Masukเมื่อไพรภูมิเดินไปถึงที่บ้านของแม่ เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะต่อกระซิกของแม่กับใครบางคน เสียงนี้เขาจำได้แม่น เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากนางผู้หญิงไร้ยางอายคนนั้น
‘คีรยา’
‘ใช่... เป็นหล่อนจริง ๆ ด้วย นี่หล่อนยังไม่กลับบ้านอีกหรือ มันกี่โมงกี่ยามแล้ว นางผู้หญิงคนนี้ช่างตอแหลได้โล่จริง ๆ เลย มาพะเน้าพะนอเอาใจคุณแม่ ทำเหมือนอย่างกับเป็นแม่ของตัวเอง หวังจะเป็นลูกสะใภ้หรือ หึ’
ชายหนุ่มสงสัยจริง ๆ ว่าทั้งสองกำลังทำอะไร คุยอะไรกันอยู่ ไพรภูมิเดินเข้าไปใกล้อย่างเงียบเสียง เขาจึงได้เห็นแม่ของเขากับคีรยากำลังนั่งกินข้าวด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยที่ผู้หญิงคนนั้นคอยตักข้าวตักแกงให้อย่างเอาอกเอาใจ
“คุณป้าขาลองปลานี่ค่ะ”
คีรยาได้ตักเนื้อปลาพร้อมกับจัดน้ำราดที่อยู่ในจานราดลงให้
“แยมได้แกะเอาก้างออกให้หมดแล้วค่ะ ดูดีแล้ว ไม่มีก้างปลาแล้วค่ะ คุณป้ากินได้อย่างสบายใจ”
“ขอบใจมากนะหนูแยม หนูเป็นคนที่น่ารักที่สุด ถ้าไม่ได้หนูมาแวะคุยกับแม่บ่อย ๆ แม่คงจะเหงาน่าดู” สายตาของคุณชวนชมมองคีรยาอย่างชื่นใจ
“ที่นี่ ก็มีทั้งพี่เขื่อน ป้าม่วง ลุงสุภาพ แล้วก็พี่เผ็ดแล้วนี่คะ คุณป้าจะเหงาได้ยังไง”
“นี่หนูแยม แม่บอกว่าให้หนูเรียกคุณแม่ บอกตั้งหลายครั้งแล้วนะ ก็ยังจะมาเรียกป้าอีกนะ”
คีรยายิ้มรับในความเอ็นดูตัวเองของท่าน
“พวกนั้นน่ะ ไม่เหมือนหนูเลยสักคน คุยก็ไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว แถมยังสร้างแต่เรื่องให้ปวดหัว ใช้อะไรแต่ละที ก็ไม่ได้ดั่งใจ มีแต่หนูนี่แหละ ทำอะไรก็ดีไปซะหมด วันนี้อาหารที่หนูทำอร่อยมากเลยนะ โดยเฉพาะปลาราดพริกเนี่ย หนูได้สูตรมาจากไหนจ๊ะ แม่ได้กินอาหารที่หนูทำตั้งหลายทีแล้ว อร่อยจนอยากจะออกสตางค์เปิดร้านอาหารให้หนูเลยนะเนี่ย”
“เป็นสูตรของคุณยายน่ะค่ะ”
“เรามาเปิดร้านอาหารกันไหม”
“อย่าเลยค่ะคุณป้า อย่าเลย แค่นี้ให้ทำกินกับคุณป้าคนเดียวก็น่าจะพอแล้วค่ะ”
“เสียดายรสมือ คนอื่นไม่ได้กินนะสิ แสดงว่าแม่โชคดีที่สุด”
คีรยายิ้มกว้าง
“แล้วตอนนี้งานของหนูแยมเป็นยังไงบ้างล่ะ ดีไหม”
คีรยาอึกอักพูดไม่ได้ ท่าทีของเธอเปลี่ยนไป
