로그인อวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว
ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมันดีพอไม่ใช่หรือคะ?” เขานิ่งไป ก่อนยอมรับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย “ข้าจะระวังให้มากขึ้น” หลินซีเหยาดูประหลาดใจเล็กน้อยที่เขายอมรับโดยไม่โต้เถียง จากนั้นจึงยิ้มให้ “ข้าจะจำคำพูดนี้ไว้ค่ะ” “เช่นนั้นเจ้าก็ต้องทำตามคำพูดของตัวเองด้วย” “ข้าทำอะไรหรือคะ?” “หากรู้สึกว่าพลังของตัวเองผิดปกติ ต้องบอกข้า อย่าฝืนจัดการทุกอย่างเพียงลำพัง” รอยยิ้มของหลินซีเหยาค่อย ๆ จางลงเล็กน้อย นางรู้ว่าเขาไม่ได้พูดเพื่อควบคุม แต่เพราะยังจำเหตุการณ์ที่นางฝืนใช้พลังจนเกือบหมดแรงได้ “ตกลงค่ะ ข้าจะบอกท่าน” เฟิงอ้าวเทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปจับมือของนางไว้ “ข้าก็จะทำเช่นเดียวกัน” คำสัญญาสั้น ๆ นั้นทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ผ่อนคลายลง พวกเขาไม่ได้รับรองว่าจะไม่มีวันทำผิดพลาด แต่ต่างยอมรับว่าจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องเดาความเสี่ยงอยู่เพียงลำพังอีกต่อไป ซูเหวินมาถึงห้องประชุมในช่วงบ่าย พร้อมแผ่นหยกสามแผ่นที่มีลักษณะแตกต่างกัน แผ่นแรกเป็นบันทึกเส้นทางพลังใต้ดิน แผ่นที่สองเป็นภาพสลักของมังกรเกล็ดสีเทา ส่วนแผ่นสุดท้ายเป็นภาพเก่าซึ่งแทบไม่มีรายละเอียดเหลืออยู่ มู่ชางยืนอยู่ข้างโต๊ะ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยานั่งอยู่ตรงข้ามซูเหวิน “ข้าเปรียบเทียบสัญลักษณ์ที่อวิ๋นฮุยแสดงให้เห็นกับบันทึกเก่าแล้ว” ซูเหวินเริ่มกล่าว “แม้ข้อมูลจะไม่ครบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏตรงกันในบันทึกทั้งสามชุด” เขาวางแผ่นหยกลงตรงกลางโต๊ะ บนผิวหยกปรากฏภาพปีกสามคู่ ปีกคู่แรกเป็นสีเทา คู่ที่สองเป็นสีแดง และคู่สุดท้ายเป็นสีเงิน “ปีกทั้งสามไม่ได้หมายถึงมังกรสามตัวเสมอไป บางบันทึกใช้สัญลักษณ์เหล่านี้แทนหน้าที่สามประการที่ต้องทำงานร่วมกัน” หลินซีเหยามองภาพนั้นอย่างสนใจ “หน้าที่อะไรบ้างคะ?” “ผู้รักษาเส้นทาง ผู้ประคองพลัง และผู้คอยปรับสมดุล” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “แล้วแต่ละสีหมายถึงหน้าที่ใด?” “ข้าไม่อาจระบุได้อย่างแน่นอน” ซูเหวินตอบ “บันทึกบางฉบับกล่าวว่าปีกสีเทามีหน้าที่รักษาเส้นทาง ปีกสีแดงประคองพลังที่กำลังเสื่อมสลาย ส่วนปีกสีเงินช่วยปรับสมดุลระหว่างพลังที่แตกต่างกัน แต่ในบันทึกอีกชุดหนึ่งกลับระบุหน้าที่ของปีกสีแดงกับสีเงินสลับกัน” มู่ชางเลิกคิ้ว “เช่นนั้นข้อมูลเหล่านี้ก็อาจคลาดเคลื่อน” “ใช่ หรือบางทีหน้าที่เหล่านั้นอาจเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ก็ได้” ซูเหวินกล่าว “สิ่งที่เรายืนยันได้มีเพียงว่าปีกทั้งสามปรากฏร่วมกันในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทางผ่านโบราณ” หลินซีเหยานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราไม่ควรรีบกำหนดว่าใครต้องทำหน้าที่ใด