Masukอวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน
มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกรงเล็บลงบนพื้น คราวนี้มันไม่ได้วาดรูปภูเขาสามลูกเหมือนก่อน แต่ลากเส้นยาวออกไปทางตะวันออก แล้วใช้กรงเล็บกดลงตรงปลายเส้นสามครั้ง เฟิงอ้าวเทียนก้มลงมอง “เจ้ากำลังบอกว่าต้องเดินทางไปตามเส้นทางนี้หรือ?” อวิ๋นฮุยหยุดนิ่ง ก่อนเลื่อนกรงเล็บกลับมาที่ตำแหน่งเดิม แล้วลากเส้นใหม่อีกเส้นหนึ่งขนานกับเส้นแรก หลินซีเหยาพิจารณาภาพบนพื้น “มีสองเส้นทางค่ะ เส้นหนึ่งตรงไปยังหุบเขา อีกเส้นอ้อมไปทางเหนือ” มู่ชางที่เพิ่งเข้ามาสมทบก้มลงดูด้วย “หากเป็นเส้นทางจริง เส้นทางอ้อมทางเหนืออาจปลอดภัยกว่า แต่เรายังไม่รู้ว่ามีสิ่งใดขวางอยู่บ้าง” ซูเหวินวางแผ่นหยกลงข้างภาพที่อวิ๋นฮุยวาด เขาไม่ได้พยายามจับคู่สัญลักษณ์กับบันทึกเก่าทันที เพียงใช้ถ่านขีดเส้นแสดงทิศทางลงบนกระดาษอีกแผ่น “เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงหุบเขาในทันที” เขากล่าว “หากเริ่มจากตรวจสอบพื้นที่ใกล้ป้อม เราอาจหาจุดที่เส้นทางทั้งสองแยกออกจากกันได้” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ส่งหน่วยลาดตระเวนขนาดเล็กไปสำรวจแนวเขาทางเหนือก่อน ให้พวกเขาบันทึกสภาพพื้นที่และกลับมารายงาน ห้ามเข้าไปในบริเวณที่พบพลังผิดปกติ” มู่ชางรับคำสั่งแล้วออกไปเตรียมกำลัง หลินซีเหยาหันกลับมาหาอวิ๋นฮุย “เจ้าต้องการให้เราไปที่นั่นจริง ๆ ใช่ไหม?” มังกรเกล็ดสีเทามองนาง ก่อนก้มศีรษะลงช้า ๆ “ถ้าอย่างนั้น เราจะลองหาทางไปให้ แต่เจ้าต้องพักรักษาตัวก่อน” มันขยับหางเบา ๆ คล้ายไม่เห็นด้วย เฟิงอ้าวเทียนจึงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หากเจ้าอยากกลับไปด้วยตัวเอง เจ้าต้องทำให้ปีกแข็งแรงพอเสียก่อน เราจะไม่พาเจ้ากลับไปในสภาพที่เจ้าอาจบาดเจ็บหนักกว่าเดิม” อวิ๋นฮุยจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมวางหัวลง หลินซีเหยาหันไปยิ้มให้เฟิงอ้าวเทียน “ท่านพูดกับมันรู้เรื่องกว่าข้าอีกนะคะ” “ข้าเพียงใช้เหตุผล” “ข้าก็ใช้เหตุผลค่ะ” “แต่เจ้ามักใช้เหตุผลพร้อมกับต่อรองอีกหลายข้อ” นางเลิกคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าข้าจะให้ท่านเป็นคนคุยกับมันทุกครั้งเลยดีไหมคะ?” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ข้าคิดว่าเราควรแบ่งหน้าที่กันให้เหมาะสม” หลินซีเหยาหัวเราะออกมา ส่วนอวิ๋นฮุยก็ยกหัวขึ้นมองทั้งสองคนสลับกัน ราวกับกำลังสงสัยว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องใด บรรยากาศในเรือนรักษาผ่อนคลายลงชั่วครู่ ก่อนที่เสียงสัญญาณจากหอคอยด้านตะวันออกจะดังขึ้นสามครั้ง ทหารเวรรีบเข้ามารายงาน “องค์ชาย