“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ ก็เล่าให้แม่ฟังนะ อย่าเก็บไว้คนเดียว คนเราก็ต้องระบายเรื่องราวอะไรออกมาได้บ้าง”
“ปกติค่ะ ที่ทำงานที่ไหน มันก็เป็นปัญหาทั้งนั้นค่ะ ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ น่ะค่ะ”
ทันใดนั้น ขาใหญ่ยาวก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับส่งเสียงพูดขึ้น “ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องที่ว่าไม่มีเงินใช้มากกว่ามั้ง”
ทั้งสองสาวต่างวัยรีบยกหน้าขึ้นมามองคนมาใหม่
“อ้าว เชนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มะ มากินข้าวด้วยกัน”
ช้อนสายตาขึ้นมองหน้าลูกชาย กำลังกินอร่อย ถ้าเขามาทีไร คุณนายพานจะกินข้าวไม่ลง
“กินมาหรือยัง” แต่ท่านก็ยังถาม
“ผมไม่กินครับ ผมอิ่มแล้ว”
“เหรอ เมียแกทำอะไรให้กินล่ะ” ไม่วายกระแนะกระแหนไปถึงลูกสะใภ้
“ผมกินมาจากข้างนอกครับ”
“โอ๊ย มีเมีย แต่ก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ถ้าเกิดเมียแกมีลูกให้แกไม่ได้ อาหารการกินก็ต้องทำได้สิ อย่างน้อยทำให้กินวันละมื้อ มื้ออร่อย ๆ สักมื้อ เฮ้อ...” ประชดประชัน
ทำให้ทั้งคีรยากับไพรภูมิถึงกับทำสีหน้าไม่ดีออกมา
“แม่ครับ แม่เป็นอะไรนักหนากับปัน” ลูกชายเริ่มเสียงแข็ง ผู้เป็นแม่จึงรีบยกมือขึ้น
“เอาเถอะ ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องนี้ เพราะตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน ฉันจะกินข้าว”
ไพรภูมิหันไปมองหน้าของคีรยาอย่างไม่พอใจ
เธอจึงรีบกวาดข้าวที่เหลือใส่ในช้อน แล้วตักกิน คีรยาถูกสอนให้กินข้าวในจานให้หมด หญิงสาวรีบรวบช้อน
“มีคนนอกมา หึ...” ยังมองคีรยาอย่างดูแคลน
“หนูแยมไม่ใช่คนนอกที่ไหนทั้งนั้น แม่มองแยมเป็นลูกสาวของแม่คนหนึ่ง”
“แม่ครับ คนที่แม่ควรจะรักคือปัน ไม่ใช่แม่นี่”
เขาชี้หน้าคีรยา
“หึ-หึ แล้วผมขอถามแม่คำหนึ่ง แม่ไปได้เสียกับพ่อของหล่อนตั้งแต่เมื่อไหร่” ตาดูถูกและไม่เป็นมิตร
“โอ้ย ๆ ปากหรือนั่น ถ้าแกพูดดีไม่ได้ ก็อย่าพูดเลย” ท่านกระแทกช้อนลงไปในจาน
คีรยารีบร้อนยกน้ำขึ้นมาดื่ม
“อ้าว หนูแยมอิ่มแล้วเหรอจ๊ะ”
“อิ่มแล้วค่ะคุณป้า”
