LOGINเพราะความลับของเพื่อนรัก ทำให้ "คีรยา" ต้องกลายเป็นจำเลยสังคมในสายตา "ไพรภูมิ" ผู้ชายที่เธอแอบรักหมดหัวใจ เขาเกลียดเธอ ย่ำยีเธอทั้งร่างกายและจิตใจ ในฐานะเมียบำเรอที่หวังเพียงแค่เศษใจจากเขา แต่ความอดทนมีวันสิ้นสุด เมื่อเขาทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส คีรยาจึงตัดสินใจหนีไปพร้อมกับ "สิ่งที่ทุกคนต้องการ" ติดท้องไปด้วย ในเมื่อเขาไม่รัก และไม่มีวันรักได้ ก็พอกันที
View Moreพายุสวาทได้ผ่านไป ตอนนี้คีรยาได้แต่นอนสะอื้นไห้ หันหลังให้กับเขา
ไพรภูมินอนยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก อยากจะใช้มือแตะไปที่หัวไหล่ของคีรยา แต่ก็ไม่กล้า
ครั้งนี้ทำตามหัวใจที่เกินจะต้านทาน เขารู้ดี
“ยังไงเธอก็คือเมีย ฉันจะไม่ทิ้งหรอก แต่อย่าให้ปันรู้”
‘นี่เขามาเพื่อตกลงกับฉันเรื่องนี้ ให้ฉันปิดปากเงียบ’
คีรยาถึงกับโมโห “คนชั่ว สันดานเลว” เธอลั่นปากด่าเขา
“ฉันไม่ได้รักเธอ มันคือ...”
“ไม่ต้องพูดค่ะ ออกไป แล้วอย่าได้ทำแบบนี้อีก อะไรก็ตามที่ฉันทำให้คุณไม่พอใจในอดีต จนถึงวินาทีนี้ ฉันขอให้คุณลืมไปเสีย ฉันอโหสิกรรมให้ค่ะ” คีรยายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเองแรง ๆ
“แยม”
“ไปค่ะ ไปเสียก่อนที่ฉันจะหาอาวุธอะไรมาฆ่าคุณ” เธอดึงผ้าห่มที่ห่มท่อนล่างของเขาออก
“ฉันไม่อยากเป็นคนบาป และไม่อยากติดคุก ไปให้พ้นหน้า ไป...” คีรยากัดฟันพูด เค้นน้ำเสียงที่แสนแหบพร่า ร่างเล็ก ไหวโยกไปกับการกลั้นเสียงสะอื้นไห้
ไพรภูมิรีบลุกขึ้นแต่งตัว ก่อนจะหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า แล้ววางเอาไว้ที่ข้างหมอน
“ไปหาซื้อยาฉุกเฉินกินเสีย เพื่อไม่ให้ท้อง ฉันไม่อยากมีลูกกับเธอ”
“...”
