Mag-log inหลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ
นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความผิดปกติจากทิศตะวันออกค่ะ ท่านสัมผัสอะไรได้บ้างหรือไม่?” มู่ชางนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ข้ายังไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ข้าจะให้ทหารตรวจสอบแนวกำแพงอีกครั้ง” หลินซีเหยาพยักหน้า “ข้าอยากไปพบเฟิงอ้าวเทียนค่ะ” มู่ชางไม่ได้ถามต่อ เขารู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะออกจากห้องพักกลางดึกเพียงเพราะความรู้สึกเล็กน้อย “เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปเอง” เฟิงอ้าวเทียนตื่นอยู่ก่อนแล้ว เขายืนอยู่บนระเบียงห้องทำงาน มองแนวภูเขาที่ทอดตัวอยู่ไกลออกไป พลังสีดำทองภายในร่างสงบนิ่ง แต่พลังสีเงินกลับไหลวนอย่างช้า ๆ บริเวณข้อมือ เมื่อหลินซีเหยาเดินเข้ามา เขาก็หันกลับทันที “เจ้าก็สัมผัสได้หรือ?” นางชะงัก “ท่านรู้สึกเหมือนกันหรือคะ?” “พลังสีเงินของข้าเริ่มตอบสนองเมื่อครู่ ข้าคิดว่าอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหุบเขา” เขาเว้นช่วง ก่อนถามต่อ “เจ้ามองเห็นอะไรหรือไม่?” หลินซีเหยาเล่าภาพท้องฟ้าสีแดงและเงาปีกที่ปรากฏขึ้นในความคิดให้เขาฟัง เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “เงาปีกขนาดใหญ่…” “ข้าไม่แน่ใจว่ามันเป็นมังกรหรือไม่ค่ะ ภาพไม่ชัดพอ แต่ข้ารู้สึกได้ว่ามันกำลังเคลื่อนที่” “แล้วเจ้ารู้สึกถึงอันตรายหรือไม่?” หลินซีเหยาหลับตาลงเล็กน้อย พยายามทบทวนความรู้สึกที่ได้รับจากกำไล “ไม่ใช่ความรู้สึกเหมือนตอนที่สัมผัสพลังสีดำค่ะ แต่ก็ไม่ได้สงบเหมือนตอนที่เห็นเปลวเพลิงของหลงเยี่ย” เฟิงอ้าวเทียนเดินเข้ามาหานาง “ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่รีบออกไปตามหา จนกว่าจะรู้ว่ามันอยู่ที่ใด” นางพยักหน้า “ข้าคิดว่าควรตรวจสอบจากหอคอยก่อนค่ะ หากสิ่งนั้นกำลังมุ่งหน้ามาทางป้อมปราการ เราจะได้เตรียมตัวทัน” เฟิงอ้าวเทียนเห็นด้วย ทั้งสองเดินไปยังหอคอยพร้อมมู่ชาง เมื่อขึ้นไปถึง ทหารเวรได้รายงานว่าพบแสงสีแดงเป็นช่วง ๆ เหนือแนวภูเขาทางตะวันออก แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเปลวไฟจากธรรมชาติหรือพลังมังกร เฟิงอ้าวเทียนมองไปตามทิศที่ทหารชี้ ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท มีเพียงดาวไม่กี่ดวงที่ส่องแสงอยู่เหนือยอดเขา “เพิ่มเวรยามอีกสองชุด แต่ห้ามส่งคนออกไปไกลเกินแนวสัญญาณ หากพบสิ่งผิดปกติให้รายงานทันที” “รับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ!” หลังทหารเวรออกไป หลินซีเหยาก็ยกมือขึ้นแตะกำไลอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีภาพใดปรากฏ มีเพียงความรู้สึกเบาบางคล้ายสายลมที่พัดผ่านปลายนิ้ว นางค่อย ๆ ลดมือลง “มันเหมือนกำลังรออะไรบางอย่างค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหันมองนาง “รออะไร?” “ข้าไม่รู้ แต่ข้าคิดว่ามันไม่ได้ต้องการให้เรารีบไปหามัน” เขามองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เราก็จะรอจนกว่าจะมีเหตุผลให้ต้องลงมือ” คำตอบของเขาทำให้หลินซีเหยารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยครั้งนี้ พวกเขาจะไม่ยอมให้ภาพที่ไม่ชัดเจนเป็นผู้กำหนดเส้นทางของตนเอง รุ่งอรุณยังมาไม่ถึงเมื่อเสียงสัญญาณจากประตูตะวันออกดังขึ้น ทหารเวรวิ่งเข้ามารายงานอย่างเร่งรีบ “องค์ชาย! พบมังกรบาดเจ็บอยู่บริเวณเชิงเขาห่างจากป้อมปราการไปทางตะวันออกประมาณสามลี้พ่ะย่ะค่ะ!” เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นทันที “เป็นมังกรชนิดใด?” “ไม่ทราบแน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ ลำตัวมีเกล็ดสีเทาเข้ม แต่ปีกด้านซ้ายมีรอยไหม้ และดูเหมือนจะไม่สามารถบินต่อได้” หลินซีเหยาหันมองเขา ทั้งคู่ต่างนึกถึงเงาปีกที่นางเห็นในภาพ “ข้าจะไปดู” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “ข้าจะไปด้วยค่ะ” เขาไม่ได้ห้าม เพียงพยักหน้าแล้วหันไปสั่งมู่ชางให้เตรียมกำลังจำนวนเล็กน้อย เมื่อไปถึงเชิงเขา พวกเขาพบมังกรตัวหนึ่งนอนอยู่บนพื้นหญ้า ปีกซ้ายของมันมีรอยไหม้เป็นแนวยาว แต่ไม่มีเปลวไฟหลงเหลืออยู่ มังกรตัวนั้นพยายามลุกขึ้นเมื่อเห็นผู้มาใหม่ ทว่าขาหน้ากลับทรุดลงอีกครั้ง เฟิงอ้าวเทียนยกมือให้ทหารหยุดอยู่ห่าง ๆ ก่อนเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง “เราไม่ได้มาทำร้ายเจ้า” มังกรตัวนั้นจ้องเขา ดวงตาสีทองเต็มไปด้วยความอ่อนล้า หลินซีเหยาคุกเข่าลงอีกด้านหนึ่ง นางสัมผัสได้ถึงพลังมังกรที่ยังคงไหลอยู่ในร่างของมัน แต่พลังบริเวณปีกกลับติดขัดอย่างผิดปกติ “มันไม่ได้สูญเสียพลังค่ะ เหมือนมีบางสิ่งกดทับเส้นพลังบริเวณปีกเอาไว้” เฟิงอ้าวเทียนยื่นมือออกไปช้า ๆ พลังสีดำทองแผ่เป็นวงบางเบารอบตัวมังกร แต่ไม่ได้เข้าไปบังคับพลังของมัน เขาเพียงช่วยลดแรงกดดันที่ขวางเส้นพลังอยู่ หลินซีเหยาปล่อยพลังสีเงินประคองอีกด้านหนึ่ง ผ่านไปครู่หนึ่ง มังกรตัวนั้นก็ขยับปีกได้เล็กน้อย มันส่งเสียงคำรามต่ำ ก่อนค่อย ๆ ก้มศีรษะลงราวกับขอบคุณ ทันใดนั้น มังกรก็ยกหัวขึ้นอย่างรวดเร็วและมองไปทางทิศตะวันออก เสียงคำรามของมันเปลี่ยนเป็นเสียงเตือน พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน จากยอดเขาที่อยู่ไกลออกไป มีเงาขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านกลุ่มเมฆอย่างรวดเร็ว หลินซีเหยาเงยหน้าขึ้น เงานั้นมีปีกกว้างมากจนบดบังแสงดาวไปหลายดวง แต่เมื่อมันผ่านพ้นแนวเมฆ รูปร่างกลับเลือนหายไปอย่างประหลาด เฟิงอ้าวเทียนปล่อยพลังออกไปเพียงเล็กน้อยเพื่อสัมผัสทิศทาง ทว่าพลังนั้นกลับไม่อาจจับตำแหน่งของเงาได้ “มันเร็วเกินไป” มู่ชางกล่าว หลินซีเหยาส่ายหน้า “ไม่ใช่เพียงเร็วค่ะ ข้ารู้สึกว่ามันกำลังเปลี่ยนตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา ราวกับไม่ได้บินผ่านท้องฟ้าตามปกติ” เงาขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอีกครั้งเหนือยอดเขา ก่อนหายไปในพริบตา มังกรบาดเจ็บส่งเสียงร้องต่ำลง และค่อย ๆ หมอบราบกับพื้น เฟิงอ้าวเทียนหันไปสั่งทหาร “พามันกลับไปที่ป้อมปราการอย่างระมัดระวัง อย่าใช้โซ่ตรวนหรือบังคับให้มันเดิน” จากนั้นเขาหันกลับมาหาหลินซีเหยา “เราจะไม่ไล่ตามมันในตอนนี้” นางพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้นค่ะ เราไม่รู้ว่ามันกำลังหนีอะไร หรือกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด” ทั้งสองถอยกลับพร้อมกัน โดยยังคงจับตาดูท้องฟ้าทางตะวันออก พวกเขาไม่ได้คำตอบว่าเงาปีกนั้นเป็นสิ่งใด แต่การปรากฏตัวของมันทำให้เรื่องหนึ่งชัดเจนขึ้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในภูเขา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่องเขาเพลิงดำอีกต่อไป เมื่อกลับถึงป้อมปราการ ไป๋เหวินได้เริ่มรักษามังกรบาดเจ็บทันที หลงเยี่ยยืนอยู่หน้าห้องรักษา เขาได้รับแจ้งเรื่องมังกรตัวใหม่ตั้งแต่เฟิงอ้าวเทียนกลับมา “ท่านคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับเปลวเพลิงอมตะหรือไม่ขอรับ?” เขาถามหลินซีเหยา “อาจเกี่ยวข้อง แต่เรายังไม่มีหลักฐานพอจะสรุปค่ะ” หลงเยี่ยก้มมองเกล็ดมังกรสีแดงที่ตนเก็บไว้ในถุงผ้า ตั้งแต่เมื่อคืน เกล็ดชิ้นนี้ไม่ได้เปล่งแสงอีกเลย ทว่าทันทีที่เขาได้ยินเรื่องเงาปีก พลังภายในกลับอุ่นขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้หยิบมันออกมา เพียงกำถุงผ้าไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นมองหลินซีเหยา “ข้าอยากช่วย แต่ข้าไม่อยากกลับไปทำตามเสียงที่ไม่รู้ว่าเป็นของใครอีก” “เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจค่ะ” นางตอบ “หากเราต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า เราจะบอกเหตุผลให้ชัดเจน และเจ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธหากคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม” หลงเยี่ยนิ่งไป ก่อนยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งเดินเข้ามาพอดีได้ยินบทสนทนานั้น “ตอนนี้สิ่งที่เจ้าต้องทำคือพักผ่อนและฝึกควบคุมพลังตามแผนเดิม ส่วนเรื่องเงาปีก เราจะจัดการเอง” หลงเยี่ยพยักหน้า “ขอรับ” เมื่อหลงเยี่ยเดินจากไป เฟิงอ้าวเทียนจึงหันมาหาหลินซีเหยา “เจ้าคิดว่าเงาปีกนั้นกำลังตามหาอะไร?” นางมองไปยังทิศตะวันออกผ่านช่องหน้าต่าง “ข้าไม่แน่ใจค่ะ แต่ตอนที่มันปรากฏ ข้ารู้สึกว่ามันกำลังมองลงมายังพื้นดิน ไม่ใช่กำลังมองหาเรา” “เช่นนั้นสิ่งที่มันสนใจอาจอยู่ใต้ภูเขา” “หรืออาจเป็นใครบางคนที่อยู่ตรงนั้น” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบ เขารู้ดีว่าทั้งสองความเป็นไปได้ยังไม่อาจตัดทิ้งได้ เขาหันกลับไปมองแนวเขาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมรับมือ โดยไม่ปล่อยให้ความกลัวผลักดันให้ลงมือก่อนเวลา ในสถานที่ซึ่งอยู่ห่างจากป้อมปราการออกไปหลายร้อยลี้ เงาขนาดใหญ่ร่อนลงบนยอดผาสูง เมื่อปีกของมันหุบลง รูปร่างคล้ายมังกรก็ค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเทาเข้ม เขายกมือขึ้นมองรอยไหม้บนฝ่ามือ รอยนั้นไม่ได้เกิดจากเปลวไฟธรรมดา แต่เป็นผลจากการฝืนผ่านเขตพลังบางอย่างซึ่งขวางเส้นทางอยู่ใต้ภูเขา บุรุษผู้นั้นมองกลับไปยังทิศเหนือ “พลังสองสายเริ่มตอบสนองแล้ว…” เขากล่าวกับตัวเอง จากนั้นจึงหันไปมองท้องฟ้า “แต่ยังไม่ใช่เวลาที่พวกเขาจะได้พบข้า” ลมหนาวพัดผ่านยอดผา ชายเสื้อคลุมสะบัดขึ้น เผยให้เห็นเกล็ดสีเทาเข้มบริเวณข้อมือของเขา เกล็ดนั้นมีรอยแตกเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง ภายในรอยแตกมีประกายสีแดงส่องวาบขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนจะดับลง บุรุษปริศนาไม่ได้หันกลับไปมองอีก เขากางแขนออก ร่างกายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเงาปีกขนาดใหญ่ แล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า คราวนี้เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังช่องเขาเพลิงดำ แต่บินไปทางตะวันตก ซึ่งเป็นทิศทางตรงข้ามกับป้อมปราการ ราวกับกำลังหลีกเลี่ยงการพบเจอกับผู้ที่กำลังตามหาความจริงอยู่ และใต้ภูเขาทางตะวันออก เงาปีกอีกเงาหนึ่งปรากฏขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะจางหายไปในทะเลหมอก ไม่มีใครรู้ว่ามังกรเหล่านั้นมาจากที่ใด ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันกำลังหนีสิ่งใด แต่การเคลื่อนไหวของพวกมันบอกได้เพียงอย่างเดียวว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และครั้งนี้ เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ถูกเรียกให้เข้าไปเกี่ยวข้อง พวกเขาอาจกำลังเข้าใกล้สิ่งที่เฝ้ามองพวกเขามาตั้งแต่ต้น โดยที่ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำอวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั
อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร
เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้
มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ
หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ
เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย

![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