“แหม... กินกำลังอร่อย แต่พอมีมารคอหอยมา รสชาติอาหารมันก็เสียไปหมด”
“ผมทำให้คุณแม่อิ่มหรือครับ สงสัยว่าหล่อนคงจะต้องกลับ” เขากระแทกสายตาเย็นชามองคีรยาอย่างไม่พอใจ
“ค่ะ คุณป้าคะ เอาไว้วันหลัง หนูจะแวะมาหาคุณป้าใหม่นะคะ”
“อื้อ... แวะมาอีกนะลูก”
คีรยา รีบยกมือไหว้คุณชวนชม และหันกลับมายกมือไหว้เขา ไพรภูมิไม่ได้รับไหว้ แถมยังสะบัดหน้าไปทางอื่น
“ตายอายุก็มากกว่าน้อง แต่ดันไม่มีมารยาท เสียชื่อแม่หมด เขาจะหาว่าพ่อแม่ไม่สั่งไม่สอน”
“คุณแม่ครับ” ไพรภูมิหันขวับกลับมาทันที
“แยมไปนะคะ”
“เดินดี ๆ นะลูก หรือจะให้พี่เขื่อนไปส่งก็ได้”
“ค่ะ” เธอรีบเดินออกไปทางประตูด้านหลัง
หัวใจของคีรยาร้าวราน ไพรภูมิไม่เคยเห็นเธอดีในสายตาของเขาเลย และเธอก็ไม่คิดว่า เธอจะได้เจอกันอีกครั้งหนึ่งที่นี่วันนี้ เมื่อตอนที่ได้ยินเสียงรถของเขาเข้าบ้านมา เธอก็รีบเดินหนี สาวเจ้าได้แต่ถอนหายใจ เขาคงจะชังน้ำหน้าของเธอมาก
คีรยาได้ยินเสียงของเขาดังขึ้น หลังจากเธอพ้นจากประตู ไพรภูมิคงหวังให้เธอได้ยินเสียงของเขาเป็นแน่
“แม่เป็นอะไรกับเด็กนี่นักหนา มีอะไรก็เรียกหาตลอด แม่ควรจะเรียกหาปันบ้างนะครับ”
“ก็ฉันเหงา หนูแยมว่าง ก็แค่แวะมาหา”
“แต่คนที่แม่ควรรักและสนิทด้วยควรจะเป็นปัน”
“นี่... เจ้าเชนแกเป็นลูก ฉันโตพอแล้วนะ ฉันรู้ตัวดีว่า ฉันทำอะไรอยู่ แต่เมียของแกต่างหากที่ควรจะเข้าหาแม่ ไม่ใช่ให้แม่ต้องคอยเข้าหา ไปบอกเมียของแกโน่น ว่าควรจะทำตัวอย่างไร” คุณชวนชมชี้นิ้วไปทางบ้านของลูกชาย
“หนูแยมก็แค่มาคุยด้วย ฉันก็แค่รู้สึกดี ไม่เหมือนอย่างคนเป็นลูกอย่างแก ไม่เคยคิดจะทำ”
“แม่ผมก็ต้องทำงานนะครับ แม่งอน และพาล แล้วเห็นยายนั่นดีกว่าผม ดีกว่าปัน”
“อ้าว เจ้าเชนพูดแบบนี้คืออะไร จู่ ๆ มาถึงบ้านแม่ แกก็มาหาเรื่องโครม ๆ แกต้องการอะไร และที่แกพูดพาดพิงถึงหนูแยม เธอไปทำอะไรให้แก โอ้ย... พูดหมา ๆ”
“แม่ครับ ยายแยมอะไรนั้น เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ เพิ่งจะมาขอเงินจากปัน”
+++ขอบคุณที่ติตตามอ่านค่ะ+++