‘โอ้’ คีรยาทั้งเจ็บและจุกกับถ้อยคำของเขา
ไพรภูมิช่างใจร้ายและเยือกเย็นเหลือเกิน เขาเย็นชาจนเธอรู้สึกหนาวขึ้นมาจับจิตใจ
“เธอต้องรับผิดชอบตัวเองนะ” เขาบอกเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนของคีรยา มองไปด้านนอก เมื่อไม่เห็นใคร เขาก็รีบเดินเข้าไปในห้องของคุณแม่ชวนชม
คีรยาได้รู้แล้วว่า ที่เขามาแค่เจรจา แต่ก่อนจะเจรจาก็อยากจะย่ำยีเธออีกสักครั้ง คงจะเห็นเธอเป็นกระโถน เพราะปันฐิตาไม่ยอมให้เขานอนด้วย ‘ฉันเป็นได้แค่นางบำเรอหรือนี่ เขาแค่มาบำเรอความใคร่ของเขาเท่านั้นเอง’
‘บทลงทัณฑ์จากนรกใช่ไหม ที่พวกท่านรู้ว่า ฉันหลงรักเขา เจ็บแล้วค่ะ ปวดหัวใจมาก ทรมานเหลือเกิน’
คีรยาได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน
>>><><<<
ท่ามกลางแสงไฟสลัวในงานเลี้ยงฉลองครบรอบวันเกิดของ 'ปันฐิตา' หญิงสาวผู้เพียบพร้อมและเป็นที่รักของทุกคน 'คีรยา' หรือ 'แยม' ยืนมองเพื่อนสนิทของเธอจากมุมมืดของสวนหลังบ้าน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความยินดีที่ระคนไปด้วยความเจ็บปวดลึกๆ
แยมรู้ดีว่าตัวเองเป็นเพียง 'เงา' ที่คอยซัพพอร์ตปันมาตั้งแต่เด็ก ความแตกต่างระหว่างลูกสาวเจ้าของบ้านไม้หลังใหญ่ กับลูกสาวคนใช้ในบ้าน ไม่เคยทำให้มิตรภาพของทั้งคู่สั่นคลอน...
จนกระทั่งวันที่ 'ไพรภูมิ' หรือ 'เชน' ก้าวเข้ามาในชีวิตของปัน
"แยม มายืนทำอะไรตรงนี้ ปันตามหาตั้งนาน" เสียงหวานของปันฐิตาดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่เดินเข้ามาหา
"แยมแค่มาสูดอากาศน่ะปัน งานสนุกมากเลยนะ" แยมฝืนยิ้มให้เพื่อนรัก
"สนุกอะไรกัน ปันเหนื่อยจะแย่ พี่เชนก็เอาแต่คุยเรื่องธุรกิจ... แยม ปันมีเรื่องสำคัญจะบอกแยมคนเดียวนะ" สีหน้าของปันฐิตาเปลี่ยนเป็นจริงจังและดูวิตกกังวล
"ถ้าวันหนึ่งปันไม่ได้อยู่ตรงนี้... แยมช่วยดูแลพี่เชนแทนปันได้ไหม"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของแยมกระตุกวูบ เธอไม่เข้าใจความหมายของมันในตอนนั้น
แต่แววตาที่สั่นระริกของเพื่อนรักทำให้เธอรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาทั้งสามคนไปตลอดกาล
>>><><<<
สี่ปีผ่านไป... ชีวิตคู่ของไพรภูมิและปันฐิตาที่ใครๆ ต่างอิจฉา กลับเริ่มมีรอยร้าวที่ยากจะประสาน 'คุณชวนชม' แม่ของไพรภูมิ
ท่านกดดันเรื่องการมีทายาทอย่างหนัก จนกลายเป็นชนวนเหตุให้บ้านที่เคยอบอุ่นกลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
ไพรภูมิเดินเข้ามาในห้องนอน เห็นปันฐิตานั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่าง
"ปัน... พรุ่งนี้หมอนัดตรวจเรื่องทำกิฟต์ครั้งที่ห้า ปันอย่าลืมนะ"
"พี่เชน... ปันเหนื่อย ปันไม่อยากทำแล้ว" ปันฐิตาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
"แต่แม่ต้องการหลาน ปันก็รู้" ไพรภูมิเริ่มเสียงดัง
"หรือปันไม่อยากมีลูกกับพี่?"
