LOGINส่วนคีรยา เธอพยายามเดินให้ช้า ๆ เพื่อจะให้ถึงบ้านช้าที่สุด แต่ในระหว่างเดินเข้าซอย หญิงสาวก็เห็นรถของใครบางคนขับออกมาจากบ้านแล้ว เธอถึงกับถอนหายใจอย่างโล่ง ๆ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเร็ว ๆ เพื่อถึงบ้านให้เร็วขึ้น
22.18 น.
คีรยามองที่หน้าจอมือถือ เธอควรจะนอนได้แล้ว วันนี้ง่วงเหลือเกิน
เมื่อไปถึงที่หน้าบ้าน คีรยาเห็นว่ากลอนประตูรั้วถูกล็อกไว้เหมือนเดิม เธอจึงใช้กุญแจไขเข้าไป หญิงสาวมองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกหงอยเหงา ที่นี่มันเป็นที่ซุกหัวนอนเพียงเท่านั้น
‘ฉันต้องหางานทำให้ได้’
‘เฮ้อ... ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นคงจะหางานได้เร็วขึ้น’
‘หรือว่าฉันจะไปทำงานต่างจังหวัดดี’
‘พรุ่งนี้แล้วกัน ค่อยไปท่องโลกในอินเทอร์เน็ต หางานใหม่อีกครั้ง งานอะไรทำก็ได้มั้ง ไปอยู่ยังที่ไกล ๆ’
‘ไปอยู่บ้านนอกสิ ต่างจังหวัด เงินเดือนสักสี่ห้าพันก็คงอยู่ได้หรอก’
‘แต่ว่าหนี้สินของฉันนี่สิ ตั้งสามแสน ฉันจะหาที่ไหนมาใช้ หรือว่าเราจะโกงเขาไปเลย ไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว’
‘ไม่ ไม่ ฉันไม่อยากเป็นหนี้ ไม่อยากโดนแบล็กลิสต์ ไม่อยากอะไรทั้งนั้น’
คีรยาเข้าบ้านไป ตั้งใจอาบน้ำแล้วนอน กว่าจะหลับ หญิงสาวนึกถึงใบหน้าและคำพูดของไพรภูมิ
‘ทำไมเขาช่างใจร้ายกับเธอเหลือเกิน แต่เห็นหน้าเขาทีไร หัวใจของฉันเต้นเร็วมากจริง ๆ’
‘ฉันเกลียดความรู้สึกแบบนี้ ฉันไม่ชอบเลย’
‘คีรยา เธอควรจะเกลียดเขามากกว่านะ’
‘ใช่ควรจะเกลียดเขา เกลียด เกลียด เกลียด’
เมื่อไพรภูมิกลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นรถของปันฐิตาจอดอยู่ที่โรงจอดรถเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้ขึ้นไปที่ห้องนอน ไพรภูมิตั้งใจเอาเบียร์ที่เขาซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อออกมานั่งดื่ม พักนี้เขารับรู้ได้ถึงความห่างเหินของตัวเองและปันฐิตา เขาใช้เครื่องดื่มในการปรับทุกข์เพื่อลืมเรื่องที่หมองใจ
ไหนจะเป็นเรื่องที่แม่ได้พูดคุยกับเขาวันนี้อีก เรื่องการหาผู้หญิงมาอุ้มบุญ ถ้าหากว่าปันฐิตารู้เรื่องเธอคงจะโกรธเขามาก ไพรภูมิดื่มจนเมาได้ที่ เขาจึงกลับขึ้นไปนอน
