홈 / แฟนตาซี / ทายาทจักรพรรดิมังกร / บทที่ 50 ปีกทั้งสาม

공유

บทที่ 50 ปีกทั้งสาม

last update 게시일: 2026-10-24 09:50:15

อวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว

ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก

“อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“ต้องพักอีกกี่วัน?”

“ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด”

หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ

“ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ”

“ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน”

นางหันมามองเขา

“ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?”

เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมันดีพอไม่ใช่หรือคะ?”

เขานิ่งไป ก่อนยอมรับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย

“ข้าจะระวังให้มากขึ้น”

หลินซีเหยาดูประหลาดใจเล็กน้อยที่เขายอมรับโดยไม่โต้เถียง จากนั้นจึงยิ้มให้

“ข้าจะจำคำพูดนี้ไว้ค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องทำตามคำพูดของตัวเองด้วย”

“ข้าทำอะไรหรือคะ?”

“หากรู้สึกว่าพลังของตัวเองผิดปกติ ต้องบอกข้า อย่าฝืนจัดการทุกอย่างเพียงลำพัง”

รอยยิ้มของหลินซีเหยาค่อย ๆ จางลงเล็กน้อย นางรู้ว่าเขาไม่ได้พูดเพื่อควบคุม แต่เพราะยังจำเหตุการณ์ที่นางฝืนใช้พลังจนเกือบหมดแรงได้

“ตกลงค่ะ ข้าจะบอกท่าน”

เฟิงอ้าวเทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปจับมือของนางไว้

“ข้าก็จะทำเช่นเดียวกัน”

คำสัญญาสั้น ๆ นั้นทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ผ่อนคลายลง

พวกเขาไม่ได้รับรองว่าจะไม่มีวันทำผิดพลาด แต่ต่างยอมรับว่าจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องเดาความเสี่ยงอยู่เพียงลำพังอีกต่อไป

ซูเหวินมาถึงห้องประชุมในช่วงบ่าย พร้อมแผ่นหยกสามแผ่นที่มีลักษณะแตกต่างกัน

แผ่นแรกเป็นบันทึกเส้นทางพลังใต้ดิน แผ่นที่สองเป็นภาพสลักของมังกรเกล็ดสีเทา ส่วนแผ่นสุดท้ายเป็นภาพเก่าซึ่งแทบไม่มีรายละเอียดเหลืออยู่

มู่ชางยืนอยู่ข้างโต๊ะ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยานั่งอยู่ตรงข้ามซูเหวิน

“ข้าเปรียบเทียบสัญลักษณ์ที่อวิ๋นฮุยแสดงให้เห็นกับบันทึกเก่าแล้ว” ซูเหวินเริ่มกล่าว “แม้ข้อมูลจะไม่ครบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏตรงกันในบันทึกทั้งสามชุด”

เขาวางแผ่นหยกลงตรงกลางโต๊ะ

บนผิวหยกปรากฏภาพปีกสามคู่ ปีกคู่แรกเป็นสีเทา คู่ที่สองเป็นสีแดง และคู่สุดท้ายเป็นสีเงิน

“ปีกทั้งสามไม่ได้หมายถึงมังกรสามตัวเสมอไป บางบันทึกใช้สัญลักษณ์เหล่านี้แทนหน้าที่สามประการที่ต้องทำงานร่วมกัน”

หลินซีเหยามองภาพนั้นอย่างสนใจ

“หน้าที่อะไรบ้างคะ?”

“ผู้รักษาเส้นทาง ผู้ประคองพลัง และผู้คอยปรับสมดุล”

เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว

“แล้วแต่ละสีหมายถึงหน้าที่ใด?”