ปันฐิตาไม่ตอบ เธอเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกไป ทิ้งให้ไพรภูมิยืนอยู่กับความหงุดหงิดเพียงลำพัง
ในจังหวะนั้นเอง เขาเหลือบไปเห็นแยมที่เพิ่งเดินเข้ามาในบ้านเพื่อเอาเอกสารมาให้ปัน สายตาที่เขามองแยมเต็มไปด้วยความอคติ
เขายังจำเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อนได้แม่นยำ... วันที่เขาเมามายและเกือบจะเผลอไผลไปกับผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็นปันฐิตา แต่กลับกลายเป็นแยมที่นอนอยู่ใต้ร่างเขาในห้องนอนนั้น
เขาปักใจเชื่อมาตลอดว่าแยมคือ 'นางมารร้าย' ที่จ้องจะแย่งสามีเพื่อน
และความเกลียดชังนั้นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นทุกครั้งที่เขาเห็นเธอวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ภรรยาของเขา
>>><><<<
แยมเดินออกจากบ้านของไพรภูมิด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เธอไม่ได้มาเพียงเพื่อส่งเอกสาร แต่เธอมาเพื่อเตือนปันฐิตาเรื่อง 'ความลับ' ที่เธอบังเอิญไปเห็นเข้า... ความลับที่อาจทำลายชีวิตคู่ของเพื่อนรักให้พังทลายในพริบตา
"ปัน... แยมเห็นปันไปที่นั่นอีกแล้วนะ" แยมกระซิบถามเพื่อนในที่ลับตาคน
"แยม... อย่าบอกพี่เชนนะ ปันขอร้อง" ปันฐิตาจับมือแยมไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้า
"ปันมีความจำเป็นจริงๆ แยมช่วยปันหน่อยนะ... ช่วยเป็นคนเลวในสายตาพี่เชนแทนปันที"
แยมมองเพื่อนด้วยความสงสารและสับสน เธอต้องยอมรับบทบาท 'เพื่อนกิน' 'ปลิงสบเลือด' หรือแม้แต่ 'ผู้หญิงหน้าด้าน' ในสายตาของไพรภูมิ เพียงเพื่อให้ปันฐิตาได้ทำในสิ่งที่ต้องการ
โดยที่เธอเองก็ไม่รู้เลยว่า การยอมเป็น 'โล่' ปกป้องเพื่อนในครั้งนี้ จะนำพาเธอไปสู่ 'ทัณฑ์รัก' ที่แสนทรมาน
เธอยอมให้ไพรภูมิเกลียด ยอมให้เขาด่าทอ และยอมแบกรับความผิดที่เธอไม่ได้ก่อ...
เพียงเพราะคำว่า 'รักเพื่อน' และความรักที่ซ่อนลึกอยู่ในใจที่มีต่อเขา... ชายผู้เป็นสามีของเพื่อนรัก
และนี่คือจุดเริ่มต้น... ก่อนที่ไพรภูมิจะเดินเข้ามาเห็นแยมในบ้าน และเริ่มบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามในตอนที่ 1...