ไพรภูมิรีบยกเมียรักขึ้นไปนั่งที่ขอบอ่าง จากนั้นเขาก็เริ่มต้นจัดการเธอจากตรงนั้น ใบหน้าของไพรภูมิคลุกลงไปในทันที สองมือจับขาของเมียให้มาเหยียบที่หัวไหล่ทั้งสองข้างคีรยาร้องอู้พ่นลมออกมาจากปากยาว ๆ ต่อจากนั้นเธอก็สูดปากเหมือนกินของแซบ ๆ แบบไม่หยุด การกระทำของไพรภูมิเรียกให้ร่องสาวส่งสายธารใส ๆ ออกมาอย่างพรั่งพรู“พอเถอะค่ะพี่เชน ให้แยมได้มอบความสุขให้กับพี่บ้าง”ไพรภูมิรอคอยเวลานี้มาแสนนาน ภรรยาที่มุ่งแต่ทำงาน เลี้ยงลูกแฝด เธอที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตรงนั้น ทำให้ห่างเหินเรื่องอย่างว่ากับสามี แค่หัวถึงหมอน คีรยาก็หลับเป็นตาย ปล่อยให้ไพรภูมินอนเหี่ยวมาหลายวันคีรยาผละลงไปนั่ง และส่งสัญญานให้ไพรภูมิขึ้นไปนั่งที่ขอบอ่าง เขากำลังจัดท่า เมียรักก็คว้าหมับท่อนบุรุษอุดเข้าไปในโพรงปากของเธอในทันที“โอ้ว... ใจร้อนจัง” คีรยาไม่รอช้า ทั้งดูด ทั้งเม้ม และกำรูดขยับขึ้นลง ไพรภูมิได้แต่แอ่นเด้งขมิบและเกร็งจนสะโพกตอบ“โอ้ว... แยม อย่าแรงนักสิ เสียวมาก พี่จะไม่ไหวนะ”“ทำไมคะ” ถามทั้งที่ยังมีท่อนเขื่องโตค้างอยู่ในปาก“พี่จะแตกใส่ปากของแยมนะสิ”“ก็เอาสิคะ”“ไม่ พี่จะแตกในตัวแยม”ไม่ต้องรอให้เขาบอกอีกเป็นครั้
ดินเนอร์ในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ทุกคนที่รักกันกลับมาเจอะเจอกันอีกครั้ง ต่างอิ่มสุขและปลื้มปริ่มในหัวใจ“ดูจะเข้ากันได้ง่ายนะ เด็กสามคนเนี่ย”“อย่าไว้ใจซีรีนนะ นั่นแหละหัวโปกดี ๆ เลย”“เหมือนเธอมากเลยนะ ทั้งนิสัยใจคอ ฉันเหมือนเห็นแก่ตอนสมัยนั้น”“ซีรีนอย่านำน้องทำอะไรไม่ดีนะ” ผู้เป็นแม่ตะโกนไป“ค่ะ” ลูกสาวตะโกนกลับซีรีนนำน้องกระโดดบนแทมโพลีนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ โดยมีคริสโตเฟอร์ และไพรภูมิดูแลอยู่“เห็นแบบนี้แล้ว แม่ก็คงนอนตายตาหลับ”“เอาอีกแล้วค่ะคุณแม่ แม่ชอบพูดแบบนี้ทุกที”“ก็จะให้แม่พูดคำไหนล่ะ ดูสิ พี่น้องสนิทสนมกัน แม่ปันพาลูกกลับมาบ่อย ๆ นะ”“จะเป็นไปได้ยังไงคะคุณแม่”“หึ... ไม่อย่างนั้น ถ้าซีรีนโตกว่านี้อีกสักหน่อย ให้ส่งมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยก็แล้วกัน แม่จะดูแลเป็นอย่างดี”“ได้สิคะคุณแม่ ท่าทางจะถูกใจน้อง ๆ เสียแล้ว”ชินน์รีบวิ่งมาฟ้องแม่ “แชมป์ขี้โกงครับ”“อ้าวทำไมชินน์ไม่ฟ้องพ่อ พ่อเชนก็อยู่ตรงนั้น”คุณนายกระซิบที่ข้างหูของปันฐิตา “แชมป์อะลูกพ่อ ชินน์นะลูกแม่ ขานี้มีอะไรฟ้องแม่ตลอด แต่ดูนั้น...”“ก็อปปี้พี่เชนเปี๊ยบใช่ไหมคะ”“ใช่ ไร้ความละมุนเลย”“ฮา...” ปันฐิตาหัวเราะนึกภาพอ