เมื่อไปถึงที่เตียงนอนเขาก็เห็นว่าภรรยานอนหลับหันหลัง ชายหนุ่มจึงเลือกเดินลงไปนอนใกล้ จากนั้นเขาก็กอดเธอ ไพรภูมิพยายามซุกไซ้ปลายจมูกลงไปที่ซอกคอขาว ๆ ของปันฐิตา สองมือเริ่มล้วงลงไปใต้เสื้อนอนของเธอ ปันฐิตาสะดุ้งตื่น เธอรีบหันมาแว้ดใส่
“พี่เชน พี่จะทำอะไรคะ”
“ปัน พี่ขอ”
“อื้อ... ไม่นะคะพี่เชน ปันง่วง ปันจะนอน”
“ปันจ๋า ปันไม่ยอมนอนกับพี่มาเป็นเดือน ๆ แล้วนะ ทำไมปันเป็นอย่างนี้ ฮึ...” น้ำเสียงเว้าวอน ใบหน้าของเขาก็ยังไม่ละจากลำตัวของเมียรัก
“ทำไมนะเหรอคะ ก็ปันเหนื่อยกับงานไง”
“ปัน พี่ก็บอกแล้วว่าให้ปันไปลาออกจากงานซะ พี่สามารถเลี้ยงดูปันได้”
ปันฐิตาผลักตัวของเขาออกอย่างแรง “อย่าพูดอย่างนี้เลยค่ะพี่เชน ปันนึกว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วเสียอีก ปันอยากมีคุณค่าในตัวเองค่ะ แล้วปันก็อยากให้พี่เห็นคุณค่าของปันด้วย” เธอก็รีบลุกขึ้น ก่อนจะคว้าหมอนของตัวเองลงไปยืนที่ข้างเตียง
“ปัน นั่นปันจะไปไหน”
“ปันจะไปนอนอีกห้องค่ะ เหม็นกลิ่น”
“เหม็นอะไร”
“เหม็นกลิ่นเหล้าไงคะ” พูดด้วยอารมณ์เสีย ปันฐิตารีบเดินออกจากห้องไป พร้อมกับปิดประตูห้องดังโครม
ไพรภูมิลุกขึ้นนั่งแล้วกุมขมับ เขาจะประคับประคองชีวิตคู่แบบนี้ไปได้อีกนานเท่าไร ชายหนุ่มนึกได้ เขารีบลุกขึ้น แล้วเดินตามปันฐิตาออกไปอย่างรวดเร็ว
“ปัน เราสองคนควรจะพูดกันให้รู้เรื่องนะ”
“มีเรื่องอะไรจะคุยกันคะ พี่ดูเวลาหรือเปล่า นี่มันจะเที่ยงคืนแล้ว ปันง่วงมากค่ะ ปันจะนอน แล้วพรุ่งนี้ต้องไปทำงานด้วย”
“ปันของพี่กำลังเปลี่ยนไป”
ปันฐิตาหันขวับมาทันที “ใครกันแน่ที่เปลี่ยนไปค่ะ ก่อนจะว่าคนอื่นพี่เชนหัดมองดูตัวเองด้วย”
“ปัน” แววตาของเขาดูโศก
ทว่าสำหรับปันฐิตานั้น ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหลังจากที่แม่ของเขาเข้ามาก้าวก่ายในชีวิตคู่ของเขาและเธอ หญิงสาวจึงได้แต่มองใบหน้าของสามีตัวเองด้วยแววตาที่เฉยชาว่างเปล่า ทั้งที่หัวใจก็ร้าวรอน
“ปัน พี่มีเรื่องจะคุยกับปัน” ไพรภูมิตัดสินใจพูดขึ้น ไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง เขาก็ต้องบอกเรื่องที่แม่ขอร้อง
“เวลานี้นะหรือคะ”
“ใช่”
“เรื่องอะไรว่ามาค่ะ”
“แม่จะหาผู้หญิงมาอุ้มบุญลูกของพี่”
“คุณแม่พี่ อ้อ... นี่แม่ยังไม่หยุดคิดเรื่องนี้อีกหรือคะ”
“แม่อยากมีหลาน คุณแม่อยากอุ้มหลาน”
สายตาของปันฐิตาเจ็บปวด
