LOGINหลังกินข้าวกินยาแก้ปวด บุษรินทร์นั่งๆ นอนๆ ไม่ออกไปไหน เพราะป๋องแป้งกำชับแกมขู่ว่า ระวังถูกจับลงเรือไปไม่มีใครช่วยนะ และเธอก็เชื่อขังตัวเองจนบ่ายสามโมงป๋องกลับมาพาไปร้านขายยา ระหว่างยืนรอซื้อยาเภสัชหญิงร่างเล็ก เหมือนเพิ่งเรียนจบใหม่ กำลังแนะนำนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งสองไม่เห็นเลยว่ามีใครคนหนึ่งมองอยู่นานแล้ว
"รับยาอะไรครับ"
น้ำเสียงสุภาพของหนุ่มหน้าตาดีรูปร่างสูงใหญ่ในชุดกาวน์แขนสั้น เดินมาที่เคาน์เตอร์ ชายหนุ่มยิ้มสดใสจนเห็นเขี้ยวเสน่ห์ เขาจ้องที่บุษรินทร์อย่างสนใจ
"น้องหมอธนา นึกว่าไม่อยู่ซะแล้ว"
"ครับ วันนี้รับยาแบบเดิมไหมครับพี่แป้ง? " หนุ่มหล่อถามป๋องแป้งแล้วปรายตาหวานมาที่บุษรินทร์อีกครั้ง
"เปล่าค่ะ พี่พาน้องมาซื้อยาน่ะ บุษบอกอาการหมอธนาสิจ๊ะ"
"บุษหรือครับ เป็นอะไรมาครับ? "
เภสัชกรหนุ่มหล่อพูดจาหวานหู ดูเป็นคนเรียบร้อยเหมือนนายเอกในนิยายวาย แต่จากที่แสดงออกว่าสนใจบุษรินทร์ก็คงดูได้ว่าเขาแค่เป็นผู้ชายสุภาพ หลังจัดยาให้ครบแล้ว ยังเอาผ้าพันเคล็ดมาพันข้อมือทั้งสองข้างให้หญิงสาวอีก เล่นเอาเธอแก้มแดงเพราะเขินสายตาเจ้าเสน่ห์
"พันไว้ประมาณนี้นะครับไม่แน่นเกินไป ไม่หลวมเกินไป ตอนนอนต้องเอาออกด้วยนะครับ"
"ค่ะ ขอบคุณหมอธนานะคะ"
"ผมเป็นเภสัชครับ แต่พี่แป้งชอบเรียกหมอ อ้อ..ผมเห็นว่าคุณบุษมองครีมกันแดด จะรับด้วยไหมครับ" ด้วยแขนเรียวที่สัมผัสรับรู้ว่าหญิงสาวดูแลผิวเป็นอย่างดี และตอนนี้มันกำลังดำแดดแบ่งแขนกับข้อมือเป็นคนละเฉดสี เธอจ้องครีมกันแดดSPF100+ ไม่วางตา แต่พอเสนอให้กลับทำหน้าจ๋อย
"ฉันเพิ่งมาทำงานไม่กี่วันเงินเดือนยังไม่ออกเลย ค่ายาก็รบกวนพี่แป้งแล้ว ครีมขวดเป็นพันแน่ะ เอาไว้ก่อนดีกว่า"
ต้องแก้ตัวไปอย่างนั้นก่อน รอให้ได้กระเป๋าคืนมาก่อนจะเหมาสักสามขวด
"ทำงานอะไรหรือครับถึงได้มือแตกขนาดนี้? "
"ทำความสะอาดหอยมุกที่ฟาร์มกับพี่แป้งค่ะ"
ผู้หญิงบอบบางผิวสวยขนาดนี้ทำงานที่ฟาร์มมุก มันดูไม่ปกติเท่าไหร่ เกี่ยวอะไรกับเมธีหรือเปล่า ธนาแค่สงสัยแต่ไม่ถามอะไรมาก เขาคิดราคาลดให้บุษรินทร์เกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์
"เสน่ห์แรงนะ พี่ไม่เห็นว่าน้องหมอธนาจะชอบใคร"
ป๋องแป้งล้อระหว่างเดินออกจากร้าน
"แหมพี่แป้งก็ พูดอย่างกับมาดูน้องเขาทุกวัน"