ไพรภูมิรีบยกเมียรักขึ้นไปนั่งที่ขอบอ่าง จากนั้นเขาก็เริ่มต้นจัดการเธอจากตรงนั้น ใบหน้าของไพรภูมิคลุกลงไปในทันที สองมือจับขาของเมียให้มาเหยียบที่หัวไหล่ทั้งสองข้างคีรยาร้องอู้พ่นลมออกมาจากปากยาว ๆ ต่อจากนั้นเธอก็สูดปากเหมือนกินของแซบ ๆ แบบไม่หยุด การกระทำของไพรภูมิเรียกให้ร่องสาวส่งสายธารใส ๆ ออกมาอย่างพรั่งพรู“พอเถอะค่ะพี่เชน ให้แยมได้มอบความสุขให้กับพี่บ้าง”ไพรภูมิรอคอยเวลานี้มาแสนนาน ภรรยาที่มุ่งแต่ทำงาน เลี้ยงลูกแฝด เธอที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตรงนั้น ทำให้ห่างเหินเรื่องอย่างว่ากับสามี แค่หัวถึงหมอน คีรยาก็หลับเป็นตาย ปล่อยให้ไพรภูมินอนเหี่ยวมาหลายวันคีรยาผละลงไปนั่ง และส่งสัญญานให้ไพรภูมิขึ้นไปนั่งที่ขอบอ่าง เขากำลังจัดท่า เมียรักก็คว้าหมับท่อนบุรุษอุดเข้าไปในโพรงปากของเธอในทันที“โอ้ว... ใจร้อนจัง” คีรยาไม่รอช้า ทั้งดูด ทั้งเม้ม และกำรูดขยับขึ้นลง ไพรภูมิได้แต่แอ่นเด้งขมิบและเกร็งจนสะโพกตอบ“โอ้ว... แยม อย่าแรงนักสิ เสียวมาก พี่จะไม่ไหวนะ”“ทำไมคะ” ถามทั้งที่ยังมีท่อนเขื่องโตค้างอยู่ในปาก“พี่จะแตกใส่ปากของแยมนะสิ”“ก็เอาสิคะ”“ไม่ พี่จะแตกในตัวแยม”ไม่ต้องรอให้เขาบอกอีกเป็นครั้
ดินเนอร์ในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ทุกคนที่รักกันกลับมาเจอะเจอกันอีกครั้ง ต่างอิ่มสุขและปลื้มปริ่มในหัวใจ“ดูจะเข้ากันได้ง่ายนะ เด็กสามคนเนี่ย”“อย่าไว้ใจซีรีนนะ นั่นแหละหัวโปกดี ๆ เลย”“เหมือนเธอมากเลยนะ ทั้งนิสัยใจคอ ฉันเหมือนเห็นแก่ตอนสมัยนั้น”“ซีรีนอย่านำน้องทำอะไรไม่ดีนะ” ผู้เป็นแม่ตะโกนไป“ค่ะ” ลูกสาวตะโกนกลับซีรีนนำน้องกระโดดบนแทมโพลีนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ โดยมีคริสโตเฟอร์ และไพรภูมิดูแลอยู่“เห็นแบบนี้แล้ว แม่ก็คงนอนตายตาหลับ”“เอาอีกแล้วค่ะคุณแม่ แม่ชอบพูดแบบนี้ทุกที”“ก็จะให้แม่พูดคำไหนล่ะ ดูสิ พี่น้องสนิทสนมกัน แม่ปันพาลูกกลับมาบ่อย ๆ นะ”“จะเป็นไปได้ยังไงคะคุณแม่”“หึ... ไม่อย่างนั้น ถ้าซีรีนโตกว่านี้อีกสักหน่อย ให้ส่งมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยก็แล้วกัน แม่จะดูแลเป็นอย่างดี”“ได้สิคะคุณแม่ ท่าทางจะถูกใจน้อง ๆ เสียแล้ว”ชินน์รีบวิ่งมาฟ้องแม่ “แชมป์ขี้โกงครับ”“อ้าวทำไมชินน์ไม่ฟ้องพ่อ พ่อเชนก็อยู่ตรงนั้น”คุณนายกระซิบที่ข้างหูของปันฐิตา “แชมป์อะลูกพ่อ ชินน์นะลูกแม่ ขานี้มีอะไรฟ้องแม่ตลอด แต่ดูนั้น...”“ก็อปปี้พี่เชนเปี๊ยบใช่ไหมคะ”“ใช่ ไร้ความละมุนเลย”“ฮา...” ปันฐิตาหัวเราะนึกภาพอ