“ก็เอาสิคะ แล้วแต่พี่ แล้วแต่คุณแม่เลยค่ะ อยากจะทำอะไรก็เชิญ ปันไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายสำหรับครอบครัวนี้อีกต่อไป เชิญตามสบายเลยค่ะ พี่จะทำอะไรก็เชิญตามสบาย และรีบไปบอกคุณแม่ของพี่ด้วยนะคะว่า อยากจะทำอะไรแล้วมีความสุขก็เชิญทำได้ตามใจ”
ปันฐิตากระทืบเท้าเดินไปอีกห้อง ก่อนจะผลักประตูเข้าไป เธอปิดประตูใส่หน้าเขาดังโครม
ไพรภูมิรีบยกเมียรักขึ้นไปนั่งที่ขอบอ่าง จากนั้นเขาก็เริ่มต้นจัดการเธอจากตรงนั้น ใบหน้าของไพรภูมิคลุกลงไปในทันที สองมือจับขาของเมียให้มาเหยียบที่หัวไหล่ทั้งสองข้างคีรยาร้องอู้พ่นลมออกมาจากปากยาว ๆ ต่อจากนั้นเธอก็สูดปากเหมือนกินของแซบ ๆ แบบไม่หยุด การกระทำของไพรภูมิเรียกให้ร่องสาวส่งสายธารใส ๆ ออกมาอย่างพรั่งพรู“พอเถอะค่ะพี่เชน ให้แยมได้มอบความสุขให้กับพี่บ้าง”ไพรภูมิรอคอยเวลานี้มาแสนนาน ภรรยาที่มุ่งแต่ทำงาน เลี้ยงลูกแฝด เธอที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตรงนั้น ทำให้ห่างเหินเรื่องอย่างว่ากับสามี แค่หัวถึงหมอน คีรยาก็หลับเป็นตาย ปล่อยให้ไพรภูมินอนเหี่ยวมาหลายวันคีรยาผละลงไปนั่ง และส่งสัญญานให้ไพรภูมิขึ้นไปนั่งที่ขอบอ่าง เขากำลังจัดท่า เมียรักก็คว้าหมับท่อนบุรุษอุดเข้าไปในโพรงปากของเธอในทันที“โอ้ว... ใจร้อนจัง” คีรยาไม่รอช้า ทั้งดูด ทั้งเม้ม และกำรูดขยับขึ้นลง ไพรภูมิได้แต่แอ่นเด้งขมิบและเกร็งจนสะโพกตอบ“โอ้ว... แยม อย่าแรงนักสิ เสียวมาก พี่จะไม่ไหวนะ”“ทำไมคะ” ถามทั้งที่ยังมีท่อนเขื่องโตค้างอยู่ในปาก“พี่จะแตกใส่ปากของแยมนะสิ”“ก็เอาสิคะ”“ไม่ พี่จะแตกในตัวแยม”ไม่ต้องรอให้เขาบอกอีกเป็นครั้
ดินเนอร์ในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ทุกคนที่รักกันกลับมาเจอะเจอกันอีกครั้ง ต่างอิ่มสุขและปลื้มปริ่มในหัวใจ“ดูจะเข้ากันได้ง่ายนะ เด็กสามคนเนี่ย”“อย่าไว้ใจซีรีนนะ นั่นแหละหัวโปกดี ๆ เลย”“เหมือนเธอมากเลยนะ ทั้งนิสัยใจคอ ฉันเหมือนเห็นแก่ตอนสมัยนั้น”“ซีรีนอย่านำน้องทำอะไรไม่ดีนะ” ผู้เป็นแม่ตะโกนไป“ค่ะ” ลูกสาวตะโกนกลับซีรีนนำน้องกระโดดบนแทมโพลีนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ โดยมีคริสโตเฟอร์ และไพรภูมิดูแลอยู่“เห็นแบบนี้แล้ว แม่ก็คงนอนตายตาหลับ”“เอาอีกแล้วค่ะคุณแม่ แม่ชอบพูดแบบนี้ทุกที”“ก็จะให้แม่พูดคำไหนล่ะ ดูสิ พี่น้องสนิทสนมกัน แม่ปันพาลูกกลับมาบ่อย