"ไม่ทุกวันหรอกแต่ก็รู้จักกันดี เพราะพี่เป็นคนไปซื้อยาสามัญประจำบ้านมาไว้ที่บ้านพักน่ะ อีกอย่างน้องหมอก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นน้องชายของคุณเอวาแฟนนายหัวมาร์กนี่เอง"
น้องชายแฟนนายมาร์ก แค่นี้ก็ดับฝันแล้วล่ะ ถ้าออกไปจากเกาะนี้ได้คงไม่ข้องเกี่ยวกับใครที่นี่อีกแล้ว ลงจากรถเครื่องยังไม่ทันได้ก้าวเท้า ก็ต้องผงะเมื่อสายตาปะทะเข้าเขา
"ใครให้คุณพาบุษรินทร์ออกจากที่พัก ถ้าเกิดถูกฉุดไปจะทำยังไง? ” น้ำเสียงดุดัน ทำเอาป๋องแป้งตัวสั่นเสียงสั่นอย่างน่าสงสาร
"แป้ง...ขอโทษค่ะแป้งไม่รู้ว่านายหัวห้าม บุษเขาเจ็บมือมากเลยพาไปร้านขายยาเท่านั้นเองค่ะ"
"คุณกลับห้องไป" "ค่ะ"
น้ำเสียงเย็นเยียบอย่างระงับความโกรธ เขาไม่มองหน้าหญิงที่ตัวเองสั่งให้ไปด้วยซ้ำ ป๋องแป้งรับคำแล้วเดินคอตกเข้าห้องไป บุษรินทร์โกรธแทนที่คนช่วยเหลือตัวเองโดนดุ แล้วดูเอาเถอะว่าผู้ชายที่ป๋องแป้งรักเทิดทูน ใจดำขนาดไหน แต่ก็รู้ดีว่าการต่อกรกับเมธาวีไม่มีประโยชน์
"บอกแล้วว่างานแบบนี้ไม่เหมาะกับคุณ ไปที่วิลล่ากับผม"
เขาออกคำสั่งระหว่างเดินเข้าหาบุษรินทร์
"ไม่ไปหรอก วันนี้ฉันไม่ไหว แต่เดี๋ยวกินยาพักผ่อนพรุ่งนี้ก็จะไปตามงานปกติค่ะ"
"ทำงานไม่ไหว แต่เสนอหน้าไปอ่อยธนาถึงร้านขายยาได้"
เขารู้เรื่องเธอถูกแกล้งจนท้องเสีย เจ็บมือจนทำงานไม่ได้ อุตส่าห์เป็นห่วงแล่นเรือมาจะพาไปหาหมอสักหน่อย แต่ป๋องแป้งพาเธอไปซื้อยาก่อน เธอมียากินก็ดี แต่ที่โมโหคือคนงานที่ย่องตามไปดูถ่ายภาพตอนที่ธนาพันข้อมือให้บุษรินทร์มาให้ดู
"รู้ได้ไงว่าฉันอ่อย อ้อ...อย่าบอกนะว่าแอบตามไปดู ไม่ใช่สิ ให้ลูกน้องตามไปดู"
"อย่ามายอกย้อน ดูสารรูปเหอะ ไปกับผม! " กระชากข้อมือเธอคงเจ็บเมธาวีย่อลงอุ้มคนตัวเล็กพาดบ่า ไม่สนเสียงโวยวาย
"ไม่ไปอย่านะ! ปล่อยฉัน! "
ชายหนุ่มเดินมาที่รถวางเธอลงที่เบาะไม่แรงนัก เห็นได้ชัดถึงอาการเจ็บข้อมือจนใช้ค้ำยันอะไรไม่ไหว แต่เขาทำไม่สนใจ ขับรถออกไปจากตรงนั้น ป๋องแป้งเงี่ยหูฟังที่ทั้งสองพูดกันจากในห้องของเธอ แล้วก็เปิดประตูมองตามหลังรถ ผู้หญิงของนายหัวเมธี น่ากลัวว่าจะเปลี่ยนมือมาเป็นของลูกชายต่อ
"คุณพาฉันมาที่วิลล่ากลางน้ำอีกทำไม? " บุษรินทร์ถามเสียงกระฟัดกระเฟียด หลังจากคนขับเรือหันหัวกลับเข้าฝั่ง
