ANMELDENวี้ดดดดด วี้ดดดดด วี้ดดดดด ...
ต้นข้าวในนาโอนอ่อนไปตามแรงลมที่พัดมาเบา ๆ เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องกันดังระงมไปทั่วบริเวณ ถนนทางเดินลูกรังที่เป็นทางยาวถูกขนาบข้างด้วยทุ่งนาทั้งสองฝั่งทอดยาวสุดลูกหูลูกตา มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแซมประปราย ใบไม้โยกไปมาเบา ๆ มีเสียง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง แว่วมาตามสายลม เพราะต้นไม้บางต้นมีโมไบล์แขวนอยู่ตามกิ่งไม้
ในยามที่บรรยากาศรอบข้างมืดสนิท ไม่มีแม้แต่เพียงแสงไฟสักดวง มีเพียงแสงจันทร์ที่พาดผ่านทะลุก้อนเมฆลงมาจาง ๆ ให้พอเห็นทางเดินเพียงรำไรเท่านั้น สะท้อนให้เห็นเงาของหญิงสาวที่ก้าวเดินไปตามทางถนนลูกรัง ใบหน้าสวยหันซ้ายหันขวาด้วยความระแวง เมื่อตัวเองมาเดินยังที่ ที่ไม่คุ้นเคย แว่วเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ลอยมาตามลม ความหวาดกลัวเริ่มเข้ามากอบกุมในจิตใจ เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายทั่วกรอบหน้างาม
แกรก แกรก แกรก แกรก
หูของญาณินที่ได้ยินเหมือนคนเดินตามอยู่ข้างหลัง อีกใจหนึ่งก็นึกหวาดกลัวไม่น้อยที่รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม แต่ความสงสัยก็มีมากกว่าจึงได้ตัดสินใจหันกลับไปมอง ก็พบเพียงความมืดที่ว่างเปล่าเท่านั้น หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก แต่ขณะเดียวกันก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่หันไปแล้วไม่พบใคร อยู่คนเดียวก็ดีกว่าอยู่กับผีแหละวะ ใบหน้าสวยจึงรีบหันกลับมาด้วยความรวดเร็ว
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”
ร่างบางกรีดร้องสุดเสียงด้วยความกลัว เมื่อหันหน้ามาพบเข้ากับหญิงชราที่ยืนอยู่ด้านหน้าของตนเองในระยะประชิด จนได้ยินเสียงลมหายใจของคนตรงหน้า เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของหญิงสาว เขาจึงขยับเดินถอยหลังเล็กน้อยเพื่อไม่ให้หญิงสาวหวาดกลัว ก่อนจะเอื้อมมือเย็น ๆ มาลูบแขนของญาณินเบา ๆ ด้วยความปลอบโยน
“แม่หนู แม่หนูจ๊ะ”
น้ำเสียงนุ่มนวลของหญิงชรา ทำให้ญาณินที่หลับตาปี๋อยู่นั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เพื่อสำรวจคนตรงหน้า ใบหน้าของหญิงชรายิ้มด้วยความอ่อนโยน เพื่อหมายจะปลอบประโลมร่างบาง ผมสีดอกเลามวยต่ำไว้อย่างเรียบร้อยที่ท้ายทอย แต่งชุดขาวคล้ายแม่ชี ใบหน้ายิ้มแย้มขณะเรียกสติของญาณิน ทำให้ญาณินนั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่ลืมตามาแล้วเจอแม่ชีไม่ใช่ผีสางอย่างที่นึกกลัว มาไม่ให้สุ้มให้เสียงถ้าไม่เห็นว่าเป็นแม่ชีคงนึกว่าผีแล้วนะเนี่ย หญิงสาวคิดในใจ
