Mag-log inเกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ
หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภายในบุด้วยผ้าพิเศษสำหรับเก็บวัตถุพลังมังกร แต่ก่อนที่เขาจะวางเกล็ดลงไป เปลวไฟสีแดงบนโต๊ะกลับสว่างขึ้น ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกัน เกล็ดมังกรยกตัวขึ้นจากพื้นโต๊ะเล็กน้อย ประกายสีแดงไหลวนรอบมัน ก่อนจะพุ่งไปทางหลงเยี่ยอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” มู่ชางขยับตัว แต่เฟิงอ้าวเทียนยกมือห้ามไว้ เกล็ดสีแดงหยุดอยู่ตรงหน้าหลงเยี่ย มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่หรือทำร้ายเขา เพียงลอยอยู่ระดับอก ราวกับกำลังรอการตอบสนองจากเจ้าของสายเลือด หลงเยี่ยมองมันอย่างระมัดระวัง ครั้งหนึ่งเขาอาจรีบยื่นมือไปคว้าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า เพราะอยากรู้ว่ามันจะมอบพลังให้ตนเองได้มากเพียงใด แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ในช่องเขาเพลิงดำ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าความอยากรู้อยากเห็นอาจทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายได้ “ข้าต้องทำอะไรหรือไม่ขอรับ?” เขาถามเฟิงอ้าวเทียน “เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพียงเพราะมันปรากฏขึ้น” เฟิงอ้าวเทียนตอบ “หากไม่แน่ใจ ก็ปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้ก่อน” หลงเยี่ยพยักหน้า เขาไม่ได้เรียกเปลวไฟออกมา และไม่ได้เอื้อมมือไปแตะเกล็ดมังกร ผ่านไปครู่หนึ่ง เกล็ดสีแดงจึงค่อย ๆ ลดระดับลง ก่อนตกลงบนฝ่ามือของเขาอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หลงเยี่ยหลับตาลงโดยไม่ได้ตั้งใจ ภาพบางอย่างปรากฏขึ้นในความคิด เป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆสีแดง ภูเขาสูงตระหง่าน และมังกรเพลิงจำนวนมากที่บินอยู่เหนือยอดเขา เขาเห็นมังกรตัวหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้มกว่าตัวอื่น มันยืนอยู่บนแท่นหินกลางหุบเขา ขณะที่มังกรสีเงินยืนอยู่เบื้องหน้า ทั้งสองไม่ได้ต่อสู้กัน มังกรสีแดงก้มศีรษะลง ส่วนมังกรสีเงินวางกรงเล็บแตะพื้นหิน จากนั้นเปลวไฟดวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นระหว่างพวกมัน ภาพเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภูเขาสั่นสะเทือน เปลวไฟสีดำพุ่งออกมาจากรอยแยก และมังกรเพลิงตัวนั้นกางปีกขวางทางไว้ ขณะที่มังกรสีเงินหันกลับไปปกป้องสิ่งที่อยู่ด้านหลัง ก่อนภาพจะเลือนหาย หลงเยี่ยได้ยินเสียงหนึ่งกล่าวว่า “สิ่งที่เราปกป้อง มิใช่สิ่งที่เรามีสิทธิ์ครอบครอง” เขาลืมตาขึ้นทันที เกล็ดมังกรยังคงอยู่บนฝ่ามือของเขา แต่แสงสีแดงจางลงแล้ว หลินซีเหยาสังเกตเห็นสีหน้าของเขา “เจ้าเห็นอะไรหรือ?” หลงเยี่ยเล่าภาพที่ปรากฏขึ้นให้ทุกคนฟัง โดยเฉพาะคำพูดสุดท้ายที่ได้ยิน เมื่อเขาเล่าจบ เฟิงอ้าวเทียนก็เงียบไปครู่หนึ่ง “สิ่งที่เราปกป้อง มิใช่สิ่งที่เรามีสิทธิ์ครอบครอง…” เขาทวนคำช้า ๆ ถ้อยคำนี้คล้ายกับคำสอนที่เขาเคยได้รับจากวิญญาณมังกรโบราณในหุบเขา หัวใจแห่งหุบเขาไม่ได้มีไว้เพื่อให้ผู้ใดครอบครอง แต่มีไว้เพื่อรักษาสมดุลของภูเขา บางทีสายเลือดเพลิงอาจมีหน้าที่คล้ายกัน แต่เขายังไม่อาจสรุปได้ว่าภาพที่หลงเยี่ยเห็นเป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงสิ่งที่เกล็ดมังกรต้องการสื่อ “ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ทำได้ดีแล้ว” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “เจ้าไม่ได้ฝืนเรียกภาพนั้นกลับมา และไม่ได้ปล่อยให้ความอยากรู้ควบคุมการตัดสินใจของตัวเอง” หลงเยี่ยก้มมองเกล็ดในมือ “ข้าเพียงไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกขอรับ” น้ำเสียงของเขาเบาลง “ข้าไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองทำร้ายใครเพราะเสียงของสิ่งที่ข้าไม่รู้จัก ข้าไม่อยากเป็นคนที่ต้องคอยกลัวมือของตัวเองตลอดเวลา” ห้องประชุมเงียบลง หลินซีเหยามองเขาด้วยความเข้าใจ นางรู้ดีว่าการมีพลังที่ไม่อาจควบคุมเป็นอย่างไร แม้พลังของนางจะไม่ได้ทำให้นางสูญเสียการควบคุมอย่างที่หลงเยี่ยเคยเผชิญ แต่ความไม่แน่ใจว่าพลังของตนเองจะนำไปสู่อะไร ก็เคยทำให้นางลังเลต่อการตัดสินใจหลายครั้ง “เจ้าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองแข็งแกร่งด้วยการไม่กลัว” นางกล่าว “การยอมรับว่าตัวเองกลัว แล้วเลือกว่าจะทำอย่างไรต่อไป ก็เป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่ง” หลงเยี่ยเงยหน้ามองนาง ก่อนยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ “คืนนี้เจ้าพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เราจะให้มู่ชางช่วยฝึกควบคุมเปลวเพลิงตามปกติ โดยไม่ใช้เกล็ดมังกรเป็นตัวกระตุ้น” มู่ชางพยักหน้า “ข้าจะจัดการเอง” หลงเยี่ยเก็บเกล็ดมังกรลงในกล่องหินด้วยตนเอง คราวนี้มันไม่ต่อต้าน และไม่ได้แสดงพลังผิดปกติอีก ก่อนออกจากห้อง เขาหยุดแล้วหันกลับมา “องค์ชาย หากวันหนึ่งข้าต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่หลังประตูจริง ๆ ข้าจะไม่หนีเพียงเพราะกลัว แต่ข้าก็จะไม่ยอมทำตามคำสั่งของมันเช่นกัน” เฟิงอ้าวเทียนสบตาเขา “เมื่อถึงวันนั้น จงจำไว้ว่าการเผชิญหน้าไม่ได้หมายถึงการต่อสู้เสมอไป บางครั้งการไม่ยอมให้ผู้อื่นกำหนดการตัดสินใจของเรา ก็เป็นชัยชนะแล้ว” หลงเยี่ยก้มศีรษะ ก่อนเดินออกจากห้องประชุมไปพร้อมไป๋เหวิน เมื่อเหลือเพียงเฟิงอ้าวเทียน หลินซีเหยา และมู่ชาง บรรยากาศภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มู่ชางมองกล่องหินที่ถูกนำออกไปแล้ว ก่อนกล่าวว่า “หากภาพที่หลงเยี่ยเห็นเป็นความทรงจำจริง แสดงว่าสายเลือดเพลิงกับสายเลือดเงินอาจเคยร่วมมือกันมาก่อน” “อาจเป็นเช่นนั้น” หลินซีเหยาตอบ “แต่เราไม่รู้ว่าพวกเขาร่วมมือกันเพื่อทำอะไร และไม่รู้ด้วยว่ามังกรสีดำทองในภาพที่ผ่านมามีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร” เฟิงอ้าวเทียนก้มมองฝ่ามือของตัวเอง พลังสีดำทองและพลังสีเงินยังคงอยู่ภายในร่างของเขา ทั้งสองไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันโดยไม่บังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหายไป “บางทีเราอาจกำลังพยายามหาคำตอบจากเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมากเกินไป” เขากล่าว “สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงว่าบรรพชนเคยทำอะไร แต่ยังรวมถึงสิ่งที่พวกเราจะเลือกทำต่อจากนี้ด้วย” มู่ชางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “กระหม่อมจะเพิ่มการเฝ้าระวังบริเวณช่องเขาเพลิงดำ แต่จะไม่ส่งคนเข้าไปโดยไม่มีเหตุจำเป็น” “ดี อย่าให้ทหารเข้าใกล้ประตูหิน และหากพบความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ให้ถอนกำลังออกมาก่อน” “รับพระบัญชา” มู่ชางออกจากห้องไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมาย หลินซีเหยายังคงนั่งอยู่ที่เดิม นางมองไปทางหน้าต่างซึ่งเผยให้เห็นแนวภูเขาทางตะวันออก “เฟิงอ้าวเทียน ท่านคิดว่ามังกรในภาพกำลังปกป้องสิ่งใดกันแน่คะ?” เขานั่งลงข้างนาง “ข้าไม่รู้” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้นางหันมามอง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ครั้งนี้ท่านตอบโดยไม่พยายามเดาเลยนะคะ” “เจ้าคาดหวังให้ข้าคิดคำตอบขึ้นมาเองหรือ?” “เปล่าค่ะ ข้าเพียงคิดว่าท่านเปลี่ยนไปมาก” เฟิงอ้าวเทียนเลิกคิ้ว “เปลี่ยนไปอย่างไร?” “เมื่อก่อนท่านคงพยายามหาคำตอบให้ได้ทันที แต่ตอนนี้ท่านยอมรับว่าไม่รู้” เขานิ่งคิดเล็กน้อย “เพราะข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่า