"ก็เห็นอยู่ว่าคุณทำงานไม่ได้ เดี๋ยวก็ป่วยนอนพักเวลางาน แล้ววันนี้เป็นอะไร ไปทำงานไม่ได้" ชายหนุ่มบอกเหตุผล ระหว่างที่เดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศ
"ก็ฉันไม่เคยกินอาหารรสจัด เลยท้องเสีย แล้วที่หยุดงานน่ะ ฉันเจ็บข้อมือมาก เจ็บจนแทบจะใส่เสื้อผ้าไม่ไหว"
พูดแล้วน้ำตารื้นขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเขา การเจ็บข้อมือเป็นอุปสรรคโดยเฉพาะตอนใส่บราเซียร์ หลังใส่ตะขอใต้ราวนมแล้วต้องหมุนรอบตัวดึงสายขึ้นหัวไหล่ทีละข้าง อันนี้ไม่เท่าไหร่ ตอนถอดก็ไม่ต่างกัน เพราะไม่ใช่แค่ข้อมือฝ่ามืออันนุ่มนิ่มตอนนี้พุพองแตกและเจ็บแสบมากด้วย เมธาวีอยากจะสงสารหญิงสาวแต่ทว่าเธออวดดีเอง
"ก็สมควรแล้ว คุณคิดเอาแต่ว่าอะไรมันจะง่ายไปหมด คนจะทำงานหนักได้มันต้องมีน้ำอดน้ำทนกว่านี้ อย่างคุณถ้าจะทำอะไรหนักๆ ได้ ผมว่าบนเตียงดีกว่า" เขาเดินเข้าหาจ้องเธอด้วยสีหน้าคุกคาม แววตาหื่นกามเป็นที่สุด
"อะ อะไรของคุณเนี่ย วกมาที่เตียงเฉยเลย" ถึงเธอจะหน้าตึงเข้าใส่ แต่หนุ่มหล่อยังยกยิ้มก้าวเท้าเข้าหาจนจะถึงตัว บุษรินทร์วิ่งเข้าไปในห้องนอนคว้าประตูจะกดล็อก กลัวจนลืมไปชั่วขณะว่าเจ็บมืออยู่ แค่เขาคว้าลูกปิดเธอก็ต้องปล่อย
"โอ๊ย! " มันเจ็บมากจนน้ำตาเล็ด
"ฉะ ฉันเป็นผู้หญิงของพ่อคุณนะ"
ผ่านไปหลายวันในบ้านหลังใหญ่ เธอเปิดใจมากขึ้น เมธาวีเริ่มติดต่อหามารดาแนะนำให้รู้จักกับสะใภ้ คุณแม่แองจี้ยังสาวยังสวย จนแทบไม่อยากเชื่อว่าอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว แต่ที่สัมผัสได้คือนางใจดี มีความเป็นกันเอง แองจี้ตื่นเต้นที่จะมีหลานคนแรก และจะรีบหาโอกาสมาเยี่ยมลูกชายกับบุษรินทร์สองสัปดาห์ต่อมาบุษรินทร์เข้าครัวทำอาหารเอง โดยมีแม่บ้านสาวใหญ่คอยสอนให้ เมธาวีไว้ใจว่าเธอจะไม่หนีไปไหน จึงทิ้งเธอไว้บ้านกับสาวใช้ และออกไปดูงานบ้าง กลับมาถึงบ้านก็เดินเข้าไปกอดเมียที่รักก่อนทำอย่างอื่น ชวนเธออาบน้ำเพราะเป็นทางเดียวที่จะได้สัมผัสกายเปลือยเปล่าบุษรินทร์แกล้งทำไม่สนใจกับความเป็นชายผงาดโชว์ตอนอาบน้ำทุกวัน นิ่งและอดทนกับการเสียดสีในอ่างอาบน้ำ นับวันเขายิ่งเบียดเสียดและสัมผัสเธอมากขึ้น เมื่อปลุกอารมณ์ขึ้นมาเอง เธอก็ปล่อยให้เขาแทบก้าวขาออกจากห้องน้ำไม่ได้ เป็นแบบนี้อยู่หลายวัน“ฉันออกไปก่อนก็ได้นะคะ ไม่ต้องอุ้มหรอก” เธอหันไปบอกพลางมองต่ำลงไปที่หว่างขาแล้วยิ้มเหมือนกับสะใจ ที่ปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพแข็งตั้งลำอยู่อย่างนั้น“อืมๆ ” เมธาวีพยักหน้า แต่ข้างในอดเคืองไม่ได้ ‘ท่องเอาไว้ เมียคือที่สุด น่ารักที่ส