เพียงเพราะพลังของพวกเขามีสีตรงกับภาพสลัก” ซูเหวินยิ้มบาง ๆ “ข้าคิดเช่นเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนเอนหลังเล็กน้อย “แล้วมีบันทึกเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใต้สะพานหินหรือไม่?” “มีเพียงข้อความสั้น ๆ ประโยคหนึ่ง” ซูเหวินพลิกแผ่นหยกอีกด้าน ตัวอักษรโบราณปรากฏขึ้นทีละตัว แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ยังพออ่านความหมายได้ ‘ปีกมิได้มีไว้เพื่อครอบครองท้องฟ้า แต่เพื่อให้ผู้ที่อยู่เบื้องล่างยังมีทางเดิน’ ห้องประชุมเงียบลงชั่วครู่ มู่ชางอ่านข้อความนั้นซ้ำ ก่อนกล่าวว่า “ดูเหมือนพวกมันไม่ได้ปกป้องสถานที่แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังรักษาเส้นทางที่คนอื่นต้องใช้ด้วย” “เป็นไปได้” ซูเหวินตอบ “แต่เรายังไม่รู้ว่าเส้นทางนั้นเชื่อมต่อกับอะไร และเหตุใดจึงต้องมีผู้รักษาอยู่ตลอดเวลา” เฟิงอ้าวเทียนมองภาพปีกสามสี “หากเส้นทางเริ่มเสื่อมสภาพ เราต้องหาทางช่วยโดยไม่ทำลายสิ่งที่มันกำลังปกป้อง” หลินซีเหยาพยักหน้า “และเราต้องรู้ด้วยว่าการช่วยเหลือของเราจะไม่กลายเป็นการบังคับให้ใครต้องรับหน้าที่ที่ตนเองไม่ได้เลือก” คำพูดของนางทำให้เฟิงอ้าวเทียนหันมามอง เขานึกถึงอวิ๋นฮุยที่พยายามลุกขึ้นทั้งที่ปีกยังบาดเจ็บ และหลงเยี่ยที่เคยถูกเสียงปริศนากดดันให้ใช้พลังของตนเองเปิดทาง บางทีสิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่พลังที่แข็งแกร่ง แต่เป็นความเชื่อว่าผู้มีพลังนั้นจำเป็นต้องทำตามสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง “ข้าจะไม่บังคับให้ใครเป็นผู้พิทักษ์เพียงเพราะสายเลือดของเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “เราจะหาทางเลือกอื่นด้วย” ซูเหวินเก็บแผ่นหยกกลับเข้ากล่อง “เช่นนั้น ขั้นต่อไปควรเป็นการสำรวจเส้นทางที่ลำธารเปิดให้เห็น ไม่ใช่เดินทางตรงไปยังหุบเขาโดยไม่มีข้อมูล” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ให้หน่วยลาดตระเวนตรวจพื้นที่โดยรอบก่อน หากพบเส้นทางพลังอีกจุด ให้ทำเครื่องหมายและรายงาน ห้ามใช้พลังเปิดทางเอง” มู่ชางรับคำสั่ง แล้วออกไปเตรียมกำลังสำหรับการสำรวจครั้งต่อไป ในช่วงเวลาเดียวกัน หลงเยี่ยกำลังฝึกควบคุมเปลวเพลิงอยู่ที่ลานฝึกด้านหลังป้อม เปลวไฟสีแดงลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเขา มันมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าผลท้อ แต่กลับรักษารูปร่างได้อย่างมั่นคง เขาค่อย ๆ หมุนข้อมือ เปลี่ยนเปลวไฟให้กลายเป็นวงแหวน ก่อนลดพลังลงจนเหลือเพียงประกายเล็ก ๆ ไป๋เหวินยืนสังเกตอยู่ข้างลาน “วันนี้ควบคุมได้ดีขึ้นมาก อย่าพยายามเพิ่มความร้อนเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองทำได้” หลงเยี่ยพยักหน้า “ข้าจะหยุดเมื่อเริ่มรู้สึกว่าพลังไหลเร็วเกินไป” “ดี