Accueil / แฟนตาซี / ทายาทจักรพรรดิมังกร / บทที่ 47 ตราปีกสีเทา

Partager

บทที่ 47 ตราปีกสีเทา

last update Date de publication: 2026-10-24 09:50:07

มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน

ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ”

มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน

“เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?”

“ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ

“หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน”

เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา

“แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?”

“มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล”

หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา

มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอำพันยังคงปิดสนิท แต่ปลายหางขยับเป็นระยะราวกับกำลังฝันถึงบางสิ่ง

“มันไม่ได้หลับสนิทค่ะ”

ไป๋เหวินหันมาหานาง

“เจ้าสัมผัสอะไรได้หรือ?”

“พลังรอบตัวมันยังตื่นอยู่ เพียงแต่ส่วนใหญ่กำลังไหลไปหล่อเลี้ยงหัวใจและแก่นพลัง ส่วนบริเวณปีกกลับเหมือนถูกตัดขาดจากเส้นทางเดิม”

นางยื่นมือเข้าใกล้ปีกที่บาดเจ็บ แต่ไม่ได้แตะลงไปทันที

“ข้าขอลองสัมผัสพลังของมันได้ไหมคะ?”

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบแทนมังกร เขาหันไปมองไป๋เหวินเพื่อรอฟังความเห็นของผู้รักษา

ชายชราพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า

“ลองได้ แต่ห้ามส่งพลังเข้าไปลึก หากมันต่อต้านให้หยุดทันที”

หลินซีเหยาจึงค่อย ๆ วางฝ่ามือลงบนเกล็ดสีเทา

พลังสีเงินบางเบาแผ่ออกมาจากปลายนิ้ว ไม่ได้พยายามแทรกเข้าไปในเส้นพลังของอีกฝ่าย เพียงแตะอยู่บริเวณขอบนอก ราวกับกำลังรอให้เจ้าของร่างเป็นฝ่ายตอบรับ

ผ่านไปครู่หนึ่ง เกล็ดใต้ฝ่ามือของนางก็สั่นเบา ๆ

มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้นทันที

มันยกหัวอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีอำพันจับจ้องหลินซีเหยา ก่อนจะพยายามลุกขึ้นจากเตียงหิน แต่ปีกซ้ายกลับทรุดลงจนร่างเอียงไปด้านหนึ่ง

เฟิงอ้าวเทียนขยับเข้าไปประคองไหล่ของมันไว้ ขณะที่มู่ชางยกมือห้ามทหารซึ่งกำลังจะเข้ามาช่วย

“อย่าเพิ่งเข้ามา มันยังไม่เข้าใจว่าพวกเราเป็นใคร”

มังกรเกล็ดสีเทาคำรามต่ำ ๆ ทว่าเสียงนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความดุร้าย หากคล้ายความเจ็บปวดที่ถูกกดเอาไว้เป็นเวลานาน

หลินซีเหยาค่อย ๆ ลดมือลง

“ไม่มีใครจะทำร้ายเจ้า เราเพียงต้องการช่วยรักษาปีกของเจ้าเท่านั้น”

มันยังคงจ้องนาง แต่การหายใจเริ่มช้าลงเล็กน้อย

เฟิงอ้าวเทียนคลายมือจากไหล่ของมัน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พยายามโจมตี

“เจ้ามาจากที่ใด?”

มังกรเกล็ดสีเทาไม่ตอบเป็นคำพูด มันเพียงก้มศีรษะลง ก่อนใช้กรงเล็บขวาขูดพื้นหินเบา ๆ

เส้นสีเทาจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นตามรอยกรงเล็บ

จากนั้นมันลากเส้นอีกครั้งจนเกิดเป็นรูปคล้ายภูเขาสามลูกเรียงต่อกัน และมีเส้นโค้งพาดผ่านตรงกลาง

มู่ชางขมวดคิ้ว

“นี่คือแผนที่หรือ?”

“อาจเป็นสถานที่ที่มันต้องการไป” หลินซีเหยาตอบ

มังกรเกล็ดสีเทาใช้กรงเล็บแตะรูปภูเขาลูกกลาง ก่อนยกหัวขึ้นมองพวกเขาอีกครั้ง

คราวนี้สายตาของมันหยุดอยู่ที่เฟิงอ้าวเทียน

ทันใดนั้น พลังสีเงินบริเวณข้อมือของอ้าวเทียนก็ไหววูบ

ไม่ใช่การตอบสนองรุนแรงเหมือนเมื่อเผชิญหน้ากับประตูโบราณ แต่เป็นความรู้สึกคล้ายมีบางสิ่งกำลังเคาะจากอีกฟากหนึ่งของกำแพงที่มองไม่เห็น

หลินซีเหยาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น

“อ้าวเทียน พลังของท่านตอบสนองต่อมันหรือคะ?”

“ใช่ แต่ข้ายังไม่รู้ว่าตอบสนองต่อสิ่งใด”

เขายกมือขึ้นเล็กน้อย พลังสีเงินปรากฏเพียงชั่วครู่แล้วหายไป

“ข้าจะไม่ใช้มันต่อจนกว่าเราจะเข้าใจมากกว่านี้”

หลินซีเหยาพยักหน้า นางไม่ได้เร่งให้เขาทดลอง และไม่ได้คิดว่าทุกสิ่งที่ตอบสนองต่อพลังของพวกเขาจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับสายเลือดโดยตรง

บางครั้ง การยอมรับว่ายังไม่รู้ก็เป็นวิธีป้องกันความผิดพลาดที่ดีที่สุด

มังกรเกล็ดสีเทาหลับตาลงอีกครั้ง แต่ก่อนที่มันจะพักต่อ เส้นสีเทาบนพื้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดงจาง ๆ

หลินซีเหยารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า

“ทุกคนถอยออกจากพื้นตรงนั้นค่ะ!”

สิ้นเสียงของนาง รอยเส้นที่มังกรวาดไว้ก็สว่างขึ้น

รูปภูเขาสามลูกปรากฏเป็นแสงเหนือพื้นหิน ก่อนมีเส้นพลังบาง ๆ พุ่งออกจากภาพตรงไปยังปีกซ้ายของมังกร

มังกรเกล็ดสีเทาสะดุ้ง ร่างกายเกร็งขึ้นทันที

ไป๋เหวินรีบเข้าตรวจดู แต่พลังสีแดงนั้นไม่ได้ทำให้บาดแผลลุกลาม กลับกำลังไหลตามรอยไหม้ที่ปีก ราวกับพยายามหาทางเชื่อมต่อกับบางสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

“อย่าปล่อยให้มันไหลลึกเข้าไป!” ไป๋เหวินเตือน

เฟิงอ้าวเทียนก้าวไปข้างหน้า พลังมังกรสีดำทองแผ่ออกเป็นวงบาง ๆ เพื่อจำกัดพื้นที่รอบปีก โดยไม่กดทับร่างของมังกรเกล็ดสีเทา

หลินซีเหยาปล่อยพลังสีเงินออกมาประคองเส้นสีแดงจากด้านข้าง นางไม่ได้พยายามทำลายมัน เพียงช่วยไม่ให้พลังที่กำลังไหลเวียนดึงแก่นพลังของมังกรออกไปด้วย

แต่ทันทีที่พลังทั้งสองเข้าใกล้กัน ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ

เป็นหุบเขาสูงซึ่งปกคลุมด้วยหมอกสีเทา หน้าผาทั้งสองด้านตั้งชันราวกับกำแพงธรรมชาติ ตรงกลางมีสะพานหินทอดข้ามร่องลึก ใต้สะพานนั้นมีเสาหินหลายต้นฝังอยู่ในพื้นดิน

บนเสาหินแต่ละต้นมีรอยสลักเป็นรูปปีก

ปีกสีเทา

ปีกสีแดง

และปีกสีเงิน

ภาพเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มังกรเกล็ดสีเทาหลายตัวบินวนอยู่เหนือหุบเขา ขณะที่มังกรสีแดงตัวหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูหินขนาดใหญ่ มันไม่ได้โจมตีผู้ใด เพียงกางปีกปกคลุมพื้นที่ด้านหลังราวกับกำลังปกป้องบางสิ่ง

จากนั้นพื้นดินก็สั่นสะเทือน

เงาดำเคลื่อนผ่านใต้สะพาน เสาหินต้นหนึ่งแตกร้าว มังกรสีเทาตัวหนึ่งร่วงลงจากท้องฟ้าและพยายามบินกลับขึ้นไป แต่ปีกของมันกลับไร้เรี่ยวแรง

ภาพทั้งหมดดับลงทันที

มังกรเกล็ดสีเทาหอบหายใจ ก่อนปล่อยเสียงร้องสั้น ๆ

พลังสีแดงที่ปีกค่อย ๆ หดกลับเข้าไปในรอยไหม้ เหลือเพียงเส้นสีจาง ๆ ซึ่งไม่ขยายต่ออีก

เฟิงอ้าวเทียนถอนพลังสีดำทองกลับมา

“มันกำลังแสดงให้เราเห็นสถานที่แห่งหนึ่ง”

“และบางสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น” หลินซีเหยากล่าว “แต่ภาพนั้นอาจไม่ใช่ความทรงจำที่สมบูรณ์ เราไม่ควรตัดสินว่ามังกรสีแดงเป็นผู้ปกป้อง หรือเป็นต้นเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นจากภาพเพียงเท่านี้”

มู่ชางพยักหน้า

“อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าปีกของมันไม่ได้บาดเจ็บจากการต่อสู้ธรรมดา”

ไป๋เหวินตรวจดูมังกรอีกครั้ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พลังที่เกาะอยู่บนปีกไม่ได้ต้องการทำลายมันทั้งหมด สิ่งนั้นเหมือนกำลังใช้ร่างของมันเป็นทางเชื่อมไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง หากปล่อยไว้นานกว่านี้ มันอาจสูญเสียการควบคุมร่างกาย หรือถูกดึงเข้าไปในเส้นทางที่ไม่อาจกลับออกมาได้”

หลินซีเหยามองมังกรเกล็ดสีเทาด้วยความสงสาร

“มันพยายามมาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือหรือคะ?”

“ข้าไม่แน่ใจ” ไป๋เหวินตอบ “แต่ดูเหมือนมันจะฝืนบินมาจนถึงขีดจำกัดของตนเอง”

เฟิงอ้าวเทียนหันไปหามู่ชาง

“ส่งคนไปตรวจเส้นทางด้านตะวันออก แต่ห้ามเข้าไปในหุบเขาที่ปรากฏในภาพจนกว่าจะรู้ตำแหน่งแน่ชัด และอย่าส่งทหารเข้าไปเป็นจำนวนมาก”

“รับคำสั่ง”

“อีกเรื่องหนึ่ง หากพบมังกรเกล็ดสีเทาตัวอื่น ให้รายงานก่อน ห้ามไล่ตามหรือจับกุมพวกมัน”

มู่ชางรับคำแล้วออกไปจัดกำลังทันที

หลินซีเหยาหันกลับมามองมังกรที่เริ่มสงบลง

“เราควรตั้งชื่อให้มันไหมคะ? อย่างน้อยระหว่างที่มันพักอยู่ที่นี่ เราจะได้เรียกมันได้สะดวก”

เฟิงอ้าวเทียนเลิกคิ้วเล็กน้อย

“เจ้าคิดว่ามันจะยอมให้เราตั้งชื่อหรือ?”

“ถ้ามันไม่ชอบ ก็คงแสดงออกมาเองค่ะ”

นางย่อตัวลงใกล้หัวของมัน

“ข้าจะเรียกเจ้าว่าอวิ๋นฮุยก่อนนะ หมายถึงเมฆสีเทา หากเจ้าไม่ชอบ เราค่อยคิดชื่อใหม่”

มังกรเกล็ดสีเทามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางหัวลงบนพื้นหินอย่างช้า ๆ

ปลายหางของมันขยับหนึ่งครั้ง

หลินซีเหยายิ้ม

“ดูเหมือนจะไม่ปฏิเสธนะคะ”

“หรือมันเพียงเหนื่อยเกินกว่าจะโต้แย้ง”

“ท่านนี่ทำลายบรรยากาศเก่งจริง ๆ”

เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ

“ข้าเพียงไม่อยากให้เจ้าคาดหวังมากเกินไป”

“ข้าก็ไม่ได้คาดหวังอะไรสักหน่อย”

“เช่นนั้นก็ดี”

นางหันไปมองเขาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนกลับไปตรวจดูอวิ๋นฮุยต่อ

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้พูดแซวอีก เขายืนอยู่ข้างนาง คอยสังเกตพลังรอบตัวมังกรเงียบ ๆ

คราวนี้เขาไม่ได้พยายามค้นหาคำตอบด้วยการทดลองพลังของตนเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกับอวิ๋นฮุยเตือนให้เขารู้ว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ผู้ที่กำลังรอความช่วยเหลือต้องเจ็บปวดมากกว่าเดิม

เมื่อทุกอย่างสงบลง หลินซีเหยาก็เดินออกจากเรือนรักษาพร้อมเฟิงอ้าวเทียน

ระหว่างทาง นางเอ่ยขึ้นว่า

“ภาพที่เราเห็นมีปีกสามสี แต่ในหุบเขาทางตะวันออก เราพบเพียงร่องรอยของเปลวเพลิงกับพลังสีเงิน ยังไม่มีหลักฐานว่าปีกสีเทาเกี่ยวข้องกับสถานที่นั้นจริง ๆ”

“ข้าคิดเหมือนกัน เราจะไม่ส่งหลงเยี่ยไปเพียงเพราะภาพหนึ่งเรียกหาสายเลือดของเขา”

“ดีค่ะ เขาเพิ่งเริ่มควบคุมพลังของตัวเองได้ เราไม่ควรทำให้เขาคิดว่าต้องเป็นคนแก้ไขทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเปลวเพลิง”

เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง

“เจ้าเป็นห่วงเขามาก”

“เขาเกือบสูญเสียการควบคุมตัวเองเพราะสิ่งที่ไม่เข้าใจ ถ้าเราเร่งให้เขาเผชิญหน้ากับมันอีก เขาอาจกลับไปอยู่ในสภาพเดิม”

“ข้าเห็นด้วย”

เขาหยุดเดิน ก่อนยื่นมือมาหานาง

หลินซีเหยามองมือของเขาแล้ววางมือลงบนฝ่ามืออย่างเป็นธรรมชาติ

“ครั้งนี้ท่านไม่คิดจะบอกให้ข้าอยู่ที่ป้อมหรือคะ?”

“หากข้าบอก เจ้าก็คงถามเหตุผลจนข้าไม่มีโอกาสตอบ”

นางหลุดหัวเราะ

“อย่างน้อยท่านก็รู้จักข้าดีขึ้นแล้ว”

“ข้ากำลังพยายามเรียนรู้”

คำตอบนั้นทำให้นางเงียบไปชั่วครู่ ก่อนกระชับมือเขาเบา ๆ

“เช่นนั้นเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

ทั้งคู่ยังไม่รู้ว่าหุบเขาในภาพตั้งอยู่ที่ใด ไม่รู้ว่าเหตุใดมังกรเกล็ดสีเทาจึงต้องเดินทางมาถึงป้อมมังกรเหนือ และไม่รู้ว่าพลังสีแดงที่เกาะอยู่บนปีกของมันเกี่ยวข้องกับประตูใต้ช่องเขาเพลิงดำมากน้อยเพียงใด

แต่พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่ตัดสินใจได้แล้ว

จะไม่ปล่อยให้ความเร่งรีบเป็นผู้เลือกทางแทนพวกเขา

ขณะเดียวกัน ภายในหุบเขาที่ปรากฏในภาพ เสาหินต้นหนึ่งสั่นสะเทือนเบา ๆ ฝุ่นสีเทาร่วงลงจากรอยสลักรูปปีก

ร่างของมังกรสีเทาตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนแท่นหิน ปีกทั้งสองข้างถูกพันด้วยสายพลังสีแดงซึ่งไม่ทำให้เกิดบาดแผล แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้มันขยับได้อย่างอิสระ

ชายในเสื้อคลุมสีเทายืนอยู่เบื้องหน้าแท่นนั้น

รอยแตกเล็ก ๆ บนข้อมือของเขามีประกายสีแดงเคลื่อนไหวอยู่ภายใน

“พวกเขาพบผู้ส่งสารแล้วหรือ?”

ไม่มีผู้ใดตอบ

ชายผู้นั้นยกมือขึ้นแตะเสาหิน รอยสลักรูปปีกสว่างวาบ ก่อนที่เขาจะถอนมือกลับอย่างช้า ๆ

“ไม่เป็นไร อย่างน้อยเส้นทางก็เริ่มตอบสนองแล้ว”

เขามองไปยังสะพานหินที่ทอดข้ามหุบเขา

ใต้สะพานมีแสงสีเงินกะพริบขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนจมหายไปในความมืด

ชายในเสื้อคลุมไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ เขาเพียงยืนมองอยู่ตรงนั้น ราวกับกำลังรอให้บางสิ่งตัดสินใจด้วยตัวเอง

“ยังไม่ถึงเวลา”

เมื่อคำพูดสิ้นสุดลง เสาหินทั้งหมดก็กลับคืนสู่ความเงียบ

แต่ในส่วนลึกใต้หุบเขา เสียงกระพือปีกแผ่วเบาดังขึ้นหนึ่งครั้ง

และครั้งนี้ มันไม่ได้มาจากมังกรที่หลับอยู่บนแท่นหิน

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 50 ปีกทั้งสาม

    อวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 49 ประกายใต้ม่าน

    อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 48 เส้นทางแห่งปีก

    เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 47 ตราปีกสีเทา

    มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 46 เงาปีกเหนือแผ่นดิน

    หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 45 คำสาบานใต้ปีกเพลิง

    เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status