อาการของบุษรินทร์ดีขึ้นหลังรักษาตัวได้สี่วัน แต่เมธาวีไม่ยอมให้เธอออกจากโรงพยาบาล จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอและลูกจะปลอดภัย เมื่อครบกำหนดเขาทำเรื่องชำระค่ารักษา และอุ้มขึ้นรถตู้อย่างระมัดระวัง “คุณจะพาฉันไปไหนคุณมาร์ก? ” “กลับภูเก็ต” “บ้าหรือไง จอดรถเดี๋ยวนี้นะ” เธอจะขยับตัวแต่ถูกกอดรัดแน่น“ไว้จอดตอนถึงสนามบินนะ อย่าดิ้นสิเดี๋ยวกระทบกระเทือนถึงลูก นอนนิ่งๆ ไว้นะคนดี” “คนบ้า คุณอย่ามาทำกับฉันแบบนี้นะ” เธอได้แต่โกรธเขาเอาลูกมาขู่และคุณหมอก็บอกให้ระมัดระวังเรื่องนี้จริงๆ เธอถูกพามาขึ้นเครื่องบินเล็กส่วนตัว เขาอุ้มเธอไว้ในวงแขนโดยขู่ไม่ให้ดิ้น แม้จะขยับตัวก็ไม่ได้ จึงรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน เธอหลับไประหว่างเดินทาง คงเพราะยาที่กินทำให้ง่วงนอน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนบนเตียงกว้างแล้ว ไม่ใช่วิลล่ากลางน้ำ เพราะในห้องเงียบเฉียบไม่มีเสียงคลื่นลมบุษรินทร์ลุกขึ้นยืนบนพื้นพรมนุ่ม ห้องนี้โทนสีครีมดูสว่าง และกว้างขวางมาก เตียงหลังใหญ่ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นหรูหรา อย่างกับบ้านเศรษฐีที่เคยดูในละคร เธอเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปรอบตัวบ้าน ด้านล่างเป็นสวนกว้าง หญ้าเขียวขจี มีต้นไม้ตามทางเดินร่ม
คำตอบของเขาทำให้เอวาถึงกับอึ้งไป และเธอกลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เบลล่าไม่ใช่คนใจร้าย รักพี่ชายมากและคงรักหลานไม่แพ้กัน ส่วนเธอก็เหมือนได้ปลดปล่อยจากสิ่งที่ค้างคาใจมานาน มีความลับบางอย่างที่บอกเมธาวีไม่ได้ และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรมาเกือบครึ่งปีแล้ว “ดีใจด้วยนะคะพี่มาร์ก” เมื่อรู้ว่าเขามีคนอื่นที่รักมากและกำลังจะเป็นครอบครัวจึงทำให้ยิ้มออกมา และโผเข้ากอดเขาแน่น เมธาวีลูบที่หลังหญิงสาวเบาๆ “พี่ขอโทษนะ” “ไม่ต้องขอโทษค่ะ เอวาซะอีกที่ต้องขอโทษ ที่ทำให้พี่รู้สึกผิด ทั้งที่เอวาเองก็มีคนอื่นแล้ว” เขาจับเธอผละจากตัว ยิ้มดีใจที่ไม่ได้ทำร้ายจิตใจเพื่อนน้องสาว“จริงเหรอเอวา? ”“จริงค่ะ เอวาบอกไม่ได้ และมันอึดอัดมากที่ต้องทำตัวใสซื่อ เป็นแฟนใจดี ปล่อยให้พี่มีผู้หญิงคนอื่น ตอนนี้เอวาดีใจมากที่รู้ว่าพี่เจอคนที่ใช่แล้ว” เมธาวีคว้าตัวหญิงสาวเข้ามากอด ขอบคุณที่ทางออกในตอนนี้ไม่มีใครเจ็บปวด อีกทั้งคนฆ่าบิดาได้รับผลกรรมตายตกไปตามกัน โดยที่เขาไม่ได้ลงมือเอง บุษรินทร์ขยับมือขวา และรู้สึกว่ามีมือใครบางคนเกาะกุมเอาไว้ จึงค่อยๆ เปิดเปลือกตามองไปที่ข้างเตียง เห็นเมธาวีหลับฟุบอยู่ตรงนั้น มือซ้ายของเธอมีสาย
“แจ๊คกี้ กลับรถตามคันนั้นไปเร็ว” ต้องตามติดเธอไม่ให้คลาดสายตา และไม่สนว่านายวิโรจน์จะรู้ตัว ในขณะที่ตำรวจประสานกำลังสกัดแทนการไล่ติดตาม และไม่สามารถแจ้งเมธาวีได้ทัน ภายในรถตึงเครียด บุษรินทร์ทำได้เพียงร้องไห้เงียบๆ และรับฟังเสียงสบถด่าของนายวิโรจน์ ความเร็วของรถมากกว่าร้อยหกสิบและทยานขึ้นไปเกือบจะสองร้อย แต่เจ้าสัวใจโฉดยังคงสั่งเพิ่มความเร็ว อีกเธอรู้สึกเหมือนจะหัวใจวายเสียก่อนถูกยิงตาย ความเร็วของรถผ่อนลงเล็กน้อยตอนเข้าโค้งและขับฝ่าไฟแดง จนรถคันอื่นเบรกกะทันหัน เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนไปหลายคัน “นายหัวผมขับเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ มันอันตรายเกินไป”“งั้นนายจอดแล้วรีบลงมา” “ไม่ได้นะครับ ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุก็ตามรถนายวิโรจน์ไม่ได้อยู่ดี” อุบัติเหตุตลอดทางทำให้การติดตามล่าช้า แต่แจ๊คกี้พยายามอย่างสุดความสามารถ“บุษรินทร์ คุณต้องปลอดภัยนะ” เมธาวีตกอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ ใช้ความเร็วในการติดตามขนาดนี้ยังไม่ทัน แล้วแบบนี้บุษรินทร์จะปลอดภัยหรือ แม้แต่ตำรวจที่คอยสกัดก็ยังหยุดรถคันนั้นไม่ได้ ‘ขอพระเจ้าโปรดคุ้มครองเธอเพื่อลูก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ชัดเจนต่อความรู้สึก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ปกป้อง
“โอ๊ย! ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยที ฉันอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ของเจ้าสัววิโรจน์ที่คลองหลวง จังหวัดปทุมธานีนะคะ! ” เธอโอดโอยและร้องเสียงดัง หวังว่าชาวโซเชียลจะช่วยได้ ซึ่งเป็นอย่างที่หวัง หลายคนแจ้งตำรวจตั้งแต่เริ่มมีเสียงทะเลาะ เมธาวีเองก็โทร.