(“คุณแม่ถามแยมก่อนสิคะ นางบอกว่าห้องเต็ม หนูก็เลยไปอยู่ที่ภูเก็ตมาสามคืนค่ะ แต่หัวใจมันเรียกร้อง ต้องตีตั๋วมาที่นี่ ก่อนจะลงแดงเพราะความคิดถึงทุกคนเสียก่อน”)(“จะเอายังไง แยมเธอจะมาหาฉันไหม วิลล่าที่ฉันจองเอาไว้ มีตั้งห้าห้องนอน คุณแม่มาด้วยนะคะ”)“จะไปได้อย่างไรล่ะ เชนไม่ได้อยู่บ้าน หอบลูกหายไปไหนก็ไม่รู้ โกรธเคืองกับแยมนิดหน่อย”คีรยาหน้าเจื่อนลงไป ทั้งห่วงลูกน้อยและสามี(“พี่เชนหายไปหรือคะ”) ปันฐิตาทำเสียงตกใจ“ใช่ แถมยังปิดมือถืออีก ติดต่อก็ไม่ได้”(“พี่เชนหน้าตาเป็นยังไงนะ แบบนี้หรือเปล่า”) ปันฐิตาหมุนกล้องไปยังสามหนุ่มที่ห้อมล้อมลูกสาวของปันฐิตาเอาไว้“พี่เชน”“เจ้าเชนนี่ดูมันทำสิ ไม่บอกแม่ด้วย”(“เห็นว่าจะให้แม่กับแยมตามมาทีหลังนะคะ”)“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปหาแม่ปันกัน แม่อยากเจอสาวน้อยน่ารักคนนั้นแล้ว”(“รีบมาเลยนะคะคุณแม่ พาเสื้อผ้ามานอนที่นี่ด้วยนะ”)สองแม่ลูกมองหน้ากัน “ตกลง เดี๋ยวเจอกันนะปัน”(“รีบมานะคะคุณแม่ พวกเรารอกินข้าวเย็นด้วย”)“มันจะดึกไปไหม”(“ไม่ดึกค่ะคุณแม่ หนูจะหิ้วท้องรอ”)เมื่อเห็นความตั้งใจของปันฐิตาอย่างนั้น สองสาวต่างวัยก็ไม่อาจปฏิเสธ เผ็ดช่วยจัดกระเป๋า คุณน
“พี่ชินน์” แชมป์ชี้หน้าพี่ชาย“พี่ไม่ได้ร้อง ไม่เห็นมีน้ำตาสักนิด”“ก็พี่ชินน์เพิ่งเช็ดไปนี่น่า” ต่างไม่ยอมกันเถียงกันท่าเดียว“เอาล่ะ ๆ เลยเสียงดังกันได้แล้ว และไปนั่งประจำที่ คาดซิทเบลล์ด้วย”“คุณพ่อจะพาไปหาใครนะครับ”“น้าปัน”“คุณย่าไปด้วยไหม”“ใช่ ป้าเผ็ดไปไหม”“ไม่มีใครไปกับเราทั้งนั้นครับ เราจะไปกันสามคน พ่อ ชินน์ และแชมป์”“ทำไมไม่ให้ทุกคนไปด้วยครับ” ชินน์เริ่มตั้งแง่อีกครั้งหนึ่ง หน้าตาเริ่มเบ้ เด็กชายผู้อ่อนไหวและอยู่ติดบ้าน“ร้องไห้อีกล่ะ เซ็ง...”ไพรภูมิถึงกับอ้าปาก “ใครสอนให้พูดคำว่าเซ็ง”“ป้าเผ็ดชอบพูด ครูอ๋าที่โรงเรียนก็ชอบพูด” เด็กพอเข้าสังคมก็หันจำอะไรแบบนี้ ไพรภูมิคิดว่าจะต้องกำชับกับเผ็ดแล้วให้ระวังคำพูดไพรภูมิขับรถไปได้ครึ่งทาง คีรยาถึงได้โทรเข้ามาในมือถือของเขา(“พี่เชนพาลูกไปไหนคะ แยมกลับมาถึงบ้านแล้วเนี่ย”)“แยมก็อยู่กับงานไปสิ พี่พาลูก ๆ มาพักผ่อนสมอง”(“หา! พักสมอง พี่จะพาแกไปไหนคะ”)“ไม่บอกหรอก”(“อ้าว... พี่เชนทำไมทำอย่างนี้ล่ะคะ แยมไปทำอะไรให้พี่งอน”)“แยมไม่ทำการบ้านกับพี่มานานเท่าไรแล้ว”สิ่งที่เขาพูดออกไป ทำให้เด็กสองคนก็ได้ยินด้วย“แม่ไม่ทำการบ้าน ครูก็