LOGINจากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ
วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้
เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค
“เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้”
...แควก! ...แควก! ...
สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป กายของนางก็ถูกจับโยน นางนั้นกลับลงไปนั่งจุกแน่นอีกคราวยังพรมบนเตียง ซึ่งถึงรอบนี้จะไม่เจ็บเท่าใดนัก แต่นางคือคุณหนูในห้องหอย่อมทะนุถนอม จนออกตบแต่งให้แก่ชินหวางเขาก็ทะนุถนอมนางไม่เคยแสดงกิริยาป่าเถื่อนเอาแต่ใจเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
"กรี๊ด!”
ต่อให้นางกรีดร้อง ทว่าก็แผ่วเบาเพียงในลำคอ เพราะแรงกายก็แทบไม่มี ทำได้เพียงนอนจุกแน่นหายใจแผ่วสะดุดเป็นห้วง จะร้องก็ออกมาเบาหวิว หรือต่อให้นางกรีดร้องได้เต็มเสียงก็คงไร้ค่าไปจนสิ้น เพราะแน่ใจว่าต่อให้มีคนด้านนอกได้ยิน ก็คงกลัวจะถูกฆ่ากันทั้งนั้น คนชั่วที่จับจ้องมาด้วยสายตาหื่นกระหายใคร่สวาทไปทั่วร่างแบบตาไม่กะพริบมิปิดบัง จางหลานเย่ก็เห็นชะตากรรมของตนเสียแล้วว่าไร้หนทางหนีหรือขัดขืนไม่ตามใจผู้มีอำนาจเหนือกว่าไปได้
"มิรู้หรือว่าข้าชอบยิ่งนักสตรีเช่นเจ้า...ยิ่งเจ้ากรีดร้องข้ายิ่งชอบนัก!”
พอถูกตามลงมาฟัดบีบขยำด้วยฝ่ามือแข็งกระด้าง จางหลานเย่นางจึงไม่ได้ส่งเสียงใดออกไปอีก ทว่ายิ่งนางไม่ดิ้นรนนางไม่ต่อสู้ ซือถูสิงกลับยิ่งรู้สึกไม่เร้าอารมณ์ ลงมือเพิ่มขึ้นหวังให้นางกรีดร้องเพิ่มรสชาติอีกหน่อย นั่นเองจางหลานเย่นางจึงต้องเสแสร้งแกล้งส่งเสียงแผ่วหวิวออกมาให้สมใจอีกฝ่ายเท่านั้น
"โอ้ว...สตรีชาวจงหยวนนี่ช่างงดงามบอบบางเสียจริง ฮ่า....ฮ่า...ฮ่า...แต่ก็...เร่าร้อนใช้ได้"
กายเปล่าเปลือยสั่นสะท้าน น้ำตาไหลเป็นทางในขณะที่ฝ่ายบุรุษยังมีอาภรณ์ครบถ้วนเปิดเปลือยเพียงส่วนนั้นของบุรุษมาข่มเหงนางอย่างรุนแรงบ้าคลั่ง ซึ่งต่อให้นางร่ำไห้จนน้ำตาหมดกายทุกสิ่งก็มิอาจเปลี่ยน แล้วคำสั่งที่ให้นางเร่งตั้งครรภ์ให้ได้ภายในไม่เกินสามเดือนต่อนางนี้ก็ดังขึ้นมาให้นางได้คิด
...ในเมื่อจะมีสายเลือดสักครา เมื่อไม่ใช่ชินหวางเป็นข่านน้อยผู้นี้ก็มิแตกต่าง นับว่านางจะผิดจากฝ่ายใดก็อยู่ไม่ลำบาก...
ริมฝีปากสวยกดยิ้มราวนางปีศาจจิ้งจอกร่านราคะในทันใด นางเป็นสตรีย่อมรู้บัดนี้นางยังสาวยังแส้งดงาม ชินหวางที่ยังมีวัยเพียงสิบเก้าหนาวก็เพียงหลงใหลต่อความงาม ในอนาคตพบเจอสตรีผู้งดงามกว่าย่อมลืมนาง ก็หากบุรุษรักใคร่จริงใจไฉนเลยเขาจึงไม่ยอมมีบุตรกับนาง คนเช่นจางหลานเย่มิได้โง่งมจนดูไม่ออก บุรุษก็เพียงเท่านี้ เช่นนั้นนางย่อมเร่งคว้าโอกาสงดงามที่ผ่านมาเอาไว้ให้ตนเองและบิดาย่อมไม่เสียเปล่า
"ท่านข่านน้อย..."
หลังจากเขาซุกซบกับหน้าอกของนางเพื่อพักลมหายใจ นิ้วเรียวสวยก็เริ่มกรีดลงไปที่แนวกระดูกสันหลังของอีกฝ่าย กิริยายั่วยวนถูกนำมาใช้อย่างเต็มฝีมือ จากลูบโลมนางก็พลิกกลับไปอยู่ด้านบน จากนั้นก็ปรนเปรอเขาจนซือถูสิงพึงใจนางอย่างยิ่ง
"เจ้าต้องการจะติดตามข้ากลับเผ่าหรือไม่เหม่ยเหริน" (เหม่ยเหริน/คนงาม/สาวงาม)
หลังจากผ่านไปกว่าสองชั่วยามที่นางปรนเปรอบุรุษต่างแดนสูงศักดิ์ผู้นี้ สุดท้ายเขาก็ติดกับดักนางจนถอนตัวไม่ขึ้นถึงขั้นจะพานางกลับเผ่า จางหลานเย่ยิ้มร้ายกาจสาสมใจ
"ท่านข่านน้อยมีหรือจะไม่รู้ฐานะแท้จริงของหลานเย่"
นางบีบน้ำเสียงฉอเลาะพร้อมทั้งพลิกกายขึ้นไปอยู่บนหน้าท้องของกายกำยำ บัดนี้มิใช่เพียงท่านข่านน้อยที่บางส่วนไม่น้อยลุ่มหลงนาง ทว่านางเองก็เริ่มพึงใจต่อร่างกายแน่นลีลารักเร่าร้อนของเขาเช่นกัน
"ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...เหม่ยเหรินช่างเป็นสตรีจงหยวนที่ทั้งงดงามและฉลาดอย่างยิ่ง บอกมาบัดนี้เจ้าต้องการสิ่งใด ข้า...ซือถูสิงยินดีมอบให้เจ้าได้สุขใจ"
ดวงตางดงามฉายแววอำมหิตขึ้นมาสายหนึ่ง สิ่งเดียวที่นางต้องการในยามนี้น่ะหรือ...ก็เพียงกำจัดนางเด็กสมควรตายที่เป็นก้างชิ้นโตที่ทิ่มแทงนางจนมิอาจหลับตาให้เป็นสุขได้เช่นไรเล่า
...ในเมื่อนายหญิงใหญ่มิให้นางลงมือ...เช่นนั้นก็....หึ...หึ...หึ...
"หลานเย่ได้ฟังมาว่านักฆ่าแห่งซูปี้นั้นมากฝีมือเด็ดขาด เช่นนั้น...ท่านข่านน้อยจะแสดงฝีมือคนของพระองค์ให้เป็นบุญตาวาสนาหูแก่หลานเย่ได้หรือไม่"
กล่าวไปมือนุ่มก็กอบกุมความยิ่งใหญ่ที่นางติดอกติดใจหนักหนาบีบเคล้นโดยไม่ปรานี และย่อมแน่แท้ว่าบุรุษมากราคะเช่นชนเผ่าดินแดนทุ่งหญ้ากว้างไกลย่อมพึงใจเหลือจะกล่าว
"ย่อมเป็นดังเหม่ยเหรินต้องการ...อืม..."
พอได้คำตอบอันพึงใจจางหลานเย่จึงตอบแทนท่านข่านน้อยด้วยลีลารักเร่าร้อน ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นกับชินหวางนางย่อมมิอาจแสดงกิริยาเช่นสตรีเร่าร้อนดังนี้ไปได้ จากที่นางเพียรลงมือลงแรงยั่วยวนเขา ทว่าอีกฝ่ายนอกจากจะไม่ชมชอบ เขายังตำหนินางไม่ไว้หน้านางว่าสตรีชั้นสูงเช่นนางละเลยกฎระเบียบอันดีของสตรีในวังไปได้เช่นไร
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งโยนความผิดความอัปยศที่นางต้องมาถูกบุรุษต่างแดนเชยชมในวันนี้ จนนางต้องกลายเป็นสตรีมากชู้ ทุกสิ่งเป็นเพราะชินหวางหานไท่หมิงผู้เป็นพระสวามีเขาบีบบังคับนางจนเป็นเช่นนี้ ดังนั้นพอบัดนี้นางสามารถล่อลวงข่านน้อยให้ติดกับดักหลงกลสวาท นางย่อมจะต้องเร่งทำมันจนเขารักนางหลงนาง จะต้องการสิ่งใดเขาจะต้องมอบให้แก่นาง ซึ่งนางมัวแต่คิดนานไปนิด ซือถูสิงเลยเป็นฝ่ายมอบบทรักรุนแรงเร่าร้อนให้จางหลานเย่เสียแทน และนางก็กล้ายอมรับจากใจว่าบุรุษต่างแดนผู้นี้ทำให้นางลืมเลือนลีลารักจืดจางครั้งเดียวระหว่างชินหวางที่ผ่านมาไปจนสิ้น!
และแล้วข้อตกลงของนายหญิงใหญ่และเผ่าซูปี้ก็สำเร็จไปด้วยดี ในอีกไม่นานนี้องค์หญิงน้อยจากต่างเผ่านั้นจะมาเป็นบรรณาการให้แก่องค์จักรพรรดิแห่งหนานสุ่ย แต่ที่จางหลานเย่แอบพึงใจยิ่งกว่าก็คือจะมีผู้ไปลงมือกำจัดเสี้ยนหนามตำใจของนางโดยที่มือทั้งคู่นี้สะอาดบริสุทธิ์ แม้แต่ท่านอาจารย์เนี่ยก็มิอาจเอาผิดนางไปได้
...อย่าโทษข้าเลยเฉียวปิงเซียว...จงไปโทษไทเฮาและชินหวางเถิด...
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