(“คุณแม่ถามแยมก่อนสิคะ นางบอกว่าห้องเต็ม หนูก็เลยไปอยู่ที่ภูเก็ตมาสามคืนค่ะ แต่หัวใจมันเรียกร้อง ต้องตีตั๋วมาที่นี่ ก่อนจะลงแดงเพราะความคิดถึงทุกคนเสียก่อน”)(“จะเอายังไง แยมเธอจะมาหาฉันไหม วิลล่าที่ฉันจองเอาไว้ มีตั้งห้าห้องนอน คุณแม่มาด้วยนะคะ”)“จะไปได้อย่างไรล่ะ เชนไม่ได้อยู่บ้าน หอบลูกหายไปไหนก็ไม่รู้ โกรธเคืองกับแยมนิดหน่อย”คีรยาหน้าเจื่อนลงไป ทั้งห่วงลูกน้อยและสามี(“พี่เชนหายไปหรือคะ”) ปันฐิตาทำเสียงตกใจ“ใช่ แถมยังปิดมือถืออีก ติดต่อก็ไม่ได้”(“พี่เชนหน้าตาเป็นยังไงนะ แบบนี้หรือเปล่า”) ปันฐิตาหมุนกล้องไปยังสามหนุ่มที่ห้อมล้อมลูกสาวของปันฐิตาเอาไว้“พี่เชน”“เจ้าเชนนี่ดูมันทำสิ ไม่บอกแม่ด้วย”(“เห็นว่าจะให้แม่กับแยมตามมาทีหลังนะคะ”)“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปหาแม่ปันกัน แม่อยากเจอสาวน้อยน่ารักคนนั้นแล้ว”(“รีบมาเลยนะคะคุณแม่ พาเสื้อผ้ามานอนที่นี่ด้วยนะ”)สองแม่ลูกมองหน้ากัน “ตกลง เดี๋ยวเจอกันนะปัน”(“รีบมานะคะคุณแม่ พวกเรารอกินข้าวเย็นด้วย”)“มันจะดึกไปไหม”(“ไม่ดึกค่ะคุณแม่ หนูจะหิ้วท้องรอ”)เมื่อเห็นความตั้งใจของปันฐิตาอย่างนั้น สองสาวต่างวัยก็ไม่อาจปฏิเสธ เผ็ดช่วยจัดกระเป๋า คุณน
“พี่ชินน์” แชมป์ชี้หน้าพี่ชาย“พี่ไม่ได้ร้อง ไม่เห็นมีน้ำตาสักนิด”“ก็พี่ชินน์เพิ่งเช็ดไปนี่น่า” ต่างไม่ยอมกันเถียงกันท่าเดียว“เอาล่ะ ๆ เลยเสียงดังกันได้แล้ว และไปนั่งประจำที่ คาดซิทเบลล์ด้วย”“คุณพ่อจะพาไปหาใครนะครับ”“น้าปัน”“คุณย่าไปด้วยไหม”“ใช่ ป้าเผ็ดไปไหม”“ไม่มีใครไปกับเราทั้งนั้นครับ เราจะไปกันสามคน พ่อ ชินน์ และแชมป์”“ทำไมไม่ให้ทุกคนไปด้วยครับ” ชินน์เริ่มตั้งแง่อีกครั้งหนึ่ง หน้าตาเริ่มเบ้ เด็กชายผู้อ่อนไหวและอยู่ติดบ้าน“ร้องไห้อีกล่ะ เซ็ง...”