“ข้าไม่อาจระบุได้อย่างแน่นอน” ซูเหวินตอบ “บันทึกบางฉบับกล่าวว่าปีกสีเทามีหน้าที่รักษาเส้นทาง ปีกสีแดงประคองพลังที่กำลังเสื่อมสลาย ส่วนปีกสีเงินช่วยปรับสมดุลระหว่างพลังที่แตกต่างกัน แต่ในบันทึกอีกชุดหนึ่งกลับระบุหน้าที่ของปีกสีแดงกับสีเงินสลับกัน”

มู่ชางเลิกคิ้ว

“เช่นนั้นข้อมูลเหล่านี้ก็อาจคลาดเคลื่อน”

“ใช่ หรือบางทีหน้าที่เหล่านั้นอาจเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ก็ได้” ซูเหวินกล่าว “สิ่งที่เรายืนยันได้มีเพียงว่าปีกทั้งสามปรากฏร่วมกันในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทางผ่านโบราณ”

หลินซีเหยานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เราไม่ควรรีบกำหนดว่าใครต้องทำหน้าที่ใด เพียงเพราะพลังของพวกเขามีสีตรงกับภาพสลัก”

ซูเหวินยิ้มบาง ๆ

“ข้าคิดเช่นเดียวกัน”

เฟิงอ้าวเทียนเอนหลังเล็กน้อย

“แล้วมีบันทึกเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใต้สะพานหินหรือไม่?”

“มีเพียงข้อความสั้น ๆ ประโยคหนึ่ง”

ซูเหวินพลิกแผ่นหยกอีกด้าน

ตัวอักษรโบราณปรากฏขึ้นทีละตัว แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ยังพออ่านความหมายได้

‘ปีกมิได้มีไว้เพื่อครอบครองท้องฟ้า แต่เพื่อให้ผู้ที่อยู่เบื้องล่างยังมีทางเดิน’

ห้องประชุมเงียบลงชั่วครู่

มู่ชางอ่านข้อความนั้นซ้ำ ก่อนกล่าวว่า

“ดูเหมือนพวกมันไม่ได้ปกป้องสถานที่แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังรักษาเส้นทางที่คนอื่นต้องใช้ด้วย”

“เป็นไปได้” ซูเหวินตอบ “แต่เรายังไม่รู้ว่าเส้นทางนั้นเชื่อมต่อกับอะไร และเหตุใดจึงต้องมีผู้รักษาอยู่ตลอดเวลา”

เฟิงอ้าวเทียนมองภาพปีกสามสี

“หากเส้นทางเริ่มเสื่อมสภาพ เราต้องหาทางช่วยโดยไม่ทำลายสิ่งที่มันกำลังปกป้อง”

หลินซีเหยาพยักหน้า

“และเราต้องรู้ด้วยว่าการช่วยเหลือของเราจะไม่กลายเป็นการบังคับให้ใครต้องรับหน้าที่ที่ตนเองไม่ได้เลือก”

คำพูดของนางทำให้เฟิงอ้าวเทียนหันมามอง

เขานึกถึงอวิ๋นฮุยที่พยายามลุกขึ้นทั้งที่ปีกยังบาดเจ็บ และหลงเยี่ยที่เคยถูกเสียงปริศนากดดันให้ใช้พลังของตนเองเปิดทาง

บางทีสิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่พลังที่แข็งแกร่ง แต่เป็นความเชื่อว่าผู้มีพลังนั้นจำเป็นต้องทำตามสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง

“ข้าจะไม่บังคับให้ใครเป็นผู้พิทักษ์เพียงเพราะสายเลือดของเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “เราจะหาทางเลือกอื่นด้วย”

ซูเหวินเก็บแผ่นหยกกลับเข้ากล่อง

“เช่นนั้น ขั้นต่อไปควรเป็นการสำรวจเส้นทางที่ลำธารเปิดให้เห็น ไม่ใช่เดินทางตรงไปยังหุบเขาโดยไม่มีข้อมูล”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“ให้หน่วยลาดตระเวนตรวจพื้นที่โดยรอบก่อน หากพบเส้นทางพลังอีกจุด ให้ทำเครื่องหมายและรายงาน ห้ามใช้พลังเปิดทางเอง”

มู่ชางรับคำสั่ง แล้วออกไปเตรียมกำลังสำหรับการสำรวจครั้งต่อไป

ในช่วงเวลาเดียวกัน หลงเยี่ยกำลังฝึกควบคุมเปลวเพลิงอยู่ที่ลานฝึกด้านหลังป้อม

เปลวไฟสีแดงลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเขา มันมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าผลท้อ แต่กลับรักษารูปร่างได้อย่างมั่นคง

