LOGINผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนที่ต้องกลั้นใจให้นายวิโรจน์ควงออกงาน กัดฟันข่มความไม่พอใจเวลาถูกโอบไหล่ หรือบางครั้งจับมือจูงเธอไปโน่นไปนี่ แรกๆ บุษรินทร์ใส่จริตชักมือหลบ แล้วค่อยๆ ทำเหมือนใจอ่อนให้เขาเรื่อยๆ เข้าใกล้นายวิโรจน์จนเพื่อนรักโกรธและไม่คุยกัน หลังจากปราบดาเล่าเรื่องโรสถูกฉุดเธอก็โทร.หาเพื่อนรักด้วยความห่วงใย โรสร้องไห้พรั่งพรูบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ระหว่างเธอกับเอเดรียนน้องชายของเมธาวี เพราะถูกนายวิโรจน์ฉุดไปพี่กฤษณ์แฟนเก่าไปช่วย แต่สร้างเรื่องให้เอเดรียนเข้าใจผิดและทิ้งโรสไป
“ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รักเอเดรียนมากขนาดนี้ เสียใจมากกว่าตอนที่รู้ว่าที่กฤษณ์แอบแต่งงานโดยไม่บอก”
บุษรินทร์รับฟังอย่างเข้าใจ เพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรักเมธาวีขนาดนี้ หลังได้คุยกันบุษรินทร์ก็ทิ้งระยะห่างจากเพื่อนรักทั้งที่ห่วงมาก จนวันหนึ่งโรสโทรศัพท์มาเตือนเรื่องนายวิโรจน์
[บุษแกก็รู้ว่านายวิโรจน์ทำอะไรกับฉัน แล้วทำไมถึงปล่อยให้เขาเข้าใกล้ แบบนี้มันอันตรายนะ]
“ฉันรู้ตัวหรอกน่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ อีกอย่างคุณวิโรจน์บอกว่าที่ทำกับแก แค่เอาคืนที่แกชอบไปว่าเขา”
[อะไรนะ แกเชื่อมันเหรอ? ]
“ฉันไม่ได้เชื่อทั้งหมดหรอก แต่เขาทำดีกับฉันมาตลอดแกก็เห็น อีกอย่างฉันมีหนี้เป็นล้านๆ นะ ”
[แล้วยังไง? แกไม่ได้สร้างหนี้นั้นสักหน่อย อย่าบอกนะว่าจะเอาตัวเข้าแลกกับนายวิโรจน์]
บุษรินทร์ถอนหายใจและเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“บางทีคนเราก็ไม่มีทางเลือกนะโรส ไอ้ยุธลูกน้ายุพาติดคุก น้าต้องวิ่งหาเงินมาใช้หนี้ที่ลูกก่อ แกก็รู้ว่าน้าเลี้ยงดูฉันมา ถ้าไม่ช่วยก็เหมือนเนรคุณ”
[ไม่อยากจะเชื่อเลย ฉันเตือนแกไม่ฟังใช่ไหมยัยบุษ! ]
โรสแทบจะกรีดร้อง โกรธจนไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก บุษรินทร์รู้ดีว่า ถ้าเพื่อนไม่รักคงไม่เสียเวลาต่อว่าจนหูชา ต้องยอมให้โรสงอนและถึงขั้นอันเฟรนด์ทุกทาง
“ขอโทษนะโรส ที่ต้องทิ้งในวันที่แกอกหักแบบนี้”
การทะเลาะกับโรสทำให้ทุกอย่างสมจริงมากขึ้น จนนายวิโรจน์ตายใจ สักวันถ้าสิ่งที่เธอคิดจะทำสำเร็จ โรสคงจะเข้าใจ วันนี้บุษรินทร์คิดถึงโรสมาก เพราะได้ข่าวว่าเพื่อนเป็นหมดสติระหว่างทำงาน ทำให้เผลอเหม่อลอยโดยลืมไปว่าเธอกำลังนั่งอยู่กับวิโรจน์ในร้านอาหาร