ไพรภูมิถึงกับอ้าปาก “ใครสอนให้พูดคำว่าเซ็ง”“ป้าเผ็ดชอบพูด ครูอ๋าที่โรงเรียนก็ชอบพูด” เด็กพอเข้าสังคมก็หันจำอะไรแบบนี้ ไพรภูมิคิดว่าจะต้องกำชับกับเผ็ดแล้วให้ระวังคำพูดไพรภูมิขับรถไปได้ครึ่งทาง คีรยาถึงได้โทรเข้ามาในมือถือของเขา(“พี่เชนพาลูกไปไหนคะ แยมกลับมาถึงบ้านแล้วเนี่ย”)“แยมก็อยู่กับงานไปสิ พี่พาลูก ๆ มาพักผ่อนสมอง”(“หา! พักสมอง พี่จะพาแกไปไหนคะ”)“ไม่บอกหรอก”(“อ้าว... พี่เชนทำไมทำอย่างนี้ล่ะคะ แยมไปทำอะไรให้พี่งอน”)“แยมไม่ทำการบ้านกับพี่มานานเท่าไรแล้ว”สิ่งที่เขาพูดออกไป ทำให้เด็กสองคนก็ได้ยินด้วย“แม่ไม่ทำการบ้าน ครูก็
เขื่อนและเผ็ดพนมมือ ก่อนจะก้มลงไปกราบคุณนาย“ขอให้ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนะ เผ็ดก็เพลา ๆ ปากลงบ้าง อย่าปากมาก ปากแรงให้เกิดความขุ่นใจกัน เข้าใจไหม”“ค่ะ”“อยู่ด้วยกัน ก็หัดถนอมน้ำใจกัน พูดจากันดี ๆ”“ค่ะ”“แบบนี้ทั้งสองคนก็ไม่ไปไหนล่ะสิคะ”“เผ็ดก็บอกคุณแยมแล้วไงค่ะว่า เผ็ดจะอยู่กับคุณยายจนแก่เลย”“ผมก็เหมือนกันครับ”“ฉันขออวยพรให้ทั้งคู่มีความสุข หาความสุขกันให้เจอ และอยู่กับมัน เหมือนตอนนี้ที่ฉันเจอแล้ว” ไพรภูมิหันไปยิ้มกับภรรยา“แยมก็ขอให้ทั้งคู่ผาสุกนะคะ” คีรยาอวยพรอีกครั้ง“วันนี้ไปบอกม่วงกับสุภาพไปมาทำอะไรกินกันตอนเย็น ถือเป็นการเฉลิมฉลองงานแต่งของเธอสองคน กินกันแค่นี้พอแหละ ฉันถือว่าพวกเธอเป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา”เขื่อนและเผ็ดก้มกราบลงแทบเท้าของคุณนายอีกครั้ง“พี่เขื่อนหอมพี่เผ็ดให้ดูหน่อยสิคะ”“อุ้ย! ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะคุณแยม พี่เขินนะ”ยังไม่ทันที่เผ็ดจะระวังตัว เขื่อนก็ก้มลงไปหอมฟอดใหญ่ เผ็ดยิ่งเขินม้วนอายอยู่ตรงนั้น“ฉันอายนะ” เผ็ดยิ้มแก้มแทบแตก“แหม... พูดเล่นกันไม่กี่วัน ดันมาได้กันเอง ฉันก็นึกว่าจะได้คนไกลซะอีก ใกล้กันเอื้อม”“เมื่อก่อนผมไม่ได้คิดอะไร เพิ่งมาเมื่อ
“คุณแม่สังเกตดี ๆ สิครับ จับมือกันทำกระหนุงกระหนิงเชียว”คุณนายถึงกับขยับแว่น มองลอดไปทางทั้งสองคน แต่ก็เห็นไม่ถนัด ท่านจึงตะโกนถาม“เผ็ดเอ้ย เผ็ด”“คะ”“เอ็งไม่ไปช่วยคุณแยมดูชินกับแชมป์เหรอ ตื่นหรือยัง”เผ็ดรีบหันมาพูดหันมาตอบ “เรียบร้อยแล้วค่ะคุณนาย อาบน้ำแต่งตัวแล้วค่ะ”หันไปเห็นคีรยาเข็นลูกชายของเธอทั้งสองคน ที่นอนอยู่บนรถเข็นฝาแฝดตรงมาที่ทั้งคู่นั่งอยู่“อ้าวนั่นไงคะ มาแล้วค่ะ”คีรยาเปิดยิ้ม พอเดินเข้ามาใกล้ก็รีบปรึกษาคุณนาย“แยม มีเรื่องจะปรึกษาค่ะ แยมเพิ่งรับผู้จัดการมาหนึ่งคนค่ะ จะเริ่มงานในอีกสองสัปดาห์ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะเข้าที่พร้อมจะเปิดแล้ว แต่แยมอยากให้เธอคนนี้มาจัดการวางระบบต่าง ๆ ก่อนที่เราจะเปิดเต็มตัว”“แล้วมีปัญหาตรงไหน”“เราจะให้เธอพักที่ไหนคะ บ้านพักที่เราสร้างเอาไว้ตรงโน้น ใกล้กับโรงเก็บของ ก็ทำสำหรับคนงานทั่วไป แต่หัวหน้าแผนก แยมอยากให้เธอได้อยู่ดีกว่าคนอื่นสักนิดนึงนะคะ เพื่อความสะดวกสบาย และเป็นส่วนตัว จะได้ไม่ปะปนกับพนักงานทั่วไป”เขื่อนกับเผ็ดมองหน้ากัน ก่อนจะจูงมือกันเดินเข้ามาหาทั้งสามคนหันไปมองด้วยความประหลาดใจ เพราะท่าทีไม่เหมือนก่อน เผ็ดและเขื่อนจับม
“นี่ แม่รู้ไหมครับ คำว่าโอเคของผู้หญิงนั้น มันไม่โอเคเลยนะครับ ไม่มีใครโอเคกับเรื่องแบบนี้หรอก สมมุติถ้าตอนนั้นคุณพ่อเดินมาบอกคุณแม่ว่า อยากจะเอาเมียใหม่มาทำลูกเพิ่ม อะไรก็แล้วแต่ คุณแม่จะพูดว่ายังไงครับ” ไพรภูมิพ่นหายใจออกดังเฮือก“ฉันไม่ได้ให้แกเอาเมียใหม่ เมียแกก็ยังตั้งโด่ โดยอยู่ตรงนั้น ฉันไม่
“คำก็น่ารังเกียจ สองคำก็น่ารังเกียจ ปันชักจะยังไง ๆ แล้วนะคะ หรือว่า... ที่จริง พี่ไม่ได้รังเกียจแยม เพียงแต่ไม่อยากจะเห็นแยม และไม่อยากได้ใกล้ชิดแยม”“ปันพูดแบบนี้ได้ยังไง พี่เป็นผัวของปันนะ” เขาร้อนตัวใช่สิ... ร้อนใจด้วย เขาเกลียดผู้หญิงที่ดูขรึมเงียบ แต่กลับเร่าร้อนเวลาอยู่บนเตียง“เอาเถอะ สุดท
“ใครมาหาปันน่ะ” ไพรภูมิเดินเข้ามาในบ้าน เขาเห็นหลังของคีรยาไว ๆ หล่อนคงจะตั้งใจหลบหน้าของเขาแน่ ๆคีรยารู้ดีว่าไพรภูมินั้นไม่ค่อยจะชอบหน้าเธอสักเท่าไรหรอก จะไปทางค่อนข้างเกลียดด้วยซ้ำ“แยมค่ะ” สีหน้าของปันฐิตาบอกกับไพรภูมิว่า คีรยามาหาคงจะนำพาเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมาให้ภรรยาของเขาอีกแน่ๆ“มาขอยืมเง
พายุสวาทได้ผ่านไป ตอนนี้คีรยาได้แต่นอนสะอื้นไห้ หันหลังให้กับเขาไพรภูมินอนยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก อยากจะใช้มือแตะไปที่หัวไหล่ของคีรยา แต่ก็ไม่กล้าครั้งนี้ทำตามหัวใจที่เกินจะต้านทาน เขารู้ดี“ยังไงเธอก็คือเมีย ฉันจะไม่ทิ้งหรอก แต่อย่าให้ปันรู้”‘นี่เขามาเพื่อตกลงกับฉันเรื่องนี้ ให้ฉันปิดปากเงียบ’คีร