เขาค่อย ๆ หมุนข้อมือ เปลี่ยนเปลวไฟให้กลายเป็นวงแหวน ก่อนลดพลังลงจนเหลือเพียงประกายเล็ก ๆ

ไป๋เหวินยืนสังเกตอยู่ข้างลาน

“วันนี้ควบคุมได้ดีขึ้นมาก อย่าพยายามเพิ่มความร้อนเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองทำได้”

หลงเยี่ยพยักหน้า

“ข้าจะหยุดเมื่อเริ่มรู้สึกว่าพลังไหลเร็วเกินไป”

“ดี เจ้าต้องเป็นคนกำหนดว่าควรเริ่มและควรหยุดเมื่อใด ไม่ใช่รอให้พลังลากเจ้าไปจนควบคุมไม่ได้”

หลงเยี่ยมองเปลวไฟในมือ ก่อนกำมือช้า ๆ จนเปลวไฟดับลง

“ข้าเข้าใจแล้ว”

แต่ก่อนที่เขาจะเดินออกจากลานฝึก เกล็ดเพลิงสีแดงที่เก็บไว้ในถุงผ้ากลับอุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน

หลงเยี่ยหยุดเดินทันที

เขาหยิบเกล็ดออกมาวางบนฝ่ามือ ประกายสีขาวบาง ๆ ปรากฏอยู่ตรงกลางเกล็ด แล้วค่อย ๆ เคลื่อนไปตามลวดลายจนกลายเป็นรูปปีกเล็ก ๆ

ไป๋เหวินรีบเดินเข้ามาใกล้

“อย่าเพิ่งส่งพลังเข้าไป”

“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย มันเริ่มส่องแสงขึ้นมาเอง”

หลงเยี่ยประคองเกล็ดไว้โดยไม่ปล่อยเปลวไฟออกจากร่าง เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเกล็ด แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงเรียก ไม่มีภาพน่ากลัว และไม่มีแรงบังคับให้เขาต้องทำสิ่งใด

มีเพียงความรู้สึกคล้ายกับใครบางคนกำลังส่งสัญญาณจากที่ไกลแสนไกล

หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น

“ข้าควรบอกองค์ชาย”

ไป๋เหวินพยักหน้า

“ไปเถอะ และอย่าเดินทางไปที่ใดด้วยตัวเอง”

หลงเยี่ยเก็บเกล็ดกลับเข้าถุงผ้า ก่อนเดินไปยังห้องประชุม

เมื่อเขาไปถึง เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยายังอยู่กับซูเหวิน ทั้งสามจึงได้เห็นประกายสีขาวบนเกล็ดเพลิงด้วยตาตนเอง

ซูเหวินหยิบแผ่นหยกขึ้นมาเทียบ แต่ไม่ได้แตะเกล็ดโดยตรง

“ลวดลายนี้คล้ายกับสัญลักษณ์ปีกที่ปรากฏบนแผ่นหยก เพียงแต่เส้นตรงกลางมีลักษณะแตกต่างกัน”

หลินซีเหยาสังเกตประกายสีขาวอยู่ครู่หนึ่ง

“มันไม่ได้พยายามดึงพลังของหลงเยี่ยออกไป แต่กำลังตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่อื่น”

เฟิงอ้าวเทียนถาม

“เจ้าสัมผัสได้หรือ?”

“ข้ารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของพลัง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าต้นทางอยู่ที่ใด”

หลงเยี่ยมองเกล็ดในมือ

“ข้าเคยคิดว่าหากมันตอบสนอง ข้าจำเป็นต้องทำตามสิ่งที่มันต้องการ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าสามารถรอดูได้”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“ถูกต้อง เราจะไม่ใช้เกล็ดนี้เป็นเครื่องบังคับให้เจ้าทำสิ่งใด”

หลงเยี่ยคลายมือที่กำอยู่เล็กน้อย

“ขอบคุณขอรับ”

ประกายสีขาวบนเกล็ดค่อย ๆ จางลง ก่อนกลับเป็นสีแดงตามเดิม

ไม่มีภาพปรากฏขึ้นอีก และไม่มีเสียงจากใต้ดินส่งมาถึงพวกเขา

แต่การที่หลงเยี่ยสามารถถือเกล็ดไว้โดยไม่หวาดกลัวจนเสียการควบคุมตัวเอง นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าการได้เห็นความทรงจำใหม่เสียอีก

ยามเย็น เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเดินไปยังระเบียงด้านตะวันออกของป้อม

ท้องฟ้าเหนือแนวเขามีสีทองแดงจาง ๆ ลมพัดผ่านยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบา ๆ

หลินซีเหยาหยุดยืนตรงราวระเบียง มองไปยังภูเขาที่ทอดยาวจนสุดสายตา

“ตอนนี้เรามีทั้งอวิ๋นฮุย เส้นทางพลังใต้ลำธาร และเกล็ดเพลิงของหลงเยี่ยที่เริ่มตอบสนอง แต่เรายังไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างไร”

“อย่างน้อยเราก็รู้ว่ามันไม่ได้จำเป็นต้องเป็นภัยทั้งหมด”

“ค่ะ และเราไม่ควรทำลายสิ่งที่ยังไม่เข้าใจเพียงเพราะมันดูอันตราย”

เฟิงอ้าวเทียนยืนข้างนาง

“แต่หากวันหนึ่งมันกลายเป็นภัยต่อผู้คน เราก็ต้องหาทางหยุดมัน”

“แน่นอนค่ะ การไม่รีบตัดสินไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้ใครได้รับอันตราย”

เขาหันมามองนาง ก่อนยื่นมือไปจัดปอยผมที่ปลิวมาปิดแก้มให้เข้าที่

“เจ้ามักมองเห็นสิ่งที่ข้ามองข้าม”

หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ

“เพราะท่านชอบคิดถึงวิธีแก้ปัญหาก่อนถามว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรต่างหากค่ะ”

“ข้าจะพยายามถามให้มากขึ้น”

“และฟังคำตอบให้จบด้วยนะคะ”

“ข้าจะจำไว้”

นางยิ้ม ก่อนวางมือทับบนมือของเขาที่จับราวระเบียงอยู่

“เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในวันนี้ก็ได้ค่ะ ขอเพียงอย่าหยุดเรียนรู้ และอย่าปล่อยให้ความกลัวตัดสินใจแทนเรา”

เฟิงอ้าวเทียนกระชับมือของนางเบา ๆ

“เช่นนั้นเราจะเดินไปทีละก้าว”

ทั้งคู่ยืนมองแนวเขาอยู่ด้วยกัน โดยไม่เร่งให้คำตอบที่ยังมาไม่ถึงปรากฏขึ้นในทันที

แต่ลึกลงไปใต้หุบเขาโบราณ เสาหินสามต้นกำลังส่องแสงพร้อมกัน

เสาต้นแรกมีประกายสีเทา

ต้นที่สองมีเปลวไฟสีแดง

ส่วนต้นสุดท้ายมีแสงสีเงินสว่างอยู่ตรงกลาง

พลังทั้งสามไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เพียงเคลื่อนไหวไปในจังหวะเดียวกัน ราวกับกำลังประสานการทำงานของสิ่งที่เคยแยกจากกันมานาน

ใต้สะพานหิน มังกรสีเทาตัวหนึ่งกางปีกออกอย่างช้า ๆ

ปีกของมันยังมีรอยแผล แต่คราวนี้ไม่มีพลังใดฉุดรั้งมันไว้

มันขยับปีกอีกครั้ง ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่อยู่เหนือม่านพลัง

ทางผ่านยังไม่เปิดออก

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังยังไม่ปรากฏตัว

และไม่มีผู้ใดรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งใด

แต่เป็นครั้งแรกในรอบเวลายาวนานที่ผู้เฝ้าทางผ่านไม่จำเป็นต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อรักษาสมดุลเพียงลำพัง

เพราะมีบางคนเริ่มเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือ โดยไม่แย่งชิงสิทธิ์ในการเลือกจากผู้ที่พวกเขาต้องการปกป้อง

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 50 ปีกทั้งสาม

    อวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 49 ประกายใต้ม่าน

    อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 48 เส้นทางแห่งปีก

    เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 47 ตราปีกสีเทา

    มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 46 เงาปีกเหนือแผ่นดิน

    หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 45 คำสาบานใต้ปีกเพลิง

    เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status