มีความผิดปกติบริเวณลำธารทางเหนือของแนวเขาตะวันออกพะยะค่ะ หน่วยลาดตระเวนพบว่ากระแสน้ำหยุดไหลเป็นช่วง ๆ ทั้งที่ไม่มีสิ่งใดกีดขวาง และมีเกล็ดสีเทาปรากฏอยู่บนก้อนหินหลายแห่ง” เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองหลินซีเหยา นางพยักหน้าเล็กน้อย “เราไปดูด้วยกันค่ะ แต่ถ้าพลังผิดปกติรุนแรง เราต้องถอยกลับ” “ตกลง” ทั้งสองออกเดินทางพร้อมมู่ชางและทหารคุ้มกันจำนวนไม่มาก โดยปล่อยให้อวิ๋นฮุยพักอยู่ในความดูแลของไป๋เหวิน ก่อนออกจากเรือน หลินซีเหยาหันกลับไปมองมังกรเกล็ดสีเทาอีกครั้ง “พวกเราจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ เจ้าอย่าพยายามหนีออกไปเองนะ” อวิ๋นฮุยกระพือปีกขวาเบา ๆ แล้ววางหัวลงตามเดิม เฟิงอ้าวเทียนเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นขณะเดินผ่านประตู “ข้าจะให้ทหารเพิ่มเวรยามอีกสองคน” “ไม่ต้องมากขนาดนั้นก็ได้ค่ะ มันไม่ได้เป็นนักโทษเสียหน่อย” “ข้าไม่ได้คิดว่ามันเป็นนักโทษ แต่ถ้ามันพยายามบินออกไปตอนปีกยังไม่หายดี ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?” หลินซีเหยามองเขาอย่างรู้ทัน “ท่านกำลังหาข้ออ้างเพิ่มทหารเฝ้าคนเจ็บใช่ไหมคะ?” “ข้ากำลังป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยทำร้ายตัวเอง” “ฟังดูสมเหตุสมผลมากค่ะ” นางพูดพลางยิ้ม ก่อนเดินนำเขาออกไป ลำธารทางเหนือของแนวเขาตะวันออกอยู่ห่างจากป้อมประมาณครึ่งชั่วยาม เมื่อมาถึง ทุกคนพบว่ากระแสน้ำยังคงไหลผ่านซอกหินตามปกติ แต่เมื่อไหลมาถึงช่วงหนึ่ง น้ำกลับหยุดนิ่งราวกับถูกกั้นด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น ก่อนจะไหลต่อไปอีกครั้งเมื่อผ่านพ้นบริเวณนั้น บนก้อนหินริมลำธารมีเกล็ดสีเทาขนาดเล็กติดอยู่สามชิ้น มู่ชางสั่งให้ทหารหยุดอยู่ด้านนอก ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเดินเข้าไปตรวจดู “พลังที่นี่ไม่ได้ทำให้กระแสน้ำหยุดทั้งหมด” หลินซีเหยากล่าว “มันเพียงเปลี่ยนเส้นทางของพลังที่ไหลผ่านบริเวณนี้” เฟิงอ้าวเทียนย่อตัวลงใกล้ผิวน้ำ เขาไม่ได้แตะมัน แต่ใช้พลังสีดำทองสัมผัสกระแสพลังรอบก้อนหิน เพียงครู่เดียว เขาก็รู้สึกถึงแรงต้านเบา ๆ “มีสิ่งกีดขวางอยู่ใต้ดิน” หลินซีเหยาหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลังสีเงิน สิ่งที่นางรู้สึกไม่ใช่ความมืดหรือแรงอาฆาต แต่เป็นความอ่อนล้าของพลังเก่าแก่ที่พยายามรักษาสมดุลของพื้นที่แห่งนี้เอาไว้ “มันไม่ได้โจมตีเรา แต่กำลังฝืนประคองบางสิ่งอยู่ค่ะ” “เราจะช่วยมันได้อย่างไร?” “ต้องรู้ก่อนว่ากระแสพลังถูกขัดขวางตรงไหน หากเราส่งพลังเข้าไปโดยไม่ระวัง อาจทำให้สิ่งที่อยู่ใต้ดินเสียสมดุลมากกว่าเดิม” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า