ๆ นะ”“จะเป็นไปได้ยังไงคะคุณแม่”“หึ... ไม่อย่างนั้น ถ้าซีรีนโตกว่านี้อีกสักหน่อย ให้ส่งมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยก็แล้วกัน แม่จะดูแลเป็นอย่างดี”“ได้สิคะคุณแม่ ท่าทางจะถูกใจน้อง ๆ เสียแล้ว”ชินน์รีบวิ่งมาฟ้องแม่ “แชมป์ขี้โกงครับ”“อ้าวทำไมชินน์ไม่ฟ้องพ่อ พ่อเชนก็อยู่ตรงนั้น”คุณนายกระซิบที่ข้างหูของปันฐิตา “แชมป์อะลูกพ่อ ชินน์นะลูกแม่ ขานี้มีอะไรฟ้องแม่ตลอด แต่ดูนั้น...”“ก็อปปี้พี่เชนเปี๊ยบใช่ไหมคะ”“ใช่ ไร้ความละมุนเลย”“ฮา...” ปันฐิตาหัวเราะนึกภาพอ
(“คุณแม่ถามแยมก่อนสิคะ นางบอกว่าห้องเต็ม หนูก็เลยไปอยู่ที่ภูเก็ตมาสามคืนค่ะ แต่หัวใจมันเรียกร้อง ต้องตีตั๋วมาที่นี่ ก่อนจะลงแดงเพราะความคิดถึงทุกคนเสียก่อน”)(“จะเอายังไง แยมเธอจะมาหาฉันไหม วิลล่าที่ฉันจองเอาไว้ มีตั้งห้าห้องนอน คุณแม่มาด้วยนะคะ”)“จะไปได้อย่างไรล่ะ เชนไม่ได้อยู่บ้าน หอบลูกหายไปไหนก็ไม่รู้ โกรธเคืองกับแยมนิดหน่อย”คีรยาหน้าเจื่อนลงไป ทั้งห่วงลูกน้อยและสามี(“พี่เชนหายไปหรือคะ”) ปันฐิตาทำเสียงตกใจ“ใช่ แถมยังปิดมือถืออีก ติดต่อก็ไม่ได้”(“พี่เชนหน้าตาเป็นยังไงนะ แบบนี้หรือเปล่า”) ปันฐิตาหมุนกล้องไปยังสามหนุ่มที่ห้อมล้อมลูกสาวของปันฐิตาเอาไว้“พี่เชน”“เจ้าเชนนี่ดูมันทำสิ ไม่บอกแม่ด้วย”(“เห็นว่าจะให้แม่กับแยมตามมาทีหลังนะคะ”)“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปหาแม่ปันกัน แม่อยากเจอสาวน้อยน่ารักคนนั้นแล้ว”(“รีบมาเลยนะคะคุณแม่ พาเสื้อผ้ามานอนที่นี่ด้วยนะ”)สองแม่ลูกมองหน้ากัน “ตกลง เดี๋ยวเจอกันนะปัน”(“รีบมานะคะคุณแม่ พวกเรารอกินข้าวเย็นด้วย”)“มันจะดึกไปไหม”(“ไม่ดึกค่ะคุณแม่ หนูจะหิ้วท้องรอ”)เมื่อเห็นความตั้งใจของปันฐิตาอย่างนั้น สองสาวต่างวัยก็ไม่อาจปฏิเสธ เผ็ดช่วยจัดกระเป๋า คุณน
“พี่ชินน์” แชมป์ชี้หน้าพี่ชาย“พี่ไม่ได้ร้อง ไม่เห็นมีน้ำตาสักนิด”“ก็พี่ชินน์เพิ่งเช็ดไปนี่น่า” ต่างไม่ยอมกันเถียงกันท่าเดียว“เอาล่ะ ๆ เลยเสียงดังกันได้แล้ว และไปนั่งประจำที่ คาดซิทเบลล์ด้วย”“คุณพ่อจะพาไปหาใครนะครับ”“น้าปัน”“คุณย่าไปด้วยไหม”“ใช่ ป้าเผ็ดไปไหม”“ไม่มีใครไปกับเราทั้งนั้นครับ เราจะไปกันสามคน พ่อ ชินน์ และแชมป์”“ทำไมไม่ให้ทุกคนไปด้วยครับ” ชินน์เริ่มตั้งแง่อีกครั้งหนึ่ง หน้าตาเริ่มเบ้ เด็กชายผู้อ่อนไหวและอยู่ติดบ้าน“ร้องไห้อีกล่ะ เซ็ง...”ไพรภูมิถึงกับอ้าปาก “ใครสอนให้พูดคำว่าเซ็ง”“ป้าเผ็ดชอบพูด ครูอ๋าที่โรงเรียนก็ชอบพูด” เด็กพอเข้าสังคมก็หันจำอะไรแบบนี้ ไพรภูมิคิดว่าจะต้องกำชับกับเผ็ดแล้วให้ระวังคำพูดไพรภูมิขับรถไปได้ครึ่งทาง คีรยาถึงได้โทรเข้ามาในมือถือของเขา(“พี่เชนพาลูกไปไหนคะ แยมกลับมาถึงบ้านแล้วเนี่ย”)“แยมก็อยู่กับงานไปสิ พี่พาลูก ๆ มาพักผ่อนสมอง”(“หา! พักสมอง พี่จะพาแกไปไหนคะ”)“ไม่บอกหรอก”(“อ้าว... พี่เชนทำไมทำอย่างนี้ล่ะคะ แยมไปทำอะไรให้พี่งอน”)“แยมไม่ทำการบ้านกับพี่มานานเท่าไรแล้ว”สิ่งที่เขาพูดออกไป ทำให้เด็กสองคนก็ได้ยินด้วย“แม่ไม่ทำการบ้าน ครูก็
เขื่อนและเผ็ดพนมมือ ก่อนจะก้มลงไปกราบคุณนาย“ขอให้ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนะ เผ็ดก็เพลา ๆ ปากลงบ้าง อย่าปากมาก ปากแรงให้เกิดความขุ่นใจกัน เข้าใจไหม”“ค่ะ”“อยู่ด้วยกัน ก็หัดถนอมน้ำใจกัน พูดจากันดี ๆ”“ค่ะ”“แบบนี้ทั้งสองคนก็ไม่ไปไหนล่ะสิคะ”“เผ็ดก็บอกคุณแยมแล้วไงค่ะว่า เผ็ดจะอยู่กับคุณยายจนแก่เลย”“ผมก็เหมือนกันครับ”“ฉันขออวยพรให้ทั้งคู่มีความสุข หาความสุขกันให้เจอ และอยู่กับมัน เหมือนตอนนี้ที่ฉันเจอแล้ว” ไพรภูมิหันไปยิ้มกับภรรยา“แยมก็ขอให้ทั้งคู่ผาสุกนะคะ” คีรยาอวยพรอีกครั้ง“วันนี้ไปบอกม่วงกับสุภาพไปมาทำอะไรกินกันตอนเย็น ถือเป็นการเฉลิมฉลองงานแต่งของเธอสองคน กินกันแค่นี้พอแหละ ฉันถือว่าพวกเธอเป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา”เขื่อนและเผ็ดก้มกราบลงแทบเท้าของคุณนายอีกครั้ง“พี่เขื่อนหอมพี่เผ็ดให้ดูหน่อยสิคะ”“อุ้ย! ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะคุณแยม พี่เขินนะ”ยังไม่ทันที่เผ็ดจะระวังตัว เขื่อนก็ก้มลงไปหอมฟอดใหญ่ เผ็ดยิ่งเขินม้วนอายอยู่ตรงนั้น“ฉันอายนะ” เผ็ดยิ้มแก้มแทบแตก“แหม... พูดเล่นกันไม่กี่วัน ดันมาได้กันเอง ฉันก็นึกว่าจะได้คนไกลซะอีก ใกล้กันเอื้อม”“เมื่อก่อนผมไม่ได้คิดอะไร เพิ่งมาเมื่อ
“คุณแม่สังเกตดี ๆ สิครับ จับมือกันทำกระหนุงกระหนิงเชียว”คุณนายถึงกับขยับแว่น มองลอดไปทางทั้งสองคน แต่ก็เห็นไม่ถนัด ท่านจึงตะโกนถาม“เผ็ดเอ้ย เผ็ด”“คะ”“เอ็งไม่ไปช่วยคุณแยมดูชินกับแชมป์เหรอ ตื่นหรือยัง”เผ็ดรีบหันมาพูดหันมาตอบ “เรียบร้อยแล้วค่ะคุณนาย อาบน้ำแต่งตัวแล้วค่ะ”หันไปเห็นคีรยาเข็นลูกชายของเธอทั้งสองคน