“สวัสดีค่ะ แม่ชี มาทำอะไรตรงนี้ แล้วที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ”
หญิงสาวพนมมือไหว้ ก่อนจะรัวคำถามด้วยความเร็ว เมื่อไม่รู้ว่าสถานที่น่ากลัวแห่งนี้อยู่ที่ไหน
“แม่ว่า ...เราเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงนั้นให้หนูได้นั่งพักก่อนดีไหมจ๊ะ”
น้ำเสียงเนิบช้าที่เอ่ยออกมา มันฟังดูยานคางมากกว่าปกติ ทำให้เธอตั้งใจจะปฏิเสธ เพราะรู้สึกแปลก ๆ กับแม่ชีคนนี้ แต่ก็ไม่ทันมือบางหยาบกร้านที่เอื้อมมาจับข้อมือสวยแล้วกระตุกให้เดินตามเขาไป แม่ชีที่นั่งลงยังบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ ดึงมือของญาณินเบา ๆ ให้นั่งตามลงมา หญิงสาวที่นั่งลงเรียบร้อยจึงหันไปสำรวจรอบ ๆ ด้วยความสงสัย เพราะรู้สึกถึงความเย็นเฉียบตั้งแต่บริเวณต้นคอลงมาจนถึงกลางหลัง
กระทั่งสายตาหันไปพบซากปรักหักพังของศาลพระภูมิยังบริเวณรอบ ๆ ที่ตัวเองนั่งอยู่ ใบหน้าที่พึ่งยิ้มด้วยความโล่งใจเริ่มกลับมาซีดเผือด ฝ่ามือเริ่มชื้นเหงื่อด้วยความวิตกกังวล สายตาเจ้ากรรมที่เหลือบไปยังบริเวณต้นไม้ ก็พบว่ามีผ้าเจ็ดสีที่สีซีดจนเกือบจะขาด ผูกอยู่บริเวณส่วนกลางลำต้น ทำให้หญิงสาวถึงกับผงะ ถลันตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว รีบดึงมือที่เย็นเฉียบราวถูกแช่แข็งของตัวเองออกจากมือของหญิงชราที่จับยังบริเวณข้อมือตัวเองอยู่ แล้วหันมามองยังหน้าแม่ชีผู้ทรงศีลที่พาตัวเองมานั่งยังบริเวณนี้
“จะไปไหน !!”
เสียงของหญิงชรา เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด หลังจากที่ญาณินเริ่มรู้สึกตัว ผมที่เคยมวยต่ำบริเวณท้ายทอย แปรเปลี่ยนเป็นผมฟูหยักศก ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้ม ยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนเผยให้เห็นฟันแหลมคมซี่เล็กที่เรียงตัวกันอย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบมากนัก รอยยิ้มที่กว้างจนถึงใบหู มีน้ำลายเหนียว ๆ ไหลย้อยออกมาบริเวณมุมปาก หยดลงมาเปื้อนบริเวณเสื้อเป็นวงเล็ก ๆ หลายวง ชุดที่นุ่งห่มด้วยสีขาวแปรเปลี่ยนเป็นเสื้อคอกระเช้าสีน้ำตาลอ่อน ผ้าซิ่นสีดำที่ตอนนี้ซีดจาง เล็บมือยาวสีดำพยายามเอื้อมมาจับที่แขนของญาณินที่ก้าวเดินถอยหลังไปหลายก้าวอีกครั้ง
“แม่หนูจ๊ะ แม่หิว.... ขอแม่กินเนื้อตัวหวาน ๆ ของหนู หน่อยได้มั้ยจ๊ะ”
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด ! อีผีแก่ !”