เจ้าต้องเป็นคนกำหนดว่าควรเริ่มและควรหยุดเมื่อใด ไม่ใช่รอให้พลังลากเจ้าไปจนควบคุมไม่ได้” หลงเยี่ยมองเปลวไฟในมือ ก่อนกำมือช้า ๆ จนเปลวไฟดับลง “ข้าเข้าใจแล้ว” แต่ก่อนที่เขาจะเดินออกจากลานฝึก เกล็ดเพลิงสีแดงที่เก็บไว้ในถุงผ้ากลับอุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน หลงเยี่ยหยุดเดินทันที เขาหยิบเกล็ดออกมาวางบนฝ่ามือ ประกายสีขาวบาง ๆ ปรากฏอยู่ตรงกลางเกล็ด แล้วค่อย ๆ เคลื่อนไปตามลวดลายจนกลายเป็นรูปปีกเล็ก ๆ ไป๋เหวินรีบเดินเข้ามาใกล้ “อย่าเพิ่งส่งพลังเข้าไป” “ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย มันเริ่มส่องแสงขึ้นมาเอง” หลงเยี่ยประคองเกล็ดไว้โดยไม่ปล่อยเปลวไฟออกจากร่าง เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเกล็ด แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงเรียก ไม่มีภาพน่ากลัว และไม่มีแรงบังคับให้เขาต้องทำสิ่งใด มีเพียงความรู้สึกคล้ายกับใครบางคนกำลังส่งสัญญาณจากที่ไกลแสนไกล หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “ข้าควรบอกองค์ชาย” ไป๋เหวินพยักหน้า “ไปเถอะ และอย่าเดินทางไปที่ใดด้วยตัวเอง” หลงเยี่ยเก็บเกล็ดกลับเข้าถุงผ้า ก่อนเดินไปยังห้องประชุม เมื่อเขาไปถึง เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยายังอยู่กับซูเหวิน ทั้งสามจึงได้เห็นประกายสีขาวบนเกล็ดเพลิงด้วยตาตนเอง ซูเหวินหยิบแผ่นหยกขึ้นมาเทียบ แต่ไม่ได้แตะเกล็ดโดยตรง “ลวดลายนี้คล้ายกับสัญลักษณ์ปีกที่ปรากฏบนแผ่นหยก เพียงแต่เส้นตรงกลางมีลักษณะแตกต่างกัน” หลินซีเหยาสังเกตประกายสีขาวอยู่ครู่หนึ่ง “มันไม่ได้พยายามดึงพลังของหลงเยี่ยออกไป แต่กำลังตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่อื่น” เฟิงอ้าวเทียนถาม “เจ้าสัมผัสได้หรือ?” “ข้ารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของพลัง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าต้นทางอยู่ที่ใด” หลงเยี่ยมองเกล็ดในมือ “ข้าเคยคิดว่าหากมันตอบสนอง ข้าจำเป็นต้องทำตามสิ่งที่มันต้องการ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าสามารถรอดูได้” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ถูกต้อง เราจะไม่ใช้เกล็ดนี้เป็นเครื่องบังคับให้เจ้าทำสิ่งใด” หลงเยี่ยคลายมือที่กำอยู่เล็กน้อย “ขอบคุณขอรับ” ประกายสีขาวบนเกล็ดค่อย ๆ จางลง ก่อนกลับเป็นสีแดงตามเดิม ไม่มีภาพปรากฏขึ้นอีก และไม่มีเสียงจากใต้ดินส่งมาถึงพวกเขา แต่การที่หลงเยี่ยสามารถถือเกล็ดไว้โดยไม่หวาดกลัวจนเสียการควบคุมตัวเอง นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าการได้เห็นความทรงจำใหม่เสียอีก ยามเย็น เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเดินไปยังระเบียงด้านตะวันออกของป้อม ท้องฟ้าเหนือแนวเขามีสีทองแดงจาง ๆ ลมพัดผ่านยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบา ๆ หลินซีเหยาหยุดยืนตรงราวระเบียง มองไปยังภูเขาที่ทอดยาวจนสุดสายตา “ตอนนี้เรามีทั้งอวิ๋นฮุย เส้นทางพลังใต้ลำธาร และเกล็ดเพลิงของหลงเยี่ยที่เริ่มตอบสนอง แต่เรายังไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างไร” “อย่างน้อยเราก็รู้ว่ามันไม่ได้จำเป็นต้องเป็นภัยทั้งหมด” “ค่ะ และเราไม่ควรทำลายสิ่งที่ยังไม่เข้าใจเพียงเพราะมันดูอันตราย” เฟิงอ้าวเทียนยืนข้างนาง “แต่หากวันหนึ่งมันกลายเป็นภัยต่อผู้คน เราก็ต้องหาทางหยุดมัน” “แน่นอนค่ะ การไม่รีบตัดสินไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้ใครได้รับอันตราย” เขาหันมามองนาง ก่อนยื่นมือไปจัดปอยผมที่ปลิวมาปิดแก้มให้เข้าที่ “เจ้ามักมองเห็นสิ่งที่ข้ามองข้าม” หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “เพราะท่านชอบคิดถึงวิธีแก้ปัญหาก่อนถามว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรต่างหากค่ะ” “ข้าจะพยายามถามให้มากขึ้น” “และฟังคำตอบให้จบด้วยนะคะ” “ข้าจะจำไว้” นางยิ้ม ก่อนวางมือทับบนมือของเขาที่จับราวระเบียงอยู่ “เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในวันนี้ก็ได้ค่ะ ขอเพียงอย่าหยุดเรียนรู้ และอย่าปล่อยให้ความกลัวตัดสินใจแทนเรา” เฟิงอ้าวเทียนกระชับมือของนางเบา ๆ “เช่นนั้นเราจะเดินไปทีละก้าว” ทั้งคู่ยืนมองแนวเขาอยู่ด้วยกัน โดยไม่เร่งให้คำตอบที่ยังมาไม่ถึงปรากฏขึ้นในทันที แต่ลึกลงไปใต้หุบเขาโบราณ เสาหินสามต้นกำลังส่องแสงพร้อมกัน เสาต้นแรกมีประกายสีเทา ต้นที่สองมีเปลวไฟสีแดง ส่วนต้นสุดท้ายมีแสงสีเงินสว่างอยู่ตรงกลาง พลังทั้งสามไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เพียงเคลื่อนไหวไปในจังหวะเดียวกัน ราวกับกำลังประสานการทำงานของสิ่งที่เคยแยกจากกันมานาน ใต้สะพานหิน มังกรสีเทาตัวหนึ่งกางปีกออกอย่างช้า ๆ ปีกของมันยังมีรอยแผล แต่คราวนี้ไม่มีพลังใดฉุดรั้งมันไว้ มันขยับปีกอีกครั้ง ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่อยู่เหนือม่านพลัง ทางผ่านยังไม่เปิดออก สิ่งที่อยู่เบื้องหลังยังไม่ปรากฏตัว และไม่มีผู้ใดรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งใด แต่เป็นครั้งแรกในรอบเวลายาวนานที่ผู้เฝ้าทางผ่านไม่จำเป็นต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อรักษาสมดุลเพียงลำพัง เพราะมีบางคนเริ่มเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือ โดยไม่แย่งชิงสิทธิ์ในการเลือกจากผู้ที่พวกเขาต้องการปกป้องอวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั
อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร
เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้
มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ
หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ
เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย







