Share

ตอนที่11

last update Terakhir Diperbarui: 2026-02-15 13:39:54

ตอนที่11

การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย  

ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด  

แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน  

"แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน"  

เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงหันมองสบตากัน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากถามให้มากความ เพราะหลายสิบราตรีที่ผ่านมาดูว่าท่านหัวหน้าองครักษ์เสิ่นผู้นี้จะไม่เคร่งเครียดมึนตึงมากเช่นจุดพักม้าแห่งนี้ แต่...เอ...ปกติท่านหัวหน้าเสิ่นผู้นี้เขาก็มีสีหน้าเดียวอยู่แล้วมิใช่หรอกหรือ?...  

...ดังนั้นหลังอาหารมื้อค่ำผ่านไปเฉียวปิงเซียวจึงถูกต้อนเข้าห้องนอนของตนเองทันที...  

ซึ่งเฉียวปิงเซียวเด็กดีนางนั้นก็แสนจะรู้ความว่าการเดินทางนี้ไม่ใช่จะปลอดภัย เพราะก่อนออกเดินทางไทเฮาทรงกำชับนางแน่นหนาว่าอย่าได้ดื้อดึงกับท่านหัวหน้าเสิ่นและสืออีเจ่เจ๊เด็ดขาด ซึ่งย่อมแน่นอนค่าจ้างเด็กดีย่อมคุ้มค่า นางจึงไม่ดื้อดึงต่อต้านยินยอมปิดประตูเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ  

แล้วพอนึกถึงค่าตอบแทน ชินหวางเฟยตัวน้อยก็หยิบเอาตั๋วเงินสองหมื่นตำลึงออกมาลูบคลำเรียกความอุ่นใจ  

...อันใดจะมีสุขกว่านอนกอดตั๋วเงินกับแผ่นทองคำกันเล่า...  

ตรวจนับจนสาแก่ใจเด็กน้อยผู้มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านขายอาหารเลิศรสสักร้านให้จงได้ในภายภาคหน้าก็ทิ้งกายนอนลงหลับฝันดีไปอีกหนึ่งราตรี...เสียเมื่อใดกันเล่า! ...  

...กุ๊ก...กัก...สวบ...สาบ...  

เฉียวปิงเซียวในยามแรกที่นางได้ยินเสียงแปลกปลอม เด็กน้อยคาดว่าตนเองนั้นฝันไป แต่เพียงครู่เด็กน้อยก็คิดได้ว่าบัดนี้ตนเองหาใช่นอนอยู่ที่เผ่าซีเป่ย หรือหาใช่ตำหนักของไทเฮา และยิ่งไม่ใช่ตำหนักชินหวางอีกด้วย  

มือเล็กจึงเร่งควานไปที่ด้านข้างหมอนทันที ท่อนไม้ขนาดเหมาะมือนี้เป็นท่านแม่มอบให้ตั้งแต่นางเพิ่งสี่หนาว จนบัดนี้มาไกลถึงเทียนคงเฉินก็ไม่เคยห่างกายในยามที่ต้องนอนเพียงลำพัง  

พบแล้วนางก็กำกระชับมั่นคง ดวงตาเรียวรีรูปเมล็ดซิ่งลืมขึ้นมองฝ่าความมืดอยู่ครู่สายตาจึงชินกับความมืด เด็กน้อยสอดส่องไปที่อีกด้านไม่เห็นมีสืออีเจ่เจ๊...แต่ก็อุ่นใจที่เสี่ยวเตี๋ยยังส่งเสียงครอกฟี้เป็นจังหวะ คิดเอาว่าองครักษ์สาวคงออกไปทำธุระส่วนตัวก็เป็นได้  

...กุกกัก...กุกกัก...กุกกัก...  

แต่ดูท่านางจะดวงไม่ดี คาดว่าหากไม่ใช่นักฆ่าก็อาจเป็นขโมยบุกเข้ามาปล้นตนเองเข้าแล้ว เด็กน้อยกลอกดวงตาเลิ่กลั่กทำอันใดไม่ถูกเพราะกลัว กระทั่งนึกได้ว่าต้องปลุกเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊มาช่วยกันกลัวสักหน่อย เท้าเล็กจึงถีบไปที่คนนอนด้านนอกหวังว่าจะตื่นมาโดยง่าย ทว่า...

...โครม! ...  

ผลที่ปรากฏนอกจากเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊จะอาศัยยามยากตื่นมากลัวเป็นเพื่อนไม่ได้แล้ว ในยามนี้ตนเองยังต้องนอนเป็นเป้านิ่งอยู่กลางเตียงเพียงลำพังอีกด้วย  

...บัดซบ! ...เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊นางหลับหรือนางซ้อมไปท่องเที่ยวที่ปรโลกกันเล่า...แอ๋...เสี่ยวปิงกลั๊ว...  

เด็กน้อยอยากร่ำไห้ แต่เงาวูบไหวที่ใกล้เข้ามาก็ยิ่งเพิ่มความเขย่าขวัญอีกใช่น้อย ผ่านไปเพียงครู่เจ้าเงานั้นก็ยิ่งวูบไหวทอดยาวดูราวกับปีศาจร้ายหลุดมาจากขุมนรกก็ไม่ปาน  

ดังนั้นจากที่เฉียวปิงเซียวนางคิดแต่แรกว่าคงจะเป็นหัวขโมยไม่กลัวตายผู้หนึ่ง บัดนี้ชินหวางเฟยตัวน้อยจึงต้องบอกกับตนเองให้ลองคิดทบทวนดูใหม่อีกหน่อยเอ...  

ยิ่งเงาดำที่สะท้อนแสงจันทราผ่านที่สาดส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานหนึ่ง นางจึงต้องเปลี่ยนความเชื่อเสียใหม่ เพียงครู่นางก็ใช้สมองอันชาญฉลาดรีดเค้นจนได้ความคิดใหม่ว่าที่เห็นน่าจะต้องเป็นวิญญาณผีเข้าแล้วเป็นแน่ พอเด็กน้อยคิดตกเช่นนั้น  

...พลันเสียงของคนเล่านิทานในตลาดวันก่อนก็หวนคืนมาเขย่าขวัญชินหวางเฟยตัวน้อยให้หัวใจดวงเล็กภายใต้หน้าอกของตนเองนั้นตื่นเตลิดเสียขวัญ จนเส้นผมบนศีรษะนั้นถึงกับชี้ฟูขึ้นมาเสียหลายกระจุก และหลายเส้นเลยทีเดียว เรียกว่าหากมีผู้ใดดวงซวยเกิดเข้ามาเห็นสภาพเด็กน้อยในยามนี้คงหัวเราะจนจุกท้องด้วยความขบขันจนยากสงบใจได้เป็นแน่  

...ผีในห้องพักของโรงพักม้า...  

...โอ๊ย! น่ากลัว...  

เพียงเงาวูบไหว และเสียงเคลื่อนไหวกุกกัก เฉียวปิงเซียวนางย่อมต้องคิดว่าเป็นวิญญาณเฮี้ยนในโรงพักม้าจริงแท้อย่างแน่นอน  

...ใช่...ต้องเป็นผีในห้องโรงพักม้ามิผิดไป...  

พอคิดมาถึงตรงนี้ภาพที่ท่านหัวหน้าเสิ่นทำสายตาแปลก ๆ จนนางระแวงไม่คิดวางใจก็ถาโถม...แอ๋...ใจเหี้ยมกันมากมายที่แท้ที่ให้นางเร่งนอนเร็วก็เพื่อจะหลอกให้นางตายใจ ส่วนพวกเขาก็หนีนางไปกันหมดเลย ปล่อยทิ้งเอาไว้แต่เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊ผู้ที่หากมีเพลิงไหม้ย่อมตายอนาถก่อนผู้อื่นให้นางเท่านั้น  

...แต่...ท่านแม่บอกแก่นางว่า...ว่าไม้ท่อนนี้มันมีฤทธิ์มาก ฟาดผู้ใดไม่สลบในหนึ่งครั้งทันตาก็ถึงกับชะตาขาดตายทันทีล้วนก็เคยมีมา...  

...เอ...แล้วผีนี่ตายอีกจะได้หรือไม่เล่า? ...  

หากแต่ยังคิดไม่ตกว่าผีนั้นจะตายอีกได้หรือไม่ เจ้าเงาร่างวูบไหวน่ากลัวดังกล่าวก็เคลื่อนไหวเร็วไวเหลือเกิน เพียงหายใจทิ้งไปราวสามเฮือกเท่านั้น ‘ผีโรงพักม้า' ก็มาชะโงกมองนางอยู่เหนือศีรษะกันเสียแล้ว...เอาเถอะ ตายได้หรือว่าผีจะเพียงสลบเดี๋ยวได้รู้กัน!!  

...ผลัวะ! ...  

"โอ๊ะ!"  

...ไอ้หยา! ...ผีร้อง 'โอ๊ะ!’ ก็ได้ด้วย เช่นนั้นฟาดไม่นับย่อมตายแน่นอน! ...  

...ผลัวะ! ....ผลัวะ! ...ผลัวะ! ผลัวะ! ...  

เฉียวปิงเซียวได้ฟังเสียงร้อง 'โอ๊ะ' ของสิ่งที่ตนเข้าใจว่าเป็นผีก็บังเกิดความฮึกเหิม จึงฟาดซ้ำใส่เงานั้นไม่นับ หรือที่แท้แล้วนางนับไม่ทันมือซึ่งฟาดไม่ยั้งลงไปนั่นเอง  

...โครม! ....ตุ๊บ! ...  

"ตายแล้ว..."  

เด็กน้อยแทบกรีดร้องไปด้วยความตื่นเต้นที่ตนเอง 'สังหาร' ผีจนตายใหม่อีกรอบสำเร็จ ทว่า...  

"สะ...เสี่ยว...ปิง!”  

...น้ำเสียงโกรธแค้นตวาดก้อง...  

"เอ๊ย! ...ไอ้หยา! ...ยังไม่ตายอีกหรือ...ซ้ำสิ..เช่นนี้ต้องซ้ำอีก จะรออันใดเล่า....ตายใหม่อีกรอบเถอะเจ้าผีร้าย!"  

...ตุ๊บ! ...  

...เอ?...แต่ว่า...เสียงเคียดแค้นเมื่อครู่ไยจึงฟังแล้วช่างรู้สึกคุ้นหูยิ่งนัก?  

คิดได้เช่นนั้นเฉียวปิงเซียวนางก็ไม่รอช้ารักษากิริยางดงาม เร่งร้อนพุ่งกายกระโดดข้ามทั้ง 'ผีโรงพักม้า' และ ‘เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊’ ตรงไปจุดเทียนให้สว่าง หวังว่าที่ตนได้ยินนั้นจะฟังผิดไป เพราะหากเป็น...  

"ชินหวางไท่หมิง! ...."  

...บัดซบ! ...  

นี่นางเพิ่งสังหารปีศาจกระทิงไปหรือนี่? ...แอ๋...ท่านแม่...มารับเสี่ยวปิงเถิด...วันนี้วันตายของเสี่ยวปิงมาถึงเสียแล้ว  

"อึ๊ก...ละ...เลือด....เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊...ตื่นมาก่อน...ตื่นขึ้นมาร่วมตายเป็นเพื่อนเสี่ยวปิงก่อน...โอ๊ย!..."  

เขย่าคนซ้อมไปท่องปรโลกจนหอบก็ไร้ผลจึงมาคิดได้ว่าขนาดถีบจนนางกลิ้งตกเตียงยังไม่ตื่น คาดว่านางถูกโจรร้ายแทงจนยับศพเละ คงต้องรอยามเช้ามาเยือนโน่นเลยจึงจะรู้เรื่องกัน คิดตกด้วยหัวใจเหี่ยวแห้ง เฉียวปิงเซียวนางจึงเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ทันที  

นางย้ายไปยืนตรงข้างกายที่นอนนิ่งด้านหน้าเตียงก่อนจะทำใจกล้าแล้วทดลองเอาปลายเท้าเขี่ยดูว่าชินหวางนั้นทรงตายจริง หรือที่แท้ก็เพียงลองซ้อมดูเช่นเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กันแน่  

แต่พอสายตาเด็กน้อยมองเห็นว่ามีเลือดแดงฉานไหลนองเต็มพื้น จึงคาดว่าเขาคงไม่ถึงกับโง่งมจนสามารถแสร้งเลือดท่วมเช่นนี้ไปได้หากไร้แผลที่ศีรษะจริง  

"เอาเช่นไรดี? ...จะแสร้งว่าข้าละเมอดีไหมนะ...น่าจะได้...หรือว่าไม่ได้? ..."  

สุดท้ายจึงตัดสินใจทรุดกายลงแล้วลองเอาหูลงไปแบบกับหน้าอกของชินหวางเพื่อจะฟังดูว่าเขายังมีลมหายใจหรือไม่ ซึ่งภายในใจเด็กน้อยก็คาดหวังว่าท่านปีศาจกระทิงจะไม่ถึงขั้นใจเสาะ ถูกไม้ฟาดไปไม่กี่ครั้งก็ตายลงทันใด แต่ก็นะ...นางก็ทำได้แค่หวังเท่านั้น...  

...พรึบ! ...หมับ! ....  

"กรี๊ด!!!”  

...โพละ! ...  

ใครจะคาดว่าคนที่นางนั้นได้ลงมือฟาดศีรษะเขาจนเลือดนองพื้นคล้ายคนตาย จนนางคิดเอาเองว่าเขาคงต้องตายลงไปแล้วเป็นแน่จะดันลืมตาพรวดพราดขึ้นมาได้อีก และด้วยอารามตกใจไม้ที่ยังไม่ได้วางแต่แรกจึงฟาดซ้ำไปอีกหนึ่งครั้ง คราวนี้ปีศาจกระทิงก็ปีศาจกระทิงเถิด...  

คาดว่าเป็นเทพเฮ่งเจียมาเองก็คงยากจะรอดพ้นไปได้...เช่นนั้นแล้วเมื่อสามองครักษ์มากฝีมือทั้งเสิ่นอี้ถง สืออี กับอี้เฟิ่งเหลยมาพบ จึงเห็นเป็นชินหวางนอนสิ้นสภาพ ที่แม้โลหิตอาบทั้งกาย อีกทั้งศีรษะนั้นก็แตกไปเพียงสองแผลก็จริงหากแต่อย่าได้กล่าวว่ามีรอยปูดบวมกี่แห่งกัน เพราะบวมไปหมดยากจะนับครบถ้วนเสียแล้ว  

...ชินหวางเฟยน้อย นางนั้นช่างมีใจเหี้ยมหาญอย่างยิ่ง!...  

ต่อให้พอฟื้นมาแล้วหานไท่หมิงก็ยังแบกความโมโหจนหน้าดำไปสิบส่วน แต่ก็จนใจจะเอาผิดเด็กไม่รู้ความไปได้ ส่วนคนผิดนั้นก็ยืนสงบเสงี่ยมเจียมตนเอง เก็บมือเก็บเท้าทำหน้าซื่อตาใส คนเจ็บตัวฟรีจะด่าหรือจะตีนางก็จนด้วยเกล้าไปหมด จึงทำได้เพียงสะบัดกายพาศีรษะบอบช้ำขึ้นอาชาตัวใหญ่แยกไปอีกทางทันที กลับไปสมทบกับกองทัพหลวงที่กำลังจะใช้อีกเส้นทางห่างไกลจากซั่วหยางไปเป็นพันลี้  

"นี่...เขา...เอ่อ...หมายถึงชินหวาง ไยจึงมาโผล่เป็นวิญญาณร้ายเช่นนั้นหรือแม่นมซาง"  

พอเห็นว่าตนเองรอดตายแน่แล้ว เฉียวปิงเซียวก็ไม่รีรอที่จะถามเอาความจริงทันที  

"คือ...ชินหวางได้รับจดหมายลับว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาจะมีนักฆ่าบุกมาสังหารชินหวางเฟยเพคะ ซึ่งในวันนั้นทัพที่ไปยังเดินทางไม่ห่างจากจุดพักม้าแห่งนี้ พระองค์จึงมาซุ่มคอยพวกมันด้วยตนเองเพคะ"  

เฉียวปิงเซียวไม่เข้าใจทั้งหมดหรอก แต่ก็รู้ว่ามีคนอยากให้นางตาย จึงชะเง้อมองออกไปที่ริมหน้าต่าง จึงได้เห็นว่ามีทหารของชินหวางคุมคนออกไปหกคน ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง  

"ทำไมจึงมีแต่คนอยากให้เสี่ยวปิงตายกันนักนะ...เสี่ยวปิงเองยังไม่เคยคิดอยากให้ผู้ใดตายเลยสักคน"  

เด็กน้อยบ่นออกมาตามประสาของคนไร้เดียงสา ทว่าซางเหนียงจือนางได้ฟังแล้วถึงกับห้ามน้ำตาของตนเองไม่ไหว เพราะที่ชินหวางเฟยตัวน้อยนางกล่าวมิผิดไปเลย ร่างตรงหน้าของนางผู้นี้ก็เพียงเด็กหกหนาว ไยจึงจ้องจะสังหารกันให้ได้ นางเองยิ่งคิดก็มีแต่สงสารและเห็นใจ  

เพราะเด็กน้อยแซ่เฉียวผู้นี้นางไม่เคยรู้เรื่องอันใดทั้งสิ้นกับตำแหน่งชินหวางเฟยนี้ที่ตนเองถือครอง นางก็คาดว่าเด็กน้อยนั้นคงยังไม่รู้เลยว่ามันมีความสำคัญ หรือมีอำนาจใดอยู่ในมือของตนเองบ้าง  

เฉียวปิงเซียวนางรู้เพียงว่าวันที่บิดาส่งนางขึ้นเกี้ยวมาเมืองหลวงนั้นกำชับตนเองหนักแน่นว่าหากถึงเมืองหลวงได้พบกับไทเฮาต้องสำรวมให้มาก เพราะหากนางไม่อยากถูกดุถูกตีก็อย่าได้ดื้อดึงกับไทเฮาเด็ดขาด!  

พระนางมีคำสั่งใดก็ให้นางทำตามทุกสิ่งห้ามขัดขืน เหตุใดแม่นมเช่นนางซางเหนียงจือจึงทราบความน่ะหรือ? ...ก็นับตั้งแต่ไปรับตัวเด็กน้อยมาจากชายแดนเมืองต้านโจวก็เป็นตัวนางเอง ดังนั้นจะดีหรือร้ายทุกสิ่งของเฉียวปิงเซียวแม่นมเช่นนางย่อมรู้ดีที่สุด  

"แม่นมไยจึงร้องไห้...ไม่ร้องนะไม่ร้อง...โอ๋...โอ๋...เสี่ยวปิงไม่เป็นไร...เสี่ยวปิงไม่ได้กลัว...อย่าร้องเลย...ร้องแล้วตาบวมเดี๋ยวแม่นมซางจะไม่งามเอานะ"  

ทั้งที่แม่นมยังสาวนั้นเศร้าอยู่มาก พอถูกเด็กน้องที่ปลอบด้วยกิริยาห่วงใยจริงจังนางเลยหัวเราะทั้งน้ำตา แล้วจึงทรุดกายลงมาโอบกอดกายเล็กเอาไว้แนบแน่น  

"เด็กน้อยเอ๊ย...รู้หรือไม่ แม่นมไม่อยากให้ชินหวางเฟยน้อยโตเลย...แม่นมซางอยากให้เสี่ยวปิงเป็นเด็กตลอดไป...เสี่ยวปิงจะได้ไม่ต้องเศร้า ไม่ต้องทุกข์ทน"  

...หืม? ...  

เมื่อคืนนางจำได้ว่าตนเองฟาดแต่ศีรษะของปีศาจกระทิงนี่นา ไยแม่นมซางเหนียงจือจึงมาพูดจาเพ้อเจ้อไปด้วยอีกคน...หรือว่านางจะตกใจกลัวปีศาจกระทิงพิโรธจนฟั่นเฟือนไปแล้วกันเล่า?  

ชินหวางเฟยตัวน้อยกอดปลอบโยนคนตัวโตกว่า แต่กลับร่ำไห้งอแงมากกว่าตนเองไป ในหัวน้อย ๆ นั้นกลับคิดไม่ตกอยู่เพียงลำพังด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นครู่  

และเป็นอีกครั้งที่เฉินเซินระบายลมหายใจด้วยความโล่งใจ เพราะอย่างน้อยเจ้าทึ่มผู้นั้นก็พอจะอาศัยได้บ้างแล้ว ชายหนุ่มคิดทบทวนว่าต่อจากนี้เหตุการณ์จะเป็นเช่นไรต่อไป แต่ทั้งสิ้นเขาก็บอกตนเองจากประสบการณ์ย้อนคืนกลับมาร่วมสองหนาว มีรายละเอียดยิบย่อยบางอย่างไม่ได้เหมือนเดิมเสียทีเดียว  

ดังนั้นถึงในอดีตต่อจากนี้การเดินทางของเฉียวปิงเซียวจากเทียนคงเฉิงสู่ซั่วหยางจะปลอดภัยไร้เงานักฆ่าอีก แต่จะละทิ้งนางไป เขาปล่อยวางยากเหลือเกิน สายตาที่ทอดมองไปยังขบวนรถม้ามีเพียงความห่วงใย ถวิลหา และจงรักภักดีต่อคนภายในรถม้าคันที่สองอย่างยิ่ง  

...ชาตินี้ข้าก็คงทำได้เพียงเท่านี้แล้ว...  

ก็คงทำได้เพียงเฝ้ามองนางมีความสุข และปลอดภัยอยู่เพียงไกลตาเท่านั้น ในเมื่อเคยมีโอกาสครองคู่แนบข้างแล้วเป็นเขาที่สะบั้นวาสนารักต่อกันจนไร้เยื่อขาดไย มาวันนี้ก็มีเพียงยอมรับเอาทุกความเจ็บความปวด ความถวิลหาไปลำพังเท่านั้น  

…ขวับ…ขวับ…ขวับ…  

เสียงเฆี่ยนยาวนานติดต่อกันสองคืนกับสามวันมาแล้วในทัพหลวงของหนานสุ่ย แต่เจ้าพวกนักรบเดนตายกลับเลือกจะปิดปากสนิทราวกับว่าพวกมันไร้ลิ้น หรือก็เป็นใบ้ จึงทำให้ชินหวางจากที่หน้าทะมึนราวปีศาจร้ายอยู่แล้วยิ่งทบทวีเกินสิบส่วนไปแล้ว  

“ไม่ปริปากเลยสักคนหรือไรหลิวฮั่น”  

ถึงจะเป็นห่วงผู้เป็นนาย ทว่าหลิวฮั่นก็ไม่บังอาจไปห้ามปรามหรือสอบถามอาการบาดเจ็บของอีกฝ่ายไปได้ ก็เคยสอบถามแล้วได้รับสายตาประหารชีวิตจึงไม่กล้าอีก  

"มิยอมปริปากเลยพ่ะย่ะค่ะ ชินหวาง"  

คิ้วกระบี่ขมวดยุ่งดูท่าคงไม่พึงใจอย่างยิ่งต่อความคืบหน้านี้ ซึ่งเขาเองก็ไม่พึงใจเช่นกัน หานไท่หมิงที่ขุ่นมัวมาหลายวันเพราะถูกเด็กรังแกมาไม่พอ ยังต้องมาเจอกับนักฆ่าใจทมิฬเหล่านี้ก็ถึงกับเริ่มหักข้อนิ้วแล้วเรียกหาเกลือละลายน้ำมาสักสองถึงสามถัง  

"รายงานชินหวาง..."  

นายทหารลาดตระเวนผู้หนึ่งเข้ามาคุกเข่าอยู่ด้านหลังพร้อมมีบางสิ่งในมือซึ่งในช่วงหลายเดือนมานี้เขาเริ่มจะคุ้นเคยกับความหวังดีในเงามืดนี้บ้างแล้ว  

"ส่งมา"  

พลทหารผู้นั้นขยับเข้าใกล้แล้วส่งกระดาษมาให้ เขาเปิดออกอ่านก็กดยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาเรืองรองไปด้วยเพลิงโทสะ ส่วนมือนั้นโบกไล่พลทหารผู้นั้นให้ออกไปให้พ้น มีดสั้นเล่มคมถูกตวัดออกจากปลอก ก่อนจะไม่กล่าวอันใดสักเพียงครึ่งคำ แล้วจัดการ 'ชำแหละ' เนื้อหนังของพวกมันที่ยังเหลือชีวิตแค่เพียงสามคนจากทั้งหมดหกคน  

"ราด!"  

เสียงกรีดร้องโหยหวนสะท้อนก้องไปทั้งจุดพักค่ายเมื่อเขาลงมือเปิดผิวหนังของพวกมัน แล้วหลิวฮั่นราดน้ำผสมเกลือติดตามไป เสียงชวนสยดสยองดังอยู่ราวครึ่งชั่วยามก็สงบ ซากชิ้นเนื้อที่มิอาจจดจำหรือแยกออกว่าส่วนใดเป็นส่วนใดของร่างกายมนุษย์ถูกพลทหารมาลำเลียงออกไปโยนทิ้งห่างจากที่พักไปหลายลี้ให้เป็นอาหารสัตว์ต่อไป ส่วนหานไท่หมิงก็หลีกไปอาบน้ำชำระคราบโลหิตที่สาดกระจายเปื้อนไปทั้งกาย  

"ไป๋เซิง..."  

พออาบน้ำเรียบร้อย เขาจึงเรียกหาคนในเงามืดของตนเองให้ออกมา และเพียงเสียงเรียกจบลงบุรุษที่ใบหน้านั้นมีรอยที่ดูคล้ายจะเป็นร่องรอยการกรีดของมีดลากยาวจากส่วนบนด้านหนึ่งพาดเฉียงไปจรดปลายคางอีกด้านหนึ่งก็ปรากฏออกมา ถึงแม้ร่องรอยนั้นไม่น่าเกลียดแต่ก็ดูอำมหิตใช่น้อย  

"นับจากนี้ทุกสิ่งที่จางหลานเย่กระทำ ข้าต้องได้รู้ จำไว้ต่อไปหนึ่งมื้อนางกินข้าวกี่คำเจ้าจะต้องรายงานมาอย่าได้ขาดไป"  

"พ่ะย่ะค่ะ"  

"แล้วก็แจ้งไปที่อิงฉงว่าที่แท้เรื่องสมรสผูกสัมพันธ์ของฝ่าบาทและองค์หญิงแห่งซูปี้นั้นจริงเท็จเป็นประการใด ทางที่ดีให้เขาส่งสายลับของจิ้นหลางหลงไปแทรกซึมที่กระโจมหลวงของข่านเผ่าซูปี้ด้วยจะยิ่งดีมาก"  

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"  

ถึงจะเป็นเพียงจดหมายลึกลับมิเคยแตะต้องสาวไปถึงที่มาได้ ทว่าหลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวซึ่งถูกแจ้งมาล้วนเห็นผลเป็นจริง เช่นนี้แม้จะไม่วางใจเชื่อได้เต็มร้อย แต่เขาย่อมไม่ประมาท ส่งคนฝีมือดีเร่งออกไปตามหาความจริงทันที  

...จางหลานเย่...หากเป็นจริงเจ้าก็ดูแคลนบุรุษเช่นหานไท่หมิงเกินไปแล้ว...ที่ข้ายังให้โอกาสเจ้าเกรงว่าเจ้าคงจะไม่ซาบซึ้งกระมัง จึงคิดเอาสายเลือดชั่วมาปั้นให้เป็นลูกของข้า...หึ!...แล้วเจ้าจะรู้ซึ้งถึงคำว่าอยู่มิสู้ตาย!...  

กระดาษแผ่นน้อยในมือถูกเผาผลาญจนสลายกลายเป็นเถ้าปลิวหายไปในท้ายที่สุด ก่อนจะเรียกหาหลิวฮั่นให้เรียกแม่ทัพนายกอง และท่านอ๋องหกหานหย่งเต๋อมาหารือถึงการศึกที่มีรายงานจากม้าเร็วสื่อสารจากชายแดนเมืองคังในทุกวันสถานการณ์ดูจะตึงเครียดไม่เบา กลยุทธ์จึงต้องถูกแก้ไขปรับเปลี่ยนส่งไปถึงแม่ทัพที่ประจำการอยู่ยังหน้าด่านทุกวันเช่นกัน  

ทางฟากฝั่งทู่เจี๋ยก็ดูย่ำแย่มาก บัดนี้กลับเพิ่มเอาเผ่าซูปี้มาเสแสร้งก่อความสัมพันธ์จอมปลอมส่งหญิงงามมาเป็นบรรณาการเสียอีก หานไท่หมิงนั้นหัวใจจึงห่วงใยพี่ชายอย่างยิ่ง ถึงหานไท่สือมิใช่บุรุษมากราคะคลั่งหญิงงาม ทว่าจุดอ่อนของพี่ชายเขาย่อมรู้แจ้งที่สุด...องค์จักรพรรดิมีจิตใจมากเมตตาเกินไป...  

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่15

    ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง  แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์  "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย"  ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที  "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!”  ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน!  ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่14

    ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา  ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง  บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้  "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่"  ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง  "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่13

    ตอนที่13"มิได้!"  ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ...  ถูกต้อง! ...  ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง...  หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่  "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน"  ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน  "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน"  หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ  "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!"  ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ  "นางคือศิษย์น้องหกของข้า"  ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที  ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ...  เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่  ...อาจารย์ฮุ่ยเ

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่12

    ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที  เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว  ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง  “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ”  เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่11

    ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย  ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด  แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน  "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน"  เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่ 10

    ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ  วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้  เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค  “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้”  ...แควก! ...แควก! ...  สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status