เขาหันไปสั่งทหารให้ถอยออกไปอีกระยะ ก่อนเดินไปยังก้อนหินที่มีเกล็ดสีเทาติดอยู่ เกล็ดชิ้นหนึ่งสั่นเบา ๆ เมื่อเขาเข้าใกล้ ในเวลาเดียวกัน พลังสีเงินบริเวณข้อมือของเขาก็ปรากฏขึ้น หลินซีเหยาหันมองทันที “อ้าวเทียน ระวังด้วยค่ะ” “ข้ารู้” เขาไม่ได้พยายามดึงพลังจากเกล็ด เพียงปล่อยให้พลังสีเงินตอบสนองตามธรรมชาติ ทันใดนั้น เส้นแสงบาง ๆ ก็ปรากฏใต้ผิวน้ำ มันเคลื่อนไปตามลำธาร ก่อนแยกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งไหลลงใต้ดิน ส่วนอีกทางพุ่งขึ้นไปตามแนวเขา หลินซีเหยอเบิกตาขึ้น “เส้นทางสองสาย…” “เหมือนกับที่อวิ๋นฮุยวาดไว้” เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองทิศทางของเส้นแสงที่พุ่งขึ้นเขา “เส้นทางที่เราเห็นในภาพอาจไม่ได้เป็นเพียงทางเดิน แต่เป็นเส้นทางพลังที่เชื่อมสถานที่หลายแห่งเข้าด้วยกัน” หลินซีเหยาพยักหน้า “ถ้าเป็นเช่นนั้น อวิ๋นฮุยอาจไม่ได้เดินทางมาที่ป้อมเพียงเพราะได้รับบาดเจ็บ แต่มันอาจกำลังพยายามนำบางสิ่งมาบอกเรา” ยังไม่ทันที่เฟิงอ้าวเทียนจะตอบ เสียงสั่นสะเทือนก็ดังขึ้นจากใต้ลำธาร น้ำที่เคยหยุดนิ่งเริ่มหมุนวนเป็นวงเล็ก ๆ ก้อนหินริมฝั่งขยับเล็กน้อย ก่อนมีเส้นแสงสีแดงปรากฏขึ้นใต้พื้นดิน มู่ชางชักดาบออกจากฝักทันที “ทุกคนถอยออกมา!” ทหารรีบถอยไปยังพื้นที่ปลอดภัย แต่เฟิงอ้าวเทียนกลับยกมือห้ามไม่ให้ผู้ใดโจมตี “อย่าเพิ่งลงมือ!” เขารู้สึกถึงพลังที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน มันไม่ได้พุ่งเข้าหาพวกเขา แต่กำลังพยายามผ่านจุดที่ถูกขัดขวาง หลินซีเหยาคุกเข่าลงข้างลำธาร “อ้าวเทียน ข้าคิดว่าเราควรช่วยเปิดทางให้กระแสพลังไหลกลับไปตามเดิม แต่ต้องทำทีละน้อย” “เจ้ามั่นใจหรือ?” “ไม่ทั้งหมดค่ะ แต่ถ้าเรายืนดูเฉย ๆ พลังบริเวณนี้อาจอ่อนลงเรื่อย ๆ” เฟิงอ้าวเทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “บอกข้าว่าต้องทำอย่างไร” หลินซีเหยาวางมือเหนือผิวน้ำ พลังสีเงินค่อย ๆ แผ่ออกเป็นวงเล็ก ๆ เพื่อประคองกระแสพลังที่กำลังสั่นไหว เฟิงอ้าวเทียนปล่อยพลังสีดำทองออกมาจากอีกด้าน ไม่ได้กดทับหรือบังคับเส้นทาง แต่ช่วยพยุงขอบเขตของพลังที่กำลังเสียสมดุล ในช่วงแรก ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นเส้นแสงสีแดงใต้ดินก็ค่อย ๆ สว่างขึ้น น้ำในลำธารเริ่มไหลผ่านบริเวณที่เคยหยุดนิ่ง เสียงสั่นสะเทือนลดลงทีละน้อย เกล็ดสีเทาบนก้อนหินแตกออกเป็นผงละเอียด ก่อนลอยขึ้นเหนือผิวน้ำและรวมตัวกันเป็นรูปปีกขนาดเล็ก ปีกนั้นไม่ได้บินหนี แต่หันปลายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ หลินซีเหยาถอนพลังกลับทันที “พอแล้วค่ะ หากทำต่อ เราอาจรบกวนสมดุลของพื้นที่” เฟิงอ้าวเทียนถอนพลังตามนาง ก่อนมองรูปปีกที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ มันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นประกายสีขาว แล้วพุ่งไปตามเส้นทางบนภูเขาจนหายลับไป มู่ชางเดินเข้ามาหาทั้งสอง “ดูเหมือนเราจะทำให้กระแสพลังกลับมาไหลเวียนได้แล้ว” “เพียงชั่วคราวเท่านั้น” หลินซีเหยาตอบ “เรายังไม่รู้ว่าต้นเหตุอยู่ที่ใด และไม่ควรถือว่าปัญหาสิ้นสุดแล้ว” เฟิงอ้าวเทียนมองแนวเขาเบื้องหน้า “อย่างน้อยเราก็รู้ว่าพลังใต้ดินไม่ได้มีเพียงจุดเดียว หากจุดหนึ่งอ่อนกำลัง จุดอื่นอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย” เขาหันไปสั่งมู่ชางให้บันทึกตำแหน่งของลำธารและเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ให้ทหารขุดพื้นดินหรือใช้พลังทำลายสิ่งที่อยู่ใต้ดิน หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสามจึงเดินทางกลับป้อม เมื่อกลับถึงเรือนรักษา พวกเขาพบว่าอวิ๋นฮุยกำลังยืนอยู่ข้างเตียงหิน ไป๋เหวินยืนอยู่ห่างออกไป สีหน้าเคร่งเครียดแต่ไม่ได้พยายามบังคับให้มันกลับไปนอน “มันลุกขึ้นเองเมื่อครู่” ชายชรารายงาน “ข้าไม่ได้ห้าม เพราะมันยังทรงตัวได้ แต่ปีกซ้ายยังไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักมาก” หลินซีเหยาเดินเข้าไปหา “อวิ๋นฮุย เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” มังกรเกล็ดสีเทาหันมาหานาง ก่อนยกปีกขวาขึ้นเล็กน้อย บนเกล็ดบริเวณขอบปีกมีประกายสีขาวติดอยู่หนึ่งจุด เฟิงอ้าวเทียนจำประกายนั้นได้ทันที “เหมือนกับสิ่งที่เราเห็นที่ลำธาร” อวิ๋นฮุยส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนก้มศีรษะลงแตะพื้น หลินซีเหยาสังเกตเห็นว่าท่าทางของมันต่างจากก่อนหน้า มันไม่ได้กระสับกระส่ายหรือพยายามเดินทางออกไป แต่ดูเหมือนกำลังรอฟังคำตอบบางอย่าง นางยื่นมือไปวางใกล้กรงเล็บของมัน “เราพบเส้นทางพลังที่เชื่อมกับภูเขาแล้ว แต่ยังไม่พบหุบเขาที่เจ้าแสดงให้เห็น เราจะค่อย ๆ ตรวจสอบไปทีละแห่ง” อวิ๋นฮุยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีอำพันจับจ้องนาง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพนั้นแล้วกล่าวว่า “มันเข้าใจจริง ๆ” ไป๋เหวินหัวเราะเบา ๆ “บางทีอวิ๋นฮุยอาจเข้าใจพวกเราตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับมันอย่างไร” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ พวกเขาใช้เวลาหลายวันพยายามทำความเข้าใจพลังของอวิ๋นฮุย แต่บางทีสิ่งที่มันต้องการอาจไม่ได้ซับซ้อนเท่าที่คิด มันเพียงต้องการให้ใครสักคนยอมฟัง โดยไม่รีบตัดสินใจแทนมัน หลินซีเหยาลูบเกล็ดบริเวณคอของมันเบา ๆ “พักผ่อนเถอะ เมื่อเจ้าพร้อม เราจะออกเดินทางด้วยกัน” อวิ๋นฮุยค่อย ๆ ลดหัวลง ก่อนยอมกลับไปนอนบนเตียงหิน คราวนี้มันไม่ได้หันไปมองทางตะวันออกอีก ในเวลาเดียวกัน หุบเขาลึกลับซึ่งอยู่ห่างไกลจากป้อมมังกรเหนือกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบงัน ม่านพลังใต้สะพานหินที่เคยสั่นไหวเริ่มกลับมามั่นคง เสาหินซึ่งแตกร้าวก่อนหน้านี้หยุดส่งเสียงคราง แต่รอยร้าวเส้นเล็กบริเวณฐานกลับขยายออกไปอีกเล็กน้อย ภายในพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอก มังกรสีเทาตัวหนึ่งลืมตาขึ้น มันไม่ได้พยายามลุกจากแท่นหิน เพียงหันหน้าไปยังทิศที่ประกายสีขาวเคลื่อนผ่าน ก่อนส่งเสียงร้องต่ำ ๆ บนผนังหินใกล้กัน รอยสลักรูปปีกสีเงินปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเวลายาวนาน ชายเสื้อคลุมสีเทายืนอยู่ตรงทางเข้าสู่หุบเขา เขามองรอยสลักนั้นด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก “เส้นทางเริ่มเชื่อมถึงกันแล้ว” เขายกมือขึ้นแตะผนังหิน แต่ไม่ได้ส่งพลังเข้าไป “คราวนี้ข้าจะไม่เป็นคนเปิดมัน” ลมเย็นพัดผ่านทางเดินใต้ดิน เปลวไฟสีแดงที่อยู่ไกลออกไปสั่นไหว ก่อนสงบนิ่งลง ชายผู้นั้นลดมือลงแล้วถอยออกจากทางเข้า เขายังคงไม่เปิดเผยว่าตนเองเป็นใคร และไม่ได้บอกว่ากำลังรอสิ่งใด แต่ก่อนจากไป เขาหันกลับมามองรอยสลักรูปปีกสีเงินอีกครั้ง “เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาเลือกเอง ข้าจะยอมรับการตัดสินใจนั้น” จากนั้นร่างของเขาก็หายไปในม่านหมอก ภายในหุบเขา รอยสลักทั้งสามสี เทา แดง และเงิน ค่อย ๆ สว่างขึ้นพร้อมกัน ไม่มีประตูใดเปิดออก ไม่มีโซ่เส้นใดขาดสะบั้น มีเพียงเส้นทางเก่าแก่ที่เริ่มกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง และมังกรผู้เฝ้าทางผ่านซึ่งกำลังรอวันที่มันจะสามารถกางปีกได้อย่างอิสระ ส่วนที่ป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยายังไม่รู้ว่าการช่วยเหลือลำธารเพียงช่วงสั้น ๆ ได้ส่งผลไปถึงสถานที่ห่างไกลเพียงใด พวกเขารู้เพียงว่ามีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลง และครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการทำลายผนึกหรือฝืนเปิดประตู แต่มาจากการยอมให้สิ่งที่เคยขาดจากกัน ค่อย ๆ หาทางเชื่อมถึงกันด้วยตัวเองอวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั
อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร
เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้
มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ
หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ
เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย







