่อก่อนผมไม่ได้คิดอะไร เพิ่งมาเมื่อ
“คุณแม่สังเกตดี ๆ สิครับ จับมือกันทำกระหนุงกระหนิงเชียว”คุณนายถึงกับขยับแว่น มองลอดไปทางทั้งสองคน แต่ก็เห็นไม่ถนัด ท่านจึงตะโกนถาม“เผ็ดเอ้ย เผ็ด”“คะ”“เอ็งไม่ไปช่วยคุณแยมดูชินกับแชมป์เหรอ ตื่นหรือยัง”เผ็ดรีบหันมาพูดหันมาตอบ “เรียบร้อยแล้วค่ะคุณนาย อาบน้ำแต่งตัวแล้วค่ะ”หันไปเห็นคีรยาเข็นลูกชายของเธอทั้งสองคน ที่นอนอยู่บนรถเข็นฝาแฝดตรงมาที่ทั้งคู่นั่งอยู่“อ้าวนั่นไงคะ มาแล้วค่ะ”คีรยาเปิดยิ้ม พอเดินเข้ามาใกล้ก็รีบปรึกษาคุณนาย“แยม มีเรื่องจะปรึกษาค่ะ แยมเพิ่งรับผู้จัดการมาหนึ่งคนค่ะ จะเริ่มงานในอีกสองสัปดาห์ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะเข้าที่พร้อมจะเปิดแล้ว แต่แยมอยากให้เธอคนนี้มาจัดการวางระบบต่าง ๆ ก่อนที่เราจะเปิดเต็มตัว”“แล้วมีปัญหาตรงไหน”“เราจะให้เธอพักที่ไหนคะ บ้านพักที่เราสร้างเอาไว้ตรงโน้น ใกล้กับโรงเก็บของ ก็ทำสำหรับคนงานทั่วไป แต่หัวหน้าแผนก แยมอยากให้เธอได้อยู่ดีกว่าคนอื่นสักนิดนึงนะคะ เพื่อความสะดวกสบาย และเป็นส่วนตัว จะได้ไม่ปะปนกับพนักงานทั่วไป”เขื่อนกับเผ็ดมองหน้ากัน ก่อนจะจูงมือกันเดินเข้ามาหาทั้งสามคนหันไปมองด้วยความประหลาดใจ เพราะท่าทีไม่เหมือนก่อน เผ็ดและเขื่อนจับม
“สุดแท้แต่คุณแม่ค่ะ คุณแม่คิดจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ใครจะไปบังคับคุณแม่ได้ล่ะคะ อ้อ... คุณแม่ขา คุณแม่เคยได้ยินสุภาษิตนี้ไหมคะ”(“สุภาษิตอะไรยะ”)“วัวใครเข้าคอกคนนั้นค่ะ กรรมที่มีผู้ใดทำไว้ย่อมส่งผลให้แก่ผู้นั้น ดูอย่างพวกวัวที่จะกลับเข้าคอกของมันเอง&rdq
ไพรภูมิได้แต่ถอนใจ ชายหนุ่มถึงกับยกมือขึ้นลูบใบหน้า สักวันมันก็ต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่ดี แม่ไม่มีวันยอม ก็ทำตามที่แม่ขอร้องก็แล้วกัน ส่วนเรื่องปันฐิตา เขาต้องใช้เวลาในการปรับความเข้าใจกับเธอ ไพรภูมิได้แต่บอกตัวเองว่าเขารักเธอ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงในสักวัน ปันฐิตาจะต้องเข้าใจแม่ของ
ส่วนคีรยา เธอพยายามเดินให้ช้าๆ เพื่อจะให้ถึงบ้านช้าที่สุด แต่ในระหว่างเดินเข้าซอย หญิงสาวก็เห็นรถของใครบางคนขับออกมาจากบ้านแล้ว เธอถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งๆ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเร็วๆ เพื่อถึงบ้านให้เร็วขึ้น22.18 น.คีรยา
คีรยาถึงกับกลืนน้ำลาย เธอไม่เข้าใจเลยทำไมไพรภูมิจงเกลียดจงชังเธอนักหนา “คุณกรุณาไปบอกคุณแม่ของคุณ แล้วก็บอกปันจะดีกว่าค่ะ ว่าให้ทั้งสองคนเลิกยุ่งกับฉัน ถ้าเขาสองคนเลิกยุ่งกับฉัน ฉันก็จะเลิกยุ่งกับพวกเขา”“อ้อ... คิดว่าถือไพ่เหนือกว่าหรือยังไง ปันกับคุณแม่ไม่ทันพวกตอแหล ลิ