ที่นอนอยู่บนรถเข็นฝาแฝดตรงมาที่ทั้งคู่นั่งอยู่“อ้าวนั่นไงคะ มาแล้วค่ะ”คีรยาเปิดยิ้ม พอเดินเข้ามาใกล้ก็รีบปรึกษาคุณนาย“แยม มีเรื่องจะปรึกษาค่ะ แยมเพิ่งรับผู้จัดการมาหนึ่งคนค่ะ จะเริ่มงานในอีกสองสัปดาห์ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะเข้าที่พร้อมจะเปิดแล้ว แต่แยมอยากให้เธอคนนี้มาจัดการวางระบบต่าง ๆ ก่อนที่เราจะเปิดเต็มตัว”“แล้วมีปัญหาตรงไหน”“เราจะให้เธอพักที่ไหนคะ บ้านพักที่เราสร้างเอาไว้ตรงโน้น ใกล้กับโรงเก็บของ ก็ทำสำหรับคนงานทั่วไป แต่หัวหน้าแผนก แยมอยากให้เธอได้อยู่ดีกว่าคนอื่นสักนิดนึงนะคะ เพื่อความสะดวกสบาย และเป็นส่วนตัว จะได้ไม่ปะปนกับพนักงานทั่วไป”เขื่อนกับเผ็ดมองหน้ากัน ก่อนจะจูงมือกันเดินเข้ามาหาทั้งสามคนหันไปมองด้วยความประหลาดใจ เพราะท่าทีไม่เหมือนก่อน เผ็ดและเขื่อนจับม
“นี่ แม่รู้ไหมครับ คำว่าโอเคของผู้หญิงนั้น มันไม่โอเคเลยนะครับ ไม่มีใครโอเคกับเรื่องแบบนี้หรอก สมมุติถ้าตอนนั้นคุณพ่อเดินมาบอกคุณแม่ว่า อยากจะเอาเมียใหม่มาทำลูกเพิ่ม อะไรก็แล้วแต่ คุณแม่จะพูดว่ายังไงครับ” ไพรภูมิพ่นหายใจออกดังเฮือก“ฉันไม่ได้ให้แกเอาเมียใหม่ เมียแกก็ยังตั้งโด่ โดยอยู่ตรงนั้น ฉันไม่
“สุดแท้แต่คุณแม่ค่ะ คุณแม่คิดจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ใครจะไปบังคับคุณแม่ได้ล่ะคะ อ้อ... คุณแม่ขา คุณแม่เคยได้ยินสุภาษิตนี้ไหมคะ”(“สุภาษิตอะไรยะ”)“วัวใครเข้าคอกคนนั้นค่ะ กรรมที่มีผู้ใดทำไว้ย่อมส่งผลให้แก่ผู้นั้น ดูอย่างพวกวัวที่จะกลับเข้าคอกของมันเอง&rdq
ไพรภูมิได้แต่ถอนใจ ชายหนุ่มถึงกับยกมือขึ้นลูบใบหน้า สักวันมันก็ต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่ดี แม่ไม่มีวันยอม ก็ทำตามที่แม่ขอร้องก็แล้วกัน ส่วนเรื่องปันฐิตา เขาต้องใช้เวลาในการปรับความเข้าใจกับเธอ ไพรภูมิได้แต่บอกตัวเองว่าเขารักเธอ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงในสักวัน ปันฐิตาจะต้องเข้าใจแม่ของ
คีรยาถึงกับกลืนน้ำลาย เธอไม่เข้าใจเลยทำไมไพรภูมิจงเกลียดจงชังเธอนักหนา “คุณกรุณาไปบอกคุณแม่ของคุณ แล้วก็บอกปันจะดีกว่าค่ะ ว่าให้ทั้งสองคนเลิกยุ่งกับฉัน ถ้าเขาสองคนเลิกยุ่งกับฉัน ฉันก็จะเลิกยุ่งกับพวกเขา”“อ้อ... คิดว่าถือไพ่เหนือกว่าหรือยังไง ปันกับคุณแม่ไม่ทันพวกตอแหล ลิ