การไม่รู้คำตอบไม่ได้หมายความว่าเราต้องรีบเลือกคำตอบที่คิดว่าถูกที่สุด” หลินซีเหยามองเขาด้วยแววตาอ่อนโยน “ข้าดีใจที่ท่านคิดเช่นนั้นค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหันมาสบตานาง “แล้วเจ้าล่ะ หากวันหนึ่งพบว่าความทรงจำของบรรพชนไม่เหมือนสิ่งที่เจ้าเชื่อ เจ้าจะทำอย่างไร?” นางไม่ได้ตอบทันที “ข้าคงต้องเสียใจ หากพบว่าสิ่งที่เชื่อมาตลอดไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่ข้าจะไม่ยอมให้ความเสียใจทำให้ข้าตัดสินผู้อื่นโดยไม่ฟังเหตุผล” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “และข้าหวังว่าท่านจะทำเช่นเดียวกันกับข้า หากวันหนึ่งความจริงเกี่ยวกับสายเลือดของท่านแตกต่างจากที่ท่านเคยรู้” เฟิงอ้าวเทียนมองนางอย่างจริงจัง “ข้าจะฟังเจ้า” “แม้สิ่งที่ข้าพูดจะทำให้ท่านไม่พอใจหรือคะ?” “ข้าอาจไม่พอใจได้ แต่ข้าจะไม่ปฏิเสธที่จะฟัง” คำตอบนั้นทำให้หลินซีเหยายิ้ม นางค่อย ๆ ยื่นมือไปจับมือของเขา “เช่นนั้นเราก็สัญญากันนะคะ” เฟิงอ้าวเทียนก้มมองมือที่ประสานกัน ก่อนกระชับมือของนางอย่างแผ่วเบา “ข้าสัญญา” เขาไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะปกป้องนางจากความจริงทุกอย่าง เพราะบางครั้งความจริงก็เป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องเผชิญด้วยตนเอง แต่เขาสัญญาว่าจะไม่ตัดสินนางเพียงเพราะสิ่งที่บรรพชนเคยทำ และจะไม่บังคับให้นางเชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อโดยปราศจากเหตุผล สำหรับหลินซีเหยา คำสัญญาเช่นนี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่าจะไม่มีวันปล่อยมือ เพราะมันหมายถึงการยอมให้อีกฝ่ายเป็นตัวของตัวเอง แม้ในวันที่พวกเขาอาจมองโลกแตกต่างกันก็ตาม ในเวลาเดียวกัน ลึกลงไปใต้ช่องเขาเพลิงดำ ประตูหินโบราณยังคงตั้งอยู่ท่ามกลางความมืด เกล็ดมังกรสีแดงที่เคยติดอยู่บนโซ่ตรวนได้หายไปแล้ว แต่ร่องรอยความอบอุ่นยังคงหลงเหลืออยู่บนพื้นหิน เปลวไฟสีดำหลังประตูขยับตัวช้า ๆ มันไม่ได้พุ่งชนโซ่ตรวนเหมือนก่อนหน้า และไม่ได้พยายามส่งเสียงเรียกหลงเยี่ยอีก เพียงมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นชั่วครู่ในใจกลางเปลวไฟ เงาร่างนั้นยกมือขึ้นแตะประตูจากด้านใน “ผู้สืบสายเลือดเพลิงเริ่มเลือกทางของตนเองแล้ว…” เสียงแผ่วเบาดังขึ้น “แต่เขายังไม่รู้ว่า สิ่งที่เขากำลังปกป้องคืออะไร” พื้นหินใต้ประตูสั่นไหวเพียงครั้งเดียว จากนั้นเสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากความมืดที่ลึกกว่าเดิม “อย่าเพิ่งเร่งให้พวกเขามาถึง” เงาร่างหลังประตูหยุดนิ่ง “หากพวกเขาเลือกที่จะไม่มาเล่า?” เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างเยือกเย็น “เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาเลือก” เปลวไฟสีดำสงบลงอีกครั้ง แต่ใต้พื้นหินที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น วงแหวนสามชั้นกลับหมุนช้า ๆ ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับครั้งก่อน ไม่มีโซ่ตรวนเส้นใดขาด ไม่มีประตูบานใดเปิดออก ทว่าคำสาบานที่เกิดขึ้นในป้อมปราการเมื่อครู่ ดูเหมือนจะส่งผลมาถึงสถานที่แห่งนี้อย่างเงียบงัน เพราะสิ่งที่กำลังรออยู่หลังประตู อาจไม่ได้ต้องการเพียงพลังของมังกรทั้งสองสายเลือด บางทีสิ่งที่มันรอคอยมาตลอด อาจเป็นการตัดสินใจของพวกเขาเอง และเมื่อวันนั้นมาถึง ไม่มีผู้ใดสามารถเลือกแทนพวกเขาได้อีกต่อไปอวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั
อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร
เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้
มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ
หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ
เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย







