로그인อากาศเริ่มหนาว มือใหญ่ๆ จับที่ผม ฉันแหงนมอง และสบตาโบ้ท เผลอยิ้มเพราะนึกถึงความหลัง มันโบ้ยหน้าให้เข้านอน ฉันส่ายหน้า “ไม่ง่วง”
“แต่เราง่วง เริ่มล้าที่แขน”
“มาสินวดให้”
ฉันเสนอ ดูมันสนใจแต่มือถือมันดังขึ้น ฉันเลยหมดอารมณ์เรื่องที่เสนอไป พอๆ กับมันที่ไม่สนใจอีก
สองหนุ่มมาใกล้ ปานวาดเองพยักหน้า ทุกคนเหมือนคิดถึงที่นอน ฉันจำใจเดินตามทั้งสี่คนไปก่อนจะแยกย้ายกับสามหนุ่ม
“ฝันดีนะเต่ากระต่าย”
“กูชื่อปานโว้ย”
ปานวาดทำตาเหลือก ฉันเดินเซ็งๆเข้าห้องสำหรับนอน และฉันเอ่ยปากอย่างออกมา
“ฝันดีนะแก”
ปานวาดชี้ที่อกตนเอง ฉันยิ้ม เพื่อนคนสวยพยักหน้า และคืนแรกของการออกค่าย ก่อนจากลาก็เกิดขึ้น แน่นอนแม้มีเรื่องให้คิด แต่ฉันหลับเป็นตาย ทั้งที่เพิ่งพูดว่าไม่ง่วง
หลังคาใกล้จะเสร็จ ฉันเดินไปพักเหนื่อย และมองเข่าที่เป็นแผลเพราะล้มลงตอนขนอิฐ ปานวาดเป่าให้เหมือนฉันเป็นเด็ก ฉันบอกมันไม่ต้อง เพื่อนๆ บอกให้ฉันพัก ฉันรู้สึกว่าต้องไปล้างแผล ฉันเดินไปยังห้องปฐมพยาบาล ขณะนั้นตรีเดินมาใกล้
“จะพิการเปล่ามึง”
“ปากเสีย คงมียา ไม่เป็นแผลเป็น”
“ไม่มีแผลมึงก็ขายไม่ออกง่ายๆ หรอก ไปกูจะทำให้ กูเองโดนตะปูตำเท้าเหมือนกัน”
ฉันกะจะด่ามันแต่หยุดปาก ก้มมองเท้ามัน “เจ็บมากไหม เดี่ยวกูดูนะ”
มันพยักหน้าเราสองคนเดินไปด้วยกัน และเมื่อไปถึงห้องก็ทำแผลกันอยู่นาน ขณะนั้นมีเพื่อนคณะหนึ่งซึ่งเคยคบตรีเดินเข้ามา ฉันยิ้มให้ แต่ฝ่ายนั้นกลับเบ้ปากใส่ฉัน ฉันอึ้งไปก่อนจะพยายามนั่งนิ่งๆ ทว่ายายคนนั้นกลับพูดแขวะฉัน
“เพื่อน ใครจะเชื่อว่าเป็นแค่เพื่อน”
“เพื่อนกินไงล่ะแก กินกันเอง” อีกคนเข้ามา มองฉันอย่างหาเรื่อง
“พูดอะไรกัน” ฉันสุดทน ยืนขึ้น ตรีดึงมือให้นั่งลงแต่ฉันสะบัดออก “มึงไม่ได้ยินหรือไงยายนี่มันกำลังพูดหมาๆ ใส่พวกเรา”
“ว่ากูเป็นหมาหรือ” ยายตัวสูง นมใหญ่ กิ๊กเก่าตรีผลักไหล่ฉัน ฉันล้มลง ฉันมองแผลตนเอง เฮ้ยคิดผิดคิดถูกนะเนี่ย หรือจะฟังเงียบๆ ฉันลูบแผลตนเอง
“มึงลุกขึ้นมา บอกมาว่าใครเป็นหมา”
“พอเถอะ เลิกพาล ออกไป”
ไอ้ตรีเสียงดัง ยายนั่นยิ่งโมโหจู่โจมเข้าหาฉัน ฉันกลายเป็นลูกหมา ยกสองมือขึ้นปิดใบหน้า แต่ไอ้ที่คิดว่าจะโดนยำ กลับได้ยินเสียงตวาด
“หลีกไปให้หมด!”
ฉันจับขาโบ้ท รู้สึกใจชื้น ตรีดึงแขนยายนั่นออกไปจากห้อง เพื่อนๆ มันออกไปกันหมด ฉันถอนหายใจ
“เป็นไงล่ะ ระวังนะ ใกล้ไอ้ตรีมาก แกโดนยำแน่”
โบ้ทพูดให้อารมณ์เสีย ฉันลุกขึ้นเขย่งเท้าออกจากห้องปฐมพยาบาล โบ้ทเข้ามาพยุง ฉันหันไปมองมัน “เราก็แค่มาทำแผลกัน แฟนเก่าไอ้ตรีหวงมัน น่ากลัวอ่ะ”
“ทีหลังก็อย่าไปไหนกับมันนักสิ”
“นายหึงเหรอ”
“พูดแมวอะไรของแก เจ็บที่เข่าจนเพี้ยนขึ้นหัว”
โบ้ทเดินจากไปเพราะเพื่อนเรียก ฉันเดินไปดื่มน้ำ มองซ้ายขวา กลัวสาวๆ ของไอ้ตรียังไม่เลิกรา
คิดได้ไงฉันกับตรี อึ๋ย! ขนลุก
วันที่สามพอตกตอนเที่ยงฉันเริ่มรู้สึกมีไข้ ปานวาดพาฉันไปพัก ไม่สนใจเสียงคนอื่นที่ว่าฉันสำออย ฉันไปนอนพักและกินยา รู้สึกไม่ชอบสุขภาพตนเองที่เจอแดดหน่อยทำเหมือนเป็นคุณหนู ทั้งที่บ้านฉันทำไร่ทำนา (แต่ฉันไม่ค่อยได้ไปทำหรอก ได้แต่ไปมองๆ เท่านั้น) ฉันมองแผลที่ขา ระหว่างนั้นโบ้ทเดินเข้ามา พร้อมข้าวกับหมูทอดกระเทียมพริกไทย ฉันขอบใจมัน และแอบมองสีหน้าเครียดๆ
“มึงก็ป่วยเหรอโบ้ท” เพราะมันทำงานทุกอย่าง ไม่หยุดหย่อน ฉันเลยเป็นห่วง
ฉันถามก่อนดื่มน้ำ มันส่ายหน้า เดินไปกดมือถือ ฉันมองอย่างสงสัยแต่ไม่กล้าพูดอะไร กระทั่งปานวาดเข้ามาพร้อมรุ่นน้องเพื่อดูอาการฉัน โบ้ทก็หายไปจากห้อง
แม้ไม่สบายในคืนนั้นพวกเราก็ได้นั่งเล่นเกมกันเหมือนอยู่คอนโดโบ้ท อยู่ห้องฉัน ฉันนั่งห่มผ้านวมเพราะหนาว เพื่อนทุกคนไล่ไปนอนก็ไม่ยอมไป เพราะอีกสองวันพวกเราต้องกลับ ฉันอยากนั่งมองดาว มองฟ้าบนภูเขากับเพื่อนๆ
“พวกเราจะแยกย้ายกันแล้วนะ ยังไม่ได้คุยกันเลยว่าจะไปทำอะไรกันบ้าง เอาแบบจริงจังนะคราวนี้”
จู่ๆ ปานวาดก็เอ่ยเรื่องที่ฉันอยากรู้เหมือนกัน ฉันมองหน้าโบ้ทเป็นอันดับแรก ทุกคนมองไปที่มัน มันเคยพูด เรียนจบอาจต้องแต่งงาน เพราะแฟนมันขี้หึงมาก
มันมองพวกเรา
“ใช่ เรื่องกูเหมือนเดิม คือแต่งงานช่วยงานแม่ ไม่มีแพลนเรียนต่อหรอก”
ยินดีด้วยเศรษฐี เพื่อนๆ ต่างพูดพร้อมกัน เสียงฉันเบาหวิวเข้าไปในสายลม พวกเรายกน้ำเปล่าขึ้นฉลอง ต่อมาตรีก็รัวกีตาร์ในมือ
“กูจะเรียนต่อ ไปญี่ปุ่น”
“ดีจัง ไปบ้างนะ ไปกับแก”
“อย่ามายุ่งน่า ที่ไปออกเยอะ” มันยกมือห้ามปานวาด เพื่อนสาวฉันทำหน้าเซ็ง
“ไม่ไปก็ได้ ไปที่อื่นก็ได้ แต่พ่อบอกว่าต้องจบโท ถึงให้กลับมาดูแลงาน จะให้ไปทำงานที่บริษัทเพื่อนพ่อ ไม่รู้ประเทศไหนระหว่างเรียน”
“กูไปหลีสาวที่บริษัทพ่อทันที จบข่าว” จักรทะลึ่งเป็นเหมือนกัน เฉพาะเวลาที่มันต้องการ
ทุกคนเงียบกริบ หันมามองฉัน
“เต่าแกจะลงทะเลหรือยัง” ปานวาดว่า ฉันตีแขนมัน ก่อนเข้าเรื่อง
“หางานทำเลย หวังว่าหนี้ที่บ้านจะลดลงเมื่อฉันเรียนจบ ไม่สิ้นเปลืองอีก”
“พ่อแม่ที่ไหนจะคิดอย่างนั้น”
ตรีว่า ตบไหล่ฉัน ฉันยิ้ม แต่คำพูดพ่อยังก้องหู “เรียนไปทำไม หาผัวก็จบ เปลืองเงิน”
ดีที่วันนั้นแม่ช่วยให้ฉันได้มาเรียนอย่างที่ใฝ่ฝัน กลับไปคราวนี้ ถึงคราวทำงานหัวโตใช้หนี้ให้พ่อ
“ไปไหนก็ไป พวกเราไม่ลืมกัน เพื่อนกันตอลดไป”
ปานวาดว่า กอดคอฉัน ตรีเข้ามากอดอีกคน จักรสมทบ โบ้ทคือคนสุดท้ายที่เข้ามาและลูบผมฉัน ทำให้ฉันใจสั่นอีกค่ำคืนหนึ่ง
และในคืนนั้น ทุกคนเข้านอน ฉันมาเจอโบ้ทตอนไปเข้าห้องน้ำ ฉันหายปวดหัว นั่งลงข้างๆ มัน
“ทำไมไม่นอนล่ะ”
“นอนไม่หลับ จะพูดว่าใจหายก็อายนะ ลูกผู้ชาย”
“ถ้ามึงมีหัวใจก็รู้สึกได้ ไม่เห็นแปลกจะอายทำไม”
ฉันอยากเอามือไปจับมือมันที่วางที่พื้นซีเมนต์ มันหันมามอง
“ไม่ทุกอย่างหรอกที่แกพูด”
ฉันเอียงคอมอง แกล้งเอาหัวไปที่ไหล่มัน “ทำไมล่ะ”
มันไม่ผลักออกอย่างเคย ฉันแอบเม้มปากเก็บยิ้มไว้ แต่กลางคืน ใครคงไม่เห็นใบหน้าที่แดงก่ำของฉันหรอกนะ ทว่าคำพูดของมัน ทำให้ใจฉันที่ชุ่มฉ่ำ พลันแห้งเหี่ยว
“เพราะหัวใจนี้มีคนคอยแล้ว เขายึดไป เราอาจไม่มีหัวใจ”
คำว่า ฝันดีนะโบ้ท จุกในลำคอฉัน ก่อนแยกเข้าห้อง ฉันเพิ่งรับรสน้ำตาตนเองเป็นครั้งแรก มันเค็มมากเมื่อเข้าในปาก ฉันป้ายออกและมองมือตนเอง นี่มันน้ำตาจริงๆ ไม่ใช่น้ำค้าง
ฉันเพิ่งรู้ว่าตนเองรักโบ้ทเต็มหัวใจ มันไม่ได้เป็นความพลั้งเผลอเพราะใกล้ชิด หรือหลงในหน้าตา รูปร่างของมัน
มันคือรัก ผูกพัน พูดไป ใครก็คงเข้าใจฉัน เพราะคงมีบ้าง คนที่เคยรักใครคนหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมากมาย ไม่ต้องมีคำหวานให้ได้ยินจากปากนั้นทุกวัน
โชคดีนะ ไม่ได้เป็นคนรัก ขอให้เป็นเพื่อนที่หวังดีกันตลอดไป
ฉันมองตามหลังมัน คิดว่าแม้จากกันคงไม่ลืมโบ้ทง่ายๆ และแม้เจ็บก็ต้องเก็บรักไว้ในใจนิรันดร์ ฮือ บอกมันไม่ได้!
ปานวาดกำลังมองนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามาในร้านก๋วยเตี๋ยว จักรหันมาหาฉันและโบ้ท“ดูเพื่อนพวกแกสิดูหิวนะเวลาเจอไก่อ่อนๆ”“แกสวยออกทำไมขายไม่ออกสักทีวะปาน” โบ้ทถามเพื่อน ฉันหยิกเอวสามีตามนิตินัย เขามองหน้าฉัน “ที่รักก็มันจริงนิ ผมชมว่าสวยนะนั่น”“พอๆ เรื่องถามกูหาผัวไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ไอ้ที่พูดกันว่าที่รัก ที่รัก ผมๆ เธอๆ กูไม่คุ้นเลย คุยกันเหมือนเดิมได้ป่ะ”ปานวาดเบ๊ะปาก ทำเอาหมดสวย โบ้ทตอบเรื่องที่เพื่อนถามและต้องการ“ไว้พูดกู มึง เรา นาย แก อะไรพวกนี้กับคู่แกเถอะ เราไม่อยากให้ลูกได้ยิน นี่ก็ฝึกตั้งนานกว่าจะชิน”“ตั้งนานอะไร พวกแกทั้งสองเพิ่งคืนดีกันสามเดือนนะ ซ้ำหน้าไม่อาย สามเดือนก็ท้องทันที”“ใครจะนอนหนาวเหมือนแก”“เอาน่าเลิกพูดมาก กินๆ จะได้ลุกให้นักศึกษา เราเป็นของแปลกสำหรับที่นี่ เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว” ฉันบอกเพื่อนและสามีให้เลิกพูดกัน ปานวาดหันไปมองหนุ่มๆ นักศึกษา“รีบไปได้ คงอยากไปจู๋จี๋กับสามีที่ร้ากแกล่ะซ
“มีอะไร เราเป็นคนรักกันไม่ใช่เหรอ และคืนนี้คุณสวยจนผมนอนไม่หลับ”ฉันใจเต้น กำมือตนเอง รู้สึกกลัวขึ้นมาราวกับตนเองยังเป็นสาวเวอร์จิ้นมือใหญ่มากอบกุมที่เต้าอกข้างหนึ่งแล้ว ฉันอุ่นวาบ และใจหวิวสั่น ใบหน้าใกล้นั้นเริ่มคลอเคลียที่ใบหู ฉันเริ่มหายหนาว แม้อยากจับมือนั้นออกจากเต้าทรวงแต่ต้องห้ามตนเองไว้โบ้ทเริ่มเคล้นคลึงหน้าอกทั้งสองของฉัน สลับกันไปมา ปากจูบคลอเคลียมาที่ใบหู แก้มคาง คราวนี้ฉันนอนไม่ติดที่นอน ก้นฉันยกขึ้นและลงตามความปรารถนาของร่างกายที่มันสร้างขึ้นมาร่างนั้นคร่อมตัวฉันรวดเร็ว และดึงสายของชุดนอน สายตากำลังจ้องอกขาวอวบของฉัน ก่อนจะก้มลงเอ่ยเสียงพร่า“สวยมาก”ประทับจูบเบาๆ ที่ปากฉัน และเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ ฉันรับจูบนั้นอย่างห้ามตนเองไม่ได้ มือใหญ่ยังครอบครองสองเต้าขาวนั้น ใช้มือเคล้นคลึงยอดอกฉันได้ยินเสียงตนเองครางอย่างมีความสุข ปากสวยยังคงบดจูบ แหย่ลิ้นเข้าไปไล้ดูดลิ้นฉัน ฉันตัวสั่น และมีความสุข ฉันกอดโบ้ทแน่น จูบตอบตามที่มันทำกับฉัน โบ้ทเคลื่อนร่างลง ฉันมองตาม ใบหน้านั้นซุกซบที่อกและดูดกลืนยอดอก กัดเม
“เราแต่งงานกันแล้ว ออไม่ใช่สิ ยังไม่แต่ง ออ แล้วเราจะแต่งเมื่อไหร่ครับ”“ทำไม อยากรู้ขึ้นมา เมื่อก่อนบอกอย่าพูด”“ผมเจอหน้าลูกแล้ว รู้สึกว่าคุ้นเคย และเขาเหมือนคุณ และผมก็เชื่อแม่ผม”“แต่จำฉันไม่ได้เลยหรือ”พูดออกไปแล้วก็รู้สึกตนเองเหมือนเด็ก โบ้ทเงียบงันและเอ่ยตอบ“ผมขอเวลาหน่อยนะ”มันไม่มองหน้ากันอีกเดินดูในห้อง เดินไปที่หน้าต่าง และไม่นานหันมาอีกครั้ง“เราเคยนอนที่ห้องนี้กันหรือครับ”ต้องพยายามฟื้นความทรงจำ ฉันเดินไปใกล้ กล้าๆ กลัวๆ เอื้อมมือทั้งสองไปรวบเอวคนที่รอคำตอบ เหมือนโบ้ทตัวแข็งเมื่อฉันทำเช่นนั้น ฉันเองก็ใจเต้นเป็นกลองรัว แต่ไม่ปล่อยมือ ฉันมองหน้ามัน“ดูรูปของพวกเรากันไหม ตอนเรียนด้วยกัน เผื่อจำอะไรได้”มือใหญ่เอื้อมมาลูบเส้นผม ฉันรู้สึกดีใจมาก แต่มีเสียงมาขัดจังหวะเสียก่อนก๊อกๆๆ“คุณโบ้ทคะ คุณพระพายมาค่ะ”“ออ ได้ๆ เดี๋ยวลงไป”ฉันคลายอ้อมแขน “นัดเขามาเหรอคะ ทำอะไ
“ผมขอโทษ คุณคือ”“ฉันแม่ของลูกนายไง”“แม่บอกผมยังไม่แต่งงานนี่ครับ”ฉันเอื้อมมือไปจับมือใหญ่นั้น มองใบหน้าซีดเซียว “ใครบอก นายขอฉันแต่งแล้ว ฉันไม่โกหกนายหรอก จริงนะ”มือใหญ่ดึงมือกลับ เขาเอามือจับที่หัว“ผมปวดหัวครับ เราค่อยคุยกันนะ ได้ไหม”อาจลืมไปชั่วชีวิต อาจเป็นไปได้ ฉันกลั้นน้ำตา และน้ำตายิ่งไหลบ่าที่แก้มเมื่อน้องสาวบอก โปรดรัก เขาก็ลืมเลือนเช่นกันกลับถึงห้อง ฉันบอกน้องสาวอยากอยู่คนเดียว แต่ไม่นานรุ่นพี่มาเยี่ยม ฉันต้องนั่งคุยกับเขา ทั้งที่ไม่มีจิตใจจะคุย“พี่ไม่เข้าใจ ทำไมต้องปล่อยให้เรื่องราวเป็นอย่างนี้ ถ้ารักเราก็ควรมองผ่านเรื่องบางอย่าง”รุ่นพี่ตอกย้ำฉันเรื่องที่เคยพูด ตอนนี้เราเป็นพี่ชาย น้องสาวที่แสนดี ฉันรู้รุ่นพี่เสียใจ แต่ฉันไม่อยากให้ความหวังเขาได้ อยากให้เขาเปิดประตูหัวใจสำหรับรักแท้แต่ฉันกลับปิดประตูหัวใจตนเอง จนกลายมาเป็นแบบนี้รุ่นพี่จับมือฉัน ขณะที่ย่าหลานเข้ามา ก่อนจะลากลับ ฉันมองย่าของหลาน“คุณมีอะไ
“ช่วยคุณเต่าด้วยสิ ทำไมมีแต่คนว่ายน้ำไม่เป็น”เหมือนใครคนหนึ่งพูด และมีการโยนห่วงยางมาให้ฉัน ฉันพยายามสุดแรงเพื่อจับห่วง แต่แรงน้ำพัดมาพร้อมสายฝนห่าใหญ่ มาแบบไม่ทันตั้งตัว ฉันมือหลุดจากห่วงยาง เหมือนโดนกระชากจนร่างไร้แรงต้าน ฉันอยากมองหน้าลูก และฉันก็น้ำตาไหลอะไรกันนี้ ฉันไม่อยากตาย ฉันกลัวมันจริงๆ จะเกิดขึ้นอีกแล้วหรือตู้ม!!เหมือนมีเสียงกรีดร้องอีกครั้ง ฉันไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะฉันกำลังจมน้ำเพราะไร้เรี่ยวแรงทว่ากลับมีอ้อมกอดใหญ่มาพยุงมือขึ้นจากน้ำช้าๆ ฉันไม่เห็นหน้าเขา แต่รู้ว่าพ้นผิวน้ำแล้ว และหลังจากนั้น ฉันก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยฉันตื่นลืมตาขึ้นมา ฉันชะงักถอยหลังอัตโนมัติ เนื่องจากคนที่ยืนอยู่หลังอดีตผู้จัดการฉันคือคนที่ทำให้ฉันฝันร้ายมาจนทุกวันนี้ฉันจำเขาได้ดี“ฟื้นแล้ว”พี่เลี้ยงลูกมาจับมือฉันและร้องไห้ ฉันบีบมือฝ่ายนั้น สมองประมวลผล จำได้ว่าฉันลงช่วยเด็กชายคนหนึ่ง จนตนเองเกือบไม่รอดหมอเดินเข้ามา ทุกคนในห้องถอย ฉันถามหมอ “เด็กปลอดภัยนะคะ”&ld
คนป่วยนั่งกินข้าว สายตาเหลือบมองกัน ฉันอดใจไม่ได้เพราะรำคาญ “มองทำไม ฉันทำเพราะจำเป็นหรอก ไม่อย่างนั้นเพื่อนๆ นายจะหาว่าใจดำ”มันเงียบฉันหงุดหงิด “ทำไมไม่พูด มัวแต่มองอยู่ได้ รำคาญ”“ถ้ารำคาญแกก็ไปสิ”ฉันอึ้ง นึกถึงวันวานยามเราทะเลาะ น้ำเสียงมันเป็นแบบนี้ ไม่ได้โกรธ แค่เฉยชาชอบกลฉันลุกขึ้น มันว่าอีก“ถ้าไม่รำคาญอย่างที่ใจพูดก็ป้อนข้าวหน่อย ฉันเหนื่อยมาก”ฉันหันมอง ใบหน้ามันซีด ฉันลืมตัวเดินไปใกล้“นายแค่เจ็บป่วยนิดหน่อย อย่ามาสำออยนะมันหลับตา “บอกว่าเหนื่อย ไม่บอกว่าสำออย”ยังมากวนประสาท ฉันจับที่วัดไข้ ยัดในจั๊กกะแรมันเร็วๆ “นิ่งๆ จะดูว่ายังมีไข้หรือเปล่า”มันนิ่ง ไม่นานสัญญาณเครื่องวัดไข้ดังขึ้น ฉันดึงมาดู“สามสิบแปด นี่ อย่าบอกว่าแกไม่กินยา”ฉันพยายามแกะมือมันและเจอยาจริงๆ ฉันรีบเอาน้ำและยัดยาเข้าปากมัน มันทำหน้าเหยเก ฉันรำคาญ“ไม่ใช่ยาเป็นน้ำนะ อย่าให้มากไป”จู่ๆ มือร้อนมาจับที่มื
“ชอบคำนี้จริงๆ โง่ ขี้ขลาด”ผมนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ อยากถีบไอ้จักรสักที แต่เกรงใจเพื่อนอีกสองคนและในคืนนั้นเรานั่งดื่มเบียร์กันหลายชั่วโมง เพราะพรุ่งนี้จักรต้องกลับกรุงเทพ ทุกคนคุยกันสนุกสนาน เป็นผมที่นั่งมองมือถือ กดข้อความส่งไปหานินจาบอกว่าขอไปหาเธอนี่ม
“และอย่าคิดว่าตนเองไม่ชั่ว อย่าสักแต่ว่าคนอื่น” ฉันยังพูดต่อ คราวนี้มันแก้มัดฉัน เอามือถือเครื่องหนึ่งมากดที่ใบหน้า ฉันเบือนหน้าหนี “อะไรของมึง”แต่ใครๆ คงลืมความชั่วไปแล้ว ถึงมาด่าแต่กู ถ้าลืมก็ดูซะ มันไม่ได้ตายไปกับเก๋หรอกนะ”ฉันงง แต่ไม่ยอมเปิด
“ถ้าไม่แต่งงาน หนูว่าพ่อคงไม่ให้ไปหรอกคะ”กระต่ายพูดออกมา ฉันมีงง น้องอีกคน คิดอะไรอยู่ พ่อหรือจะสนใจฉัน“ใช่ต้องแต่งงาน เอาสินสอดมาด้วย ถึงจะพาลูกสาวและหลานผมไปได้”พ่อเดินเข้ามาพร้อมเมียใหม่ แม่โบ้ทหันมอง “ค่ะเรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว เป็นอันว่า
เที่ยงตรงเพื่อนๆ มารับฉัน ผู้จัดการคนใหม่เห็นจักรก็เดินเข้ามาหา มองฉันอย่างแปลกใจ“เพื่อนเรียนห้องเดียวกันครับ” จักรแนะนำ ปานวาดไม่สนใจ จับมือฉันไปที่รถ ฉันเดินตาม“แกเป็นไร”“ไม่ชอบคนที่นายโบ้ทโดนจับคู่เลย ทำไมญาติๆ ฉันอยากได้คนบ้านนี้นัก สวยก็ไ