“คิดอะไรอยู่เหรอ? ” วิโรจน์ถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น มาดผู้ใหญ่ใจสปอต นี่เองทำให้หลายคนหลงเข้าไปในกับดัก
“บุษมีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อยค่ะ” เธอตอบตามความรู้สึกจริง
“หนูบุษเครียดเรื่องอะไรล่ะ? ”
“หลายเรื่องค่ะเจ้าสัว บุษเป็นห่วงโรส หลังจากทะเลาะกันสามอาทิตย์แล้วไม่ได้พูดคุยเลย ได้ข่าวว่าโรสไม่สบาย แต่บุษโดนบล็อกไลน์ เฟซบุ๊ค เลิกติดตามไอจีด้วย แล้วยังมีเรื่องหนี้สินของน้ายุพาอีก เฮ้อ...” หญิงสาวถอนหายใจยาว ก่อนหยิบไวน์ขึ้นจิบ ทำท่าหลบสายตาเขา
“เรื่องแม่โรสฉันช่วยหนูไม่ได้หรอก แต่เรื่องหนี้มีเท่าไหร่ล่ะ? ”
‘หนี้เท่าไหร่’ เธอคิดเอาไว้ในยอดที่เขาอาจเสนอช่วย
“ยังเหลือประมาณล้านห้าแสนค่ะ”
บุษรินทร์บอกยอดหนี้ทิพย์ หรือเรียกอีกอย่างไม่มีอยู่จริง เพราะเมธาวีจัดการให้เธอทั้งหมดแล้ว
“เล็กน้อยเอง” วิโรจน์ค่อยๆ เลื่อนมือขวากุมหลังมือหญิงสาว จ้องตาเพื่อสื่อว่าเขายินดีจ่ายให้ เงินล้านห้าแสนบาท มากไปสำหรับทุ่มให้ผู้หญิง แต่ไม่ใช่กับบุษรินทร์ การได้เธอมาเท่ากับชนะเมธี และนังกุหลาบพิษ ที่คอยตีปีกปกป้องไม่ให้เขาเข้าใกล้เพื่อนรัก
“สำหรับคุณวิโรจน์ก็เล็กน้อยสิคะ แต่สำหรับบุษมันเยอะมาก เพราะเงินในบัญชีจ่ายจนหมดแล้ว”
“ฉันขอถามตามตรงนะ นายมาร์กไม่ได้ให้อะไรหรือ? ”
เขาพูดเหมือนรู้เรื่องที่เธอถูกพาลงใต้ แน่นอนนายวิโรจน์รู้ แต่เธอไม่ได้บอกเขา หรือเขาต้องการสื่อตามตรงว่ารู้ความเคลื่นไหวของเธอทุกอย่าง บุษรินทร์ตีหน้าเศร้า
“เขาไม่ได้ให้ห้าล้านอย่างที่บอกค่ะ เพราะรู้ว่าบุษไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาต้องการตัว แต่เป็นอาริตา”
“ไม่ต้องการตัวแต่ฉุดไปตั้งหลายวัน” นั่นไงเป็นอย่างที่เธอคิดไม่มีผิด เขารู้เรื่องที่เธออยู่ภูเก็ตกับเมธาวี
“บุษ ไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้นอีกค่ะ”
หญิงสาวตอบไม่เต็มเสียง น้ำตาคลอเล็กน้อย ครึ่งหนึ่งคือการแสดง ส่วนอีกครึ่งคือความคิดถึงเมธาวีจริงๆ
“บอกฉันได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ”
“ถ้าบอกว่าไม่มีอะไร...เจ้าสัวคงไม่เชื่อใช่ไหมคะ”
เธอถามหยั่งเชิง และวิโรจน์ก็ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มน้อยอย่างผู้ใหญ่ใจดี ที่พร้อมจะรับฟังทุกปัญหาของเธอ
“ฉันก็อยากจะเชื่อนะ แต่ท่าทางหนูมันทำให้คิดว่ามีอะไร”
“บุษยอมรับค่ะว่าหลงเสน่ห์เขา และมันก็เกิด...ขึ้น”
เธออ้ำอึ้ง กลืนน้ำลายลงคอ ก้มหน้าหลบสายตาวิโรจน์อย่างละอาย
“หลังจากนั้น เขาก็เสนอเงินให้และไล่บุษออกไปจากชีวิต เพราะเขามีผู้หญิงที่จะแต่งงานอยู่แล้ว ถ้า...เจ้าสัวรังเกียจบุษ บุษก็ไม่ว่านะคะ”
วิโรจน์กำมือแน่นใต้โต๊ะ ไม่ผิดจากที่คาดไว้เลย แม้เธอพยายามปกปิดความรู้สึก ก็ไม่สามารถตบตาเขาได้ บุษรินทร์ยังอาวรณ์เมธาวี นึกแล้วเจ็บใจคืนที่เธอถูกจับตัวที่ผับ เพราะลูกน้องหน้าโง่ของเขาทำงานพลาด ไม่อย่างนั้นบุษรินทร์คงเป็นของเขาไปแล้ว จ้างคนไปฆ่านายมาร์กพวกมันก็ทำงานพลาด
ถ้าไม่พลาดทั้งบุษรินทร์กับเมธาวีคงตายไปพร้อมกัน ไม่ต้องกลับมาให้เจ็บใจแบบนี้ เจ้าสัววิโรจน์พยายามปรับสีหน้าให้ดูเป็นคนมีเมตตา ทั้งที่ดวงใจถูกไฟแค้นชิงชังแผดเผา
“ฉันบอกมาตลอดว่า ถ้าหนูบุษยอมเป็นผู้หญิงของฉัน เรื่องหนี้สินจิ๊บจ้อย”
“ตอนนี้บุษคงหมดโอกาสแล้ว”
“ไม่หมดโอกาสหรอก เรื่องไม่สดไม่ซิงฉันรับได้ ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเลยเป็นไง”
“ขอบคุณที่เมตตานะคะ บุษละอายใจจริงๆ ที่เคยปฏิเสธเจ้าสัว แต่ไปอยู่บ้านจะดีหรือคะ”
“ดีสิ สบายกว่าอยู่กับน้าของหนูแน่นอน”
“พูดตรงๆ บุษยังกลัวคำนิทาอยู่ เจ้าสัวมีเซฟเฮ้าส์ชานเมืองใช่ไหมคะ ให้บุษไปอยู่ที่นั่นจะเป็นส่วนตัวกว่า”
“รู้ดีจริงเลยเรา เอาสิ ที่นั่นบรรยากาศดีทีเดียว หนูพร้อมเมื่อไหร่ล่ะ”
“ตามที่เจ้าสัวสะดวกเลยค่ะ”
ผ่านไปหลายวันในบ้านหลังใหญ่ เธอเปิดใจมากขึ้น เมธาวีเริ่มติดต่อหามารดาแนะนำให้รู้จักกับสะใภ้ คุณแม่แองจี้ยังสาวยังสวย จนแทบไม่อยากเชื่อว่าอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว แต่ที่สัมผัสได้คือนางใจดี มีความเป็นกันเอง แองจี้ตื่นเต้นที่จะมีหลานคนแรก และจะรีบหาโอกาสมาเยี่ยมลูกชายกับบุษรินทร์สองสัปดาห์ต่อมาบุษรินทร์เข้าครัวทำอาหารเอง โดยมีแม่บ้านสาวใหญ่คอยสอนให้ เมธาวีไว้ใจว่าเธอจะไม่หนีไปไหน จึงทิ้งเธอไว้บ้านกับสาวใช้ และออกไปดูงานบ้าง กลับมาถึงบ้านก็เดินเข้าไปกอดเมียที่รักก่อนทำอย่างอื่น ชวนเธออาบน้ำเพราะเป็นทางเดียวที่จะได้สัมผัสกายเปลือยเปล่าบุษรินทร์แกล้งทำไม่สนใจกับความเป็นชายผงาดโชว์ตอนอาบน้ำทุกวัน นิ่งและอดทนกับการเสียดสีในอ่างอาบน้ำ นับวันเขายิ่งเบียดเสียดและสัมผัสเธอมากขึ้น เมื่อปลุกอารมณ์ขึ้นมาเอง เธอก็ปล่อยให้เขาแทบก้าวขาออกจากห้องน้ำไม่ได้ เป็นแบบนี้อยู่หลายวัน“ฉันออกไปก่อนก็ได้นะคะ ไม่ต้องอุ้มหรอก” เธอหันไปบอกพลางมองต่ำลงไปที่หว่างขาแล้วยิ้มเหมือนกับสะใจ ที่ปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพแข็งตั้งลำอยู่อย่างนั้น“อืมๆ ” เมธาวีพยักหน้า แต่ข้างในอดเคืองไม่ได้ ‘ท่องเอาไว้ เมียคือที่สุด น่ารักที่ส
อาการของบุษรินทร์ดีขึ้นหลังรักษาตัวได้สี่วัน แต่เมธาวีไม่ยอมให้เธอออกจากโรงพยาบาล จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอและลูกจะปลอดภัย เมื่อครบกำหนดเขาทำเรื่องชำระค่ารักษา และอุ้มขึ้นรถตู้อย่างระมัดระวัง “คุณจะพาฉันไปไหนคุณมาร์ก? ” “กลับภูเก็ต” “บ้าหรือไง จอดรถเดี๋ยวนี้นะ” เธอจะขยับตัวแต่ถูกกอดรัดแน่น“ไว้จอดตอนถึงสนามบินนะ อย่าดิ้นสิเดี๋ยวกระทบกระเทือนถึงลูก นอนนิ่งๆ ไว้นะคนดี” “คนบ้า คุณอย่ามาทำกับฉันแบบนี้นะ” เธอได้แต่โกรธเขาเอาลูกมาขู่และคุณหมอก็บอกให้ระมัดระวังเรื่องนี้จริงๆ เธอถูกพามาขึ้นเครื่องบินเล็กส่วนตัว เขาอุ้มเธอไว้ในวงแขนโดยขู่ไม่ให้ดิ้น แม้จะขยับตัวก็ไม่ได้ จึงรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน เธอหลับไประหว่างเดินทาง คงเพราะยาที่กินทำให้ง่วงนอน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนบนเตียงกว้างแล้ว ไม่ใช่วิลล่ากลางน้ำ เพราะในห้องเงียบเฉียบไม่มีเสียงคลื่นลมบุษรินทร์ลุกขึ้นยืนบนพื้นพรมนุ่ม ห้องนี้โทนสีครีมดูสว่าง และกว้างขวางมาก เตียงหลังใหญ่ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นหรูหรา อย่างกับบ้านเศรษฐีที่เคยดูในละคร เธอเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปรอบตัวบ้าน ด้านล่างเป็นสวนกว้าง หญ้าเขียวขจี มีต้นไม้ตามทางเดินร่ม
คำตอบของเขาทำให้เอวาถึงกับอึ้งไป และเธอกลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เบลล่าไม่ใช่คนใจร้าย รักพี่ชายมากและคงรักหลานไม่แพ้กัน ส่วนเธอก็เหมือนได้ปลดปล่อยจากสิ่งที่ค้างคาใจมานาน มีความลับบางอย่างที่บอกเมธาวีไม่ได้ และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรมาเกือบครึ่งปีแล้ว “ดีใจด้วยนะคะพี่มาร์ก” เมื่อรู้ว่าเขามีคนอื่นที่รักมากและกำลังจะเป็นครอบครัวจึงทำให้ยิ้มออกมา และโผเข้ากอดเขาแน่น เมธาวีลูบที่หลังหญิงสาวเบาๆ “พี่ขอโทษนะ” “ไม่ต้องขอโทษค่ะ เอวาซะอีกที่ต้องขอโทษ ที่ทำให้พี่รู้สึกผิด ทั้งที่เอวาเองก็มีคนอื่นแล้ว” เขาจับเธอผละจากตัว ยิ้มดีใจที่ไม่ได้ทำร้ายจิตใจเพื่อนน้องสาว“จริงเหรอเอวา? ”“จริงค่ะ เอวาบอกไม่ได้ และมันอึดอัดมากที่ต้องทำตัวใสซื่อ เป็นแฟนใจดี ปล่อยให้พี่มีผู้หญิงคนอื่น ตอนนี้เอวาดีใจมากที่รู้ว่าพี่เจอคนที่ใช่แล้ว” เมธาวีคว้าตัวหญิงสาวเข้ามากอด ขอบคุณที่ทางออกในตอนนี้ไม่มีใครเจ็บปวด อีกทั้งคนฆ่าบิดาได้รับผลกรรมตายตกไปตามกัน โดยที่เขาไม่ได้ลงมือเอง บุษรินทร์ขยับมือขวา และรู้สึกว่ามีมือใครบางคนเกาะกุมเอาไว้ จึงค่อยๆ เปิดเปลือกตามองไปที่ข้างเตียง เห็นเมธาวีหลับฟุบอยู่ตรงนั้น มือซ้ายของเธอมีสาย
“แจ๊คกี้ กลับรถตามคันนั้นไปเร็ว” ต้องตามติดเธอไม่ให้คลาดสายตา และไม่สนว่านายวิโรจน์จะรู้ตัว ในขณะที่ตำรวจประสานกำลังสกัดแทนการไล่ติดตาม และไม่สามารถแจ้งเมธาวีได้ทัน ภายในรถตึงเครียด บุษรินทร์ทำได้เพียงร้องไห้เงียบๆ และรับฟังเสียงสบถด่าของนายวิโรจน์ ความเร็วของรถมากกว่าร้อยหกสิบและทยานขึ้นไปเกือบจะสองร้อย แต่เจ้าสัวใจโฉดยังคงสั่งเพิ่มความเร็ว อีกเธอรู้สึกเหมือนจะหัวใจวายเสียก่อนถูกยิงตาย ความเร็วของรถผ่อนลงเล็กน้อยตอนเข้าโค้งและขับฝ่าไฟแดง จนรถคันอื่นเบรกกะทันหัน เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนไปหลายคัน “นายหัวผมขับเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ มันอันตรายเกินไป”“งั้นนายจอดแล้วรีบลงมา” “ไม่ได้นะครับ ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุก็ตามรถนายวิโรจน์ไม่ได้อยู่ดี” อุบัติเหตุตลอดทางทำให้การติดตามล่าช้า แต่แจ๊คกี้พยายามอย่างสุดความสามารถ“บุษรินทร์ คุณต้องปลอดภัยนะ” เมธาวีตกอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ ใช้ความเร็วในการติดตามขนาดนี้ยังไม่ทัน แล้วแบบนี้บุษรินทร์จะปลอดภัยหรือ แม้แต่ตำรวจที่คอยสกัดก็ยังหยุดรถคันนั้นไม่ได้ ‘ขอพระเจ้าโปรดคุ้มครองเธอเพื่อลูก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ชัดเจนต่อความรู้สึก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ปกป้อง
“โอ๊ย! ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยที ฉันอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ของเจ้าสัววิโรจน์ที่คลองหลวง จังหวัดปทุมธานีนะคะ! ” เธอโอดโอยและร้องเสียงดัง หวังว่าชาวโซเชียลจะช่วยได้ ซึ่งเป็นอย่างที่หวัง หลายคนแจ้งตำรวจตั้งแต่เริ่มมีเสียงทะเลาะ เมธาวีเองก็โทร.แจ้งสารวัตรสัญชัยตำรวจเจ้าของคดีของบิดาตั้งแต่ออกรถเช่นเดียวกัน“ฮ่าๆ ถึงกับบอกที่อยู่เหรอ ใครจะมาช่วยเธอ เทวดาเหรอ น่าเสียดายนะ ว่าคงไม่มีใครได้ยินเธอหรอก” วิโรจน์กระซิบข้างหู และมันทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน กลิ่นน้ำหอมของเขามันเหม็นจนทนไม่ไหว เธอพยายามดิ้นรนจากวงแขนก็ไม่เป็นผล นายวิโรจน์เหวี่ยงคนตัวเล็กลงที่เตียงแล้วนั่งลงกระชากขาเธอเข้า กระโดดคร่อมเขาไว้“ไม่อย่านะ ปล่อยฉัน พี่ปราบช่วยด้วย! ”“ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก ก่อนตายเธอก็ต้องเป็นของฉัน” “ไม่!” เจ้าสัวกระชากเสื้อสูทเธอออก ดีเหลือเกินที่มันหนาและไม่ขาดง่าย วิโรจน์เลยเปลี่ยนมาจับข้อมือทั้งสองของหญิงสาวเอาไว้แล้วโน้มหน้าเข้าหาแต่ไม่ทันสัมผัสเนื้อตัว หญิงสาวก็สุดกลั้นด้วยอาการแพ้ท้องหนัก และเหม็นน้ำหอมนายวิโรจน์จึงตะแคงหน้าอาเจียนลงที่เตียง ทำให้วิโรจน์ถึงกับชะงัก “รังเกียจมากนักหรือ เธอไม่ม
บุษรินทร์เก็บมือถือในกระเป๋าสูท เสียงเคาะเรียกนอกห้องดังขึ้นเรื่อยๆ “ยังไม่เสร็จเลยค่ะเจ้าสัว รอบุษก่อนนะคะ” เธอร้องบอกพลางมองรอบๆ ว่าพอมีอะไรป้องกันตัวได้บ้าง แล้วถ้าเปิดออกไปปืนจ่อหัวเล่า จากจังหวะเคาะประตู รู้เลยว่าวิโรจน์ไม่สบอารมณ์เอามากๆ “คิดจะถ่วงเวลาเหรอ ยังไงคืนนี้เธอไม่รอดหรอก! ”น้ำเสียงของวิโรจน์แฝงความเข่นเขี้ยวหมายข่มขู่ เมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวจงใจหลบในห้องน้ำ จากข่มใจจะค่อยๆ หลอกล่อ ชักจะมีโมโห และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะภาพในวงจรปิดที่เห็นว่าบุษรินทร์ทำอะไรบ้าง จนในที่สุดก็เกิดเรื่องแจ้งความ และตำรวจเข้าไปช่วยเมริกาออกมาได้ รู้อย่างนี้เขาฆ่าเมริกา และข่มขืนบุษรินทร์ให้ย่อยยับแต่แรกดีกว่า “ถ้าไม่ออกมาดีๆ ฉันจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามางัดลูกบิดให้กูเดียวนี้! ” เจ้าสัววิโรจน์ออกคำสั่งร้องเรียกลูกน้อง น้ำเสียงกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังกลายร่างจากชายสูงวัยใจดีเป็นปีศาจ บุษรินทร์ใจเต้นแรง ตกใจกลัวจนถึงกับคิดอะไรไม่ออก นอกจากความกังวลว่าปราบดาคนเดียวจะช่วยเธอได้ไหม ประตูถูกเคาะแรงขึ้นและคนด้านนอกจับลูกบิดหมุนเพื่อพยายามเปิด เธอจ้องไปอ่างล้างหน้า ซ