แจ้งสารวัตรสัญชัยตำรวจเจ้าของคดีของบิดาตั้งแต่ออกรถเช่นเดียวกัน“ฮ่าๆ ถึงกับบอกที่อยู่เหรอ ใครจะมาช่วยเธอ เทวดาเหรอ น่าเสียดายนะ ว่าคงไม่มีใครได้ยินเธอหรอก” วิโรจน์กระซิบข้างหู และมันทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน กลิ่นน้ำหอมของเขามันเหม็นจนทนไม่ไหว เธอพยายามดิ้นรนจากวงแขนก็ไม่เป็นผล นายวิโรจน์เหวี่ยงคนตัวเล็กลงที่เตียงแล้วนั่งลงกระชากขาเธอเข้า กระโดดคร่อมเขาไว้“ไม่อย่านะ ปล่อยฉัน พี่ปราบช่วยด้วย! ”“ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก ก่อนตายเธอก็ต้องเป็นของฉัน” “ไม่!” เจ้าสัวกระชากเสื้อสูทเธอออก ดีเหลือเกินที่มันหนาและไม่ขาดง่าย วิโรจน์เลยเปลี่ยนมาจับข้อมือทั้งสองของหญิงสาวเอาไว้แล้วโน้มหน้าเข้าหาแต่ไม่ทันสัมผัสเนื้อตัว หญิงสาวก็สุดกลั้นด้วยอาการแพ้ท้องหนัก และเหม็นน้ำหอมนายวิโรจน์จึงตะแคงหน้าอาเจียนลงที่เตียง ทำให้วิโรจน์ถึงกับชะงัก “รังเกียจมากนักหรือ เธอไม่ม
บุษรินทร์เก็บมือถือในกระเป๋าสูท เสียงเคาะเรียกนอกห้องดังขึ้นเรื่อยๆ “ยังไม่เสร็จเลยค่ะเจ้าสัว รอบุษก่อนนะคะ” เธอร้องบอกพลางมองรอบๆ ว่าพอมีอะไรป้องกันตัวได้บ้าง แล้วถ้าเปิดออกไปปืนจ่อหัวเล่า จากจังหวะเคาะประตู รู้เลยว่าวิโรจน์ไม่สบอารมณ์เอามากๆ “คิดจะถ่วงเวลาเหรอ ยังไงคืนนี้เธอไม่รอดหรอก! ”น้ำเสียงของวิโรจน์แฝงความเข่นเขี้ยวหมายข่มขู่ เมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวจงใจหลบในห้องน้ำ จากข่มใจจะค่อยๆ หลอกล่อ ชักจะมีโมโห และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะภาพในวงจรปิดที่เห็นว่าบุษรินทร์ทำอะไรบ้าง จนในที่สุดก็เกิดเรื่องแจ้งความ และตำรวจเข้าไปช่วยเมริกาออกมาได้ รู้อย่างนี้เขาฆ่าเมริกา และข่มขืนบุษรินทร์ให้ย่อยยับแต่แรกดีกว่า “ถ้าไม่ออกมาดีๆ ฉันจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามางัดลูกบิดให้กูเดียวนี้! ” เจ้าสัววิโรจน์ออกคำสั่งร้องเรียกลูกน้อง น้ำเสียงกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังกลายร่างจากชายสูงวัยใจดีเป็นปีศาจ บุษรินทร์ใจเต้นแรง ตกใจกลัวจนถึงกับคิดอะไรไม่ออก นอกจากความกังวลว่าปราบดาคนเดียวจะช่วยเธอได้ไหม ประตูถูกเคาะแรงขึ้นและคนด้านนอกจับลูกบิดหมุนเพื่อพยายามเปิด เธอจ้องไปอ่างล้างหน้า ซ