เสียงกรีดร้องของญาณินดังก้องไปทั่วบริเวณ หลังจากที่หญิงชรากระโดดเพียงครั้งเดียวก็มาถึงญาณินที่กระเถิบถอยมายืนห่างมากกว่าหนึ่งเมตร
“ห้องแกอยู่ตรงนี้นะ ส่วนห้องฉันอยู่ตรงนี้”มือเรียวของธาราชี้ไปยังห้องรับแขกที่อยู่ด้านในสุดของบ้าน ที่ตอนนี้มีข้าวของของญาณินวางอยู่ด้านใน มือเรียวจึงชี้ไปยังห้องที่อยู่ข้าง ๆ กัน ที่เป็นห้องของตัวเองธาราจึงพาญาณินเดินสำรวจภายในบริเวณบ้าน ห้องที่อยู่ทางทิศเหนือสุดของบ้านเป็นห้องพระ ติดกันนั้นเป็นห้องของปฐพี และห้องอัคนีที่อยู่ถัดมา ส่วนตั่งไม้สักที่ตั้งอยู่กลางเรือนนั้น เป็นส่วนที่ปฐพีใช้รับแขกเวลามีลูกศิษย์มาหา ห้องน้ำจะอยู่ข้างล่าง อยู่ข้างหลังทางด้านทิศใต้ของตัวบ้าน“แกจะอาบน้ำเลยไหม”ธาราเอ่ยถามญาณินด้วยความเป็นห่วงเพราะบรรยากาศมันมืดสนิท อากาศที่บ้านของเธอก็เริ่มหนาวเย็น ยิ่งลมหนาวพัดมาก็อาจจะทำให้คนขี้หนาวอย่างญาณินนั้นตัวสั่นได้ง่าย ๆ เพราะเวลาฤดูหนาวนั้นในต่างจังหวัดหนาวเย็นกว่าเมืองกรุงอยู่มาก“เดี๋ยวอาบเลยก็ได้ ค่อยขึ้นมาจัดของ”ญาณินเอ่ยตอบ มือเรียวก็เริ่มลูบแขนตัวเองด้วยรู้สึกหนาวนิด ๆ ถ้าเธอไม่อาบตอนนี้มีหวังวันนี้เธอคงได้ให้ธาราต้มน้ำให้อาบแน่ ๆ“งั้นแกอาบน้ำเสร็จแล้ว มาบอกฉันด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะไปอาบต่อ”ญาณินพยักหน้ารับ แล้วจึงเข้าไปเตรียมอุปกรณ์เพื่อลงไปอาบน้ำ เธอใช้เ
ร่างหนาที่ระลึกได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือเพื่อนของน้องสาว ใบหน้าคมจึงสะบัดไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่านนั้นออกไป ก่อนจะยิ้มให้ญาณินเล็กน้อยเพื่อให้เธอผ่อนคลาย รอยยิ้มนั้นทำเอาญาณินเบิกตากว้าง เพราะหน้าปกติก็หล่ออยู่แล้ว พอเขายิ้มให้หัวใจดวงน้อยก็แทบเหลวละลายกลายเป็นน้ำ ธาราเมื่อเห็นเพื่อนตาค้างก็อมยิ้มออกมาน้อย ๆ จึงเอื้อมมือมาแตะแขนเธอเบา ๆ ทำให้ปฐพีถึงกับยิ้มที่มุมปากน้อย ๆ เมื่อเห็นกิริยาน่ารักน่าเอ็นดูของเธอ“อะ เอ่อ สวัสดีค่ะ ญาณิน หรือเรียกว่า นิล ก็ได้ค่ะ”เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้วยความตะกุกตะกัก พร้อมยกมือไหว้คนแก่กว่า ด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ หัวใจดวงน้อยที่พยายามไม่ตื่นเต้น กลับเต้นระรัวยามที่มองหน้าหล่อ ๆ ของเขา คนอะไรจะหล่อขนาดนี้เนี้ย ปากก็น่าจูบ แก้มก็น่าหอมสักฟอด ความคิดหื่น ๆ นี้เธอทำได้เพียงคิดในใจเท่านั้น“กลับบ้านกันเถอะค่า น้ำหิวแล้ว”เสียงสดใสของธาราเอ่ยแทรกขึ้น พร้อมจูงมือญาณินเดินนำหน้าไปขึ้นรถ อันเนื่องมาจากว่ากระเป๋าสัมภาระของพวกเธอนั้นพี่ชายเธออาสาจะถือไปขึ้นรถให้“ไอ้ดิน มึงว่าเพื่อนน้ำเป็นไงวะ กูเห็นมึงมองน้องเขาตาค้างเลย โดนใจเหรอวะ”ปฐพีไม่ได้ตอบอะไรกลับไปกับคำถามของเพื่อน เ
สนามบิน จังหวัดสุโขทัยเครื่องบินที่ญาณินและธาราโดยสาร มาถึงจุดหมายปลายทาง ประมาณ 16.30 น. ทั้งคู่เดินมานั่งรอตรงจุดพักผู้โดยสารเพื่อรอพี่ชายของธารามารับ“นิล รอแป๊บนึงนะ พี่ชายฉันน่าจะกำลังมา”ธาราพูดด้วยใบหน้าบูดบึ้ง พลางหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายสีดำมาโทรหาพี่ชาย เพราะความจริงมันควรที่จะเป็นเขามารอเธอ ไม่ใช่เธอมารอเขาแบบนี้สิ“ฮัลโหล น้ำ”“ฮัลโหล พี่เหมเหรอคะ”เสียงหวานที่ติดจะเหวี่ยง ๆ เล็กน้อย เอ่ยวีนถามด้วยความสงสัย เพราะเสียงปลายสายที่ควรจะเป็นเสียงพี่ชายเธอ แต่กลับได้ยินเสียงทุ้มอบอุ่นของอีกคนนึงแทน“ครับพี่เอง พี่กับไอ้ดินกำลังไปครับ”“พึ่งออกมาเหรอคะ”“พอดีรถมันชนกันตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน กู้ภัยพึ่งมารับตัวไปครับ”“ค่ะ รีบ ๆ มานะคะ น้ำหิวแล้ว”“ครับ”ร่างบางกดวางสาย พร้อมอมยิ้มออกมาน้อย ๆ เมื่ออีกคนมารับเธอพร้อมกับพี่ชาย ก่อนจะเอ่ยบอกญาณินเสียงหวาน“นิล พี่ชายฉันกำลังมา อีกไม่น่าเกินชั่วโมงนึงนะ”ญาณินพยักหน้ารับน้อย ๆ พลางอดที่จะคิดถึงความฝันที่น่าหวาดกลัวนั้นไม่ได้ แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเอง และเชื่อใจเพื่อนรักแต่ก็แอบลุ้นว่าพี่ชายของธาราจะยอมช่วยเธอไหม“น้ำ พี่ชายแกจะช่
มือบางของญาณินเย็นเฉียบ ใจเต้นระรัวแทบจะหยุดหายใจ เมื่อประโยคที่คุ้นเคยเข้ามากระทบโสตประสาท อีกทั้งนารีที่ทนความหอมของญาณินไม่ไหว เริ่มมีน้ำลายไหลย้อยลงมาตามมุมปากพร้อมหยดแหมะลงบนแขนเรียว พร้อมฉีกยิ้มกว้างออกมา ปากบางค่อย ๆ ฉีกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงใบหู“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”ร่างบางกรีดร้องลั่น สะบัดมือจนหลุด แล้วจึงรีบวิ่งออกมาจากบ้านหลังนั้น ใบหน้างามที่หันหลังกลับไปมอง ก็ได้พบความจริงที่ว่า บ้านปูนชั้นสองนั้น แปรเปลี่ยนเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ฝาบ้านเป็นสีดำคล้ำ มีหยากไย่เกาะอยู่เต็มหน้าบ้าน ฝาบ้านบางส่วนหลุดออกมา ส่วนหลังคาสังกะสีนั้นก็โดนสนิมกัดกินจนทะลุเป็นรูใบหน้างามน้ำตารื้น ความหวาดกลัวเข้ามากอบกุมจิตใจ สองเท้าเรียววิ่งไปตามทางถนนลูกรังแบบไม่คิดชีวิต ก็เพราะว่าได้ยินเสียงทั้งคู่วิ่งตามมาตุ้บ อึกญาณินที่วิ่งไปด้วยความเร็ว ถึงกับเบรกไม่ทันเมื่อคำรณกระโดดมายืนดักหน้าเธอไว้ ทำให้เธอวิ่งชนด้วยความแรง จนตัวเธอเองหงายหลังมากองอยู่ที่พื้นผู้ชายที่เธอคิดว่าเป็นพ่อ ค่อย ๆ ย่างสามขุมเข้ามาหาเธอใบหน้าและร่างกายของชายวัยกลางคน พลันแปรเปลี่ยนเป็นชายชราผมสีขาว ผิวหนังเหี่ยวย่น หัว
เวลา 18.00 น.ญาณินและธาราที่ไปเดินเล่นอยู่ในห้างสรรพสินค้ากันเกือบทั้งวัน เพื่อเลือกซื้อเสื้อผ้ากลับไปฝากพี่ชาย เพื่อนพี่ชาย และเนม ด้วยหนุ่ม ๆ พวกนี้ไม่ค่อยจะซื้อเสื้อผ้าใส่กัน นอกจากเทศกาลต่าง ๆ ถึงจะซื้อชุดใหม่ครั้งหนึ่งแล้วก็เว้นระยะยาว ถ้าไม่มีเทศกาลใหม่ก็ไม่ซื้อกัน ส่วนมากจะซื้อแต่เหล้ากันมากกว่ามือเรียวบางของธาราที่กำลังเรียงเสื้อผ้าและเครื่องใช้ต่าง ๆ ใส่ในกระเป๋าเดินทาง เพื่อที่จะเตรียมตัวกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น ใบหน้างามยิ้มแย้มด้วยความอารมณ์ดี เมื่อตนเองจะได้กลับไปอยู่บ้านหลังจากมาร่ำเรียนไกลถึงกรุงเทพนานหลายปี“ยิ้มไม่หุบเชียวนะยัยน้ำ จะได้กลับไปเจอหน้าแฟนทุกวันแล้วอะ”“บ้าเหรอยัยนิล ยังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”ธาราเอ่ยปฏิเสธอ้อมแอ้มด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ“ย่ะ ไม่เป็นก็ไม่เป็น แต่บอกฝันดีกันก่อนนอนทุกวันอะเนอะ”ญาณินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า พร้อมเอื้อมมือไปหยิกแก้มของธาราที่แดงระเรื่อด้วยหมั่นเขี้ยวระคนเอ็นดูขณะที่ช่วยกันแพ็คของใส่กระเป๋าอยู่นั้น ญาณินที่พึ่งนึกถึงความฝันของตัวเองได้“น้ำ เมื่อคืนฉันฝันไม่ค่อยดีเลยอะแก ฉันฝันเห็นคนแก่คนนึงอะ เป็นผู้หญิง เขามาขอกินเนื้อฉัน
“หลวงปู่เรียกพวกผมมามีอะไรเหรอครับ”ปฐพีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทำให้สามคนที่เหลือพยักหน้าโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะถ้าไม่มีเรื่องสำคัญอะไร การที่หลวงปู่จะเรียกพวกเขามารวมตัวกันที่วัดเป็นเรื่องที่หาได้ยาก เนื่องจากปกติพวกเขาจะแวะเวียนมาคุยกับหลวงปู่เป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็แยกกันมา นาน ๆ ครั้งที่จะมาพร้อมกัน“เจ้าดินเอ๊ยยย เตรียมตัวไว้หรือยัง ดอกไม้ของเอ็งกำลังจะมาแล้วนะ”เมื่อหลวงปู่พูดจบ ทั้งหมดจึงหันมามองปฐพีเป็นตาเดียว ก่อนอัคนีจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทะเล้น ด้วยเหตุผลที่ว่าปฐพีนั้นตั้งมั่นจะครองพรหมจรรย์จนละสังขาร“คนถือพรหมจรรย์จะชิงมีเมียก่อนคนอื่นเลยเหรอวะ”“สวยมั้ยครับหลวงปู่”เสียงที่ตรีภพที่เอ่ยถามขึ้น ด้วยกลัวเพื่อนจะตบะไม่แตกเพราะสาวไม่ตรงสเปก“หน้าตาจิ้มลิ้มดี คงจะเหมาะสมกับเจ้าดิน”“สาวมันตกเคราะห์หนักเหรอครับ หลวงปู่ถึงเรียกมันมาเตือน”เหมราชเอ่ยขึ้น ด้วยคิดว่าหลวงปู่คงไม่น่าจะเรียกมาคุยเพราะเรื่องเท่านี้“อืม อาฆาตถึงชีวิต ต้องระวังให้ดี”“หลวงปู่ครับ แล้วผมจะมีวิธีช่วยเธอคนนั้นยังไงได้บ้างครับ”ปฐพีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด เพราะยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับเรื่องนี้ยังไง ทั้ง







