Masukบุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง
แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์
"บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย"
ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที
"ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!”
ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน!
...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แท้...คนร้ายที่สุดจะเป็นคนใกล้ตัวยิ่งกว่าผู้ใด!!!....
"ชินหวางเฟย!”
เป็นสืออีที่พุ่งกายเร็วไวเข้ามารับกายของชินหวางเฟยก่อนอี้เฟิ่งเหลยและเสิ่นอี้ถงนางอ้าแขนออกรับนายน้อยที่ตนต้องปกป้องด้วยชีวิต แตะไปตามผิวแก้มเหลืองซีด แล้วจึงหันไปทางผู้เฒ่าใบหน้าทารกถามเขาทางสายตาว่าเกิดอันใดขึ้น
"อย่าถามข้า จงไปไต่ถามผู้เป็นนายของเจ้าเถิดแม่นางสือ"
คิ้วโก่งสวยขมวดแน่น หากแต่นางผู้ผ่านมาหนึ่งความตายย่อมมีประสบการณ์หลายสิ่ง จึงไม่ปริปากไต่ถามถึงสาเหตุอีก เพราะสัญญาณบางสิ่งเตือนว่าบางทีนางอาจวางใจทั้งหัวหน้าเสิ่นอี้ถงและอี้เฟิ่งเหลยมิได้สักคน!
"เกิดอันใดขึ้น ชินหวางเฟยเป็นอันใดไปสืออี"
เสิ่นอี้ถงถามน้ำเสียงตึงเครียด
"ท่านอาจารย์เสวี่ยกล่าวว่าชินหวางเฟยคงอ่านตำรามิได้หลับเต็มตื่นจึงเป็นลมหมดสติไป"
นางตอบสั้นจริงจัง เสิ่นอี้ถงจึงไม่คิดว่านางโกหกตนเองเช่นกัน
"กระท่อมด้านนั้นข้ามีเอาไว้มาพักผ่อน เช่นไรพวกเจ้าอุ้มชินหวางเฟยไปนอนพักผ่อนก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะตรวจดูอาการนางอย่างละเอียด เช่นไรจะได้จัดสมุนไพรบำรุงร่างกายให้ชินหวางเฟยได้ดื่มสักหนึ่งหม้อ"
เสิ่นอี้ถงตัดสินใจอยู่ครู่ เขาจึงเห็นดีว่าสมควรให้นายน้อยของตนเองพักผ่อนเสียก่อน จึงบอกให้สืออีนางเร่งอุ้มเฉียวปิงเซียวไปทางกระท่อมที่ท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคงบอกเมื่อครู่ทันที
ท่านเทพวารีเร่งฝีเท้าก้าวตามติด ทว่าก็ชื่นชมหญิงสาวผู้นี้ซึ่งนางดูจะมีไหวพริบมากพอสมควร จึงไม่ยอมปริปากพูดสาเหตุที่แท้จริง หลังจากตรวจร่างกายของเฉียวปิงเซียวอย่างละเอียด ก็ไม่พบอาการร้ายแรงใดมากกว่าความเย็นจากน้ำตาของเขาไปกระทบให้หนอนที่ยังเป็นตัวอ่อนตื่นชั่วครู่เท่านั้น เวลานี้พวกมันสงบลงไปแล้วหากไม่มีสิ่งใดกระทบร้ายแรงอีกอาการนี้ของเฉียวปิงเซียวก็จะไม่กำเริบไปอีกนาน
...ดอกบัวโลหิตร้ายกาจนางนั้นคิดสิ่งใดกันแน่หนอ? ก็หากคิดจะเป็นอมตะก็เพียงดื่มโลหิตจากหัวใจของปิงเซียวตั้งแต่แรกล้วนสมใจแล้วหรือไม่...ดอกบัวโลหิตนั้นคงยังไม่ทราบความลับนี้จึงได้มาฝากตัวอ่อนของหนอนกร่อนดวงใจเอาไว้เช่นนี้? ...
เพราะวิชานี้คือวิถีแห่งมาร เขาจึงไม่เข้าใจว่าไทเฮาที่ถึงจะทราบความว่านางเองก็เป็นหนึ่งเสี้ยวดวงจิตของปทุมาโลหิต แต่เช่นไรในภพชาตินี้นางก็เป็นเพียงมนุษย์นางหนึ่งเท่านั้น แล้วนางจะทำเช่นนี้ไปด้วยเหตุใดกันแน่ เสวี่ยจิ่นคงที่ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งปวดศีรษะ เลยทำได้เพียงส่งเทียบสมุนไพรให้ศิษย์คนหนึ่งไปจัดมาก่อนจะส่งชินหวางเฟยให้นางกลับตำหนักไปพักผ่อน เพื่อให้คนของทางตำหนักเคียงจันทราเคี่ยวให้แก่เฉียวปิงเซียวได้ดื่มหลังจากที่เด็กน้อยฟื้นขึ้นมา ซึ่งผลที่จะได้ก็เพียงต้องให้สมุนไพรต้านไปตามอาการเท่านั้น เพราะหนอนเหล่านั้นแทรกเข้าเป็นเนื้อเดียวกับหัวใจไปแล้ว รักษาได้ก็เพียงคงอาการ และไม่ให้เจ้าปีศาจจิ๋วเหล่านั้นเจริญเติบโต แต่หากคิดจะสังหารพวกมันก็เท่ากับเขาสังหารเฉียวปิงเซียวไปพร้อมกัน
ที่จะทำก็คงมีแค่เขาต้องไปค้นหาตำราเกี่ยวกับหนอนพิษเหล่านี้มาศึกษาให้แจ้งแก่ใจว่าจะใช้ยาใดรักษาได้ และที่ไทเฮานางฝากตัวหนอนร้ายเหล่านี้ที่แท้จุดหมายของนางต้องการสิ่งใดจากเฉียวปิงเซียว ซึ่งนั่นจึงจะสามารถคิดหายามาถอนพิษร้ายที่ฝังลึกลงในกายของทั้งหานไท่หมิงและเฉียวปิงเซียวได้ ก็หากว่าเขายังค้นต้นเหตุไม่พบ จะไปค้นวิธีและตัวยาใดมารักษาย่อมยากแล้วเท่านั้น เพียงคิดถึงภาพเด็กน้อยนางเจ็บปวด หัวใจของเขาก็ปวดร้าวไปหมดทั้งดวง
...ลูกเอ๋ย บิดาผิดต่อเจ้าอีกแล้วหรือนี่... สองพันเก้าสิบเก้าชาติผ่านมาได้ไยจึงจะมาล่มสลายลงในชาติสุดท้ายเช่นนี้กันเล่า? ...
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม กายเล็กของเฉียวปิงเซียวก็ขยับ จากนั้นดวงตาเรียวจึงเปิดขึ้น คนแรกที่พบแทนที่จะเป็นเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊ หรือแม่นมซางเหนียงจือ นางกลับพบว่าเขาคือบุรุษที่นางคุ้นตา แต่นึกไม่ออกเสียแล้วว่าคนผู้นี้คือผู้ใด จนนางต้องหลับตาลงไปใหม่ รวบรวมสติกลับมาให้ครบเลยร้องอ้อขึ้นมาดังลั่น
"ท่านอาจารย์เสวี่ยนั่นเอง"
บุรุษที่ดูหนุ่มแน่นยิ้มอ่อนโยน ส่วนเสี่ยวเตี๋ยถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที
"ดีอย่างยิ่งที่คราวนี้ชินหวางเฟยเป็นลม พอคืนสติก็ยังจดจำคนที่พูดคุยคนสุดท้ายได้อย่างแม่นยำ"
นางไม่ได้กล่าวเพียงปาก ทว่ากิริยาลูบหน้าอกตนเองนั้นบอกแก่เสวี่ยจิ่นคงได้ว่าเด็กสาวคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยนางดีใจจริงจังเลยทีเดียว
"ปกติชินหวางเฟยนั้นนางหลงลืมบ่อยหรือไร? "
"ไม่เชิงเจ้าค่ะ จะมีก็เพียงกับคนแปลกหน้าที่ท่านหญิงหก เอ่อ...ชินหวางเฟยมักจดจำไม่ค่อยแม่น บางทีนางก็จดจำชื่อกับหน้าสลับกันเจ้าค่ะ ที่นางจำแม่นก็มีเพียง...ยอดเงินที่เก็บกับสูตรอาหารเท่านั้นเจ้าค่ะ"
ประโยคหลังเด็กสาวแอบก้มลงไปกระซิบคล้ายเป็นความลับยิ่งใหญ่ แต่พอนางขยับกายแหงนเงยใบหน้าก็มีอันผวาเพราะคนที่นางนินทาอยู่นั้นยื่นใบหน้าเล็กมาร่วมฟังด้วย ดูสีหน้าสนุกสนานอย่างยิ่ง
"เพ่ย! ...เสี่ยวปิง!”
เด็กน้อยย่นปากคล้ายเสียใจอย่างยิ่ง
"เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊มีความลับกับบุรุษเสียแล้ว...เสี่ยวปิงเสียใจ"
เด็กสาวคนสนิทของชินหวางเฟยกลอกดวงตาระอาใจอย่างยิ่ง นี่คงไปฟังเรื่องเล่าอันใดประหลาดแล้วคิดไม่ดีอีกเป็นแน่
"อยากกินอันใดเพคะ"
เด็กน้อยที่เมื่อชั่วยามก่อนยังนอนแน่นิ่งใบหน้าซีดเหลือง บัดนี้นั่งขัดสมาธิอยู่กลางเตียงหลังโตกอดอกแน่น คิ้วเรียวพันกันยับยุ่งดูคล้ายมีปัญหายิ่งใหญ่ให้นางต้องคิดหนัก ยิ่งมองหัวใจของท่านผู้เฒ่าทว่าใบหน้าทารกก็พลันอบอุ่น ภาพในอดีตของเทพธิดาตัวน้อยลูกเสี้ยวที่มีมารดากึ่งหนึ่งเป็นมารดอกบัวเพลิงโลกันตร์กับเทพวารีนั้นแสนซนเพียงใดเขายังจดจำได้แม่น
"เกี๊ยวปลา...เสี่ยวปิงนั้นอยากกินเกี๊ยวปลาเจ้าค่ะ แต่...ที่จริงก็อยากกินบะหมี่เป็ดด้วย แล้วก็อยากกินปูนึ่ง...อยากกินผัดเปรี้ยวหวานกุ้ง...อยากกิน..."
คนที่มีท้องเพียงฝ่ามือ ทว่าของที่อยากกินสูงเทียมยอดเขาร่ายยาวไม่หยุด สาวใช้ควบตำแหน่งพี่เลี้ยงฟังแล้วก็ปวดศีรษะจี๊ดทีเดียว
"เกรงว่าท่านอาจารย์เสวี่ยคงมิต้องกังวลแล้วเจ้าค่ะ ท่องรายการของกินยาวไปถึงชายแดนเช่นนี้รับรองในอีกเจ็ดวันชินหวางเฟยย่อมไปสอบสนามที่สองประลองเพลงกระบี่ได้สบายมากแน่นอน"
เสี่ยวเตี๋ยหันมากล่าวแก่ท่านอาจารย์ที่ขออยู่รอดูอาการนายน้อยของนางจนฟื้นคืน ส่วนเสวี่ยจิ่นคงนั้นสายตาไม่อาจทิ้งห่างออกไปเสียจากคนตัวเล็กที่นั่งนับนิ้วถึงสิ่งที่ตนเองอยากจะกินไปได้
"ชินหวางเฟย...ที่ทรงกล่าวมานั่นจะกินหมดหรือเพคะ"
ซางเหนียงจือที่ออกไปเตรียมน้ำอุ่นมาเช็ดหน้าเช็ดมือคนตัวน้อยเอ่ยถามน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เพราะเอ็นดูเด็กน้อยที่กินเก่ง ทว่ากลับมีร่างกายเล็กนิดเดียว
"ไม่หมด...แต่เสี่ยวปิงอยากท่องรายชื่อไปเช่นนั้นเอง มื้อค่ำขอเพียงบะหมี่หยกกับเกี๊ยวไส้ปลาก็พอ จัดมามากมายเสี่ยวปิงกินไม่หมดเสียดายของ"
แก้มกลมสองข้างเริ่มมีสีระเรื่อ เสวี่ยจิ่นคงเห็นเช่นนั้นจึงขอตัวลากลับ เด็กน้อยกระโดดเด้งดึ๋ง ๆ ออกมาสามครั้งก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว
"เสี่ยวปิงขอไปส่งท่านอาจารย์จะได้หรือไม่เหนียงจือ"
เพราะไม่แน่ใจว่าหากตนเองไปส่งท่านอาจารย์จะสมควรหรือไม่ จึงหันไปถามแม่นมเสียก่อน แม่นมสาวเลยยิ้มหวานเอ็นดู
"ไปเถิดเพคะ ท่านเสวี่ยจิ่นคงเป็นอาจารย์เทียบได้ก็คือบิดาอีกผู้ ย่อมต้องให้เกียรติไปส่งนั้นจึงถูกต้องแล้ว"
เด็กน้อยพอได้ฟังคำตอบของแม่นมสาว นางก็ยิ้มกว้างจนเขี้ยวมุมปากทั้งสองข้างออกมาอวดโฉมน่ารักน่าเอ็นดูเพิ่มอีกหกส่วน ดังนั้นแล้วต่อให้เด็กน้อยจะทักชื่อของคนในตำหนักแห่งนี้ผิดบ้าง สลับกันบ้างอยู่เสมอนับจากมาพักอาศัย แต่ทุกผู้ก็ไม่รู้สึกย่ำแย่ มีแต่เอ็นดูชินหวางเฟยตัวน้อยกันถ้วนหน้า ผู้เป็นบิดาได้เห็นเช่นนี้ถึงมีทุกข์สาหัสกับหนอนร้ายที่ถูกฝังเข้าสู่กายของบุตรสาวในภพของมนุษย์อยู่มาก ก็พอจะเบาใจอยู่สองส่วนแล้ว
"สมุนไพรที่เหล่าฝูจัดเอาไว้ให้ต้องกินอย่าให้ผิดเวลานะเสี่ยวปิง"
ก่อนจะขึ้นรถม้าเขาอดจะหันไปกำชับคนยืนส่งยิ้มหวานมาให้ที่อยู่ด้านหลังเสียมิได้
"เจ้าค่ะ เสี่ยวปิงจะกินไม่ให้ขาดเลยรับรอง"
พอรถม้าเคลื่อนออกจากด้านหน้าพระตำหนักเคียงจันทรา เสวี่ยจิ่นคงก็ยังขยับเปิดม่านมองย้อนกลับไป จึงได้เห็นกายเล็กนั้นกระโดดบ้างเดินบ้างย้อนกลับเข้าไปด้านใน เห็นแล้วจึงยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง
...วิธีเดียวที่จะรักษาพิษร้ายนั้นได้มีเพียง...ร่างกายนี้ตายลงเท่านั้น...ส่วนวิธีอื่นเขายังต้องสืบค้นออกมาให้จงได้ เพราะการแพทย์เขาย่อมรู้มีผูกย่อมมีทางแก้ ทว่าทางแก้นั้นมันอาจยุ่งยากหรือลำบากไม่ธรรมดา โดยเฉพาะพิษนี้หาใช่ทางฝ่ายสายขาวหากแต่เป็น....
วิถีแห่งเผ่ามารที่มันหายสาบสูญไปเนิ่นนานกว่าสี่พันกว่าปี เหตุใดจึงหวนมาบังเกิดในภพมนุษย์ ที่สำคัญผู้ลงมือสร้างพันธนาการเหี้ยมโหดเช่นนี้กลับเป็นไทเฮาที่เป็นมารดาซึ่งรักบุตรชายเช่นชินหวางหานไท่หมิงมากมายอย่างยิ่ง มันออกจะผิดวิสัยเหลือเกิน
ถึงเขารู้แจ้งว่าเสิ่นลี่เหยานางนับเป็นสตรีใจอำมหิต เพราะเป็นอีกเศษเสี้ยวของดอกบัวโลหิตแบ่งกายลงมาเผชิญด่านเคราะห์เช่นนั้น แต่กายและดวงจิตนี้ของนางก็ย่อมเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดานางหนึ่งเท่านั้น แล้วมันมีเหตุอันใดที่จะทำให้สตรีมนุษย์ที่อยู่ในวังวนแห่งอำนาจในวังหลวงที่ผ่านมาหลายสิบหนาวนั้นลงมือกระทำการโหดร้ายต่อสายเลือดของตนเองไปได้เช่นนี้กันเล่า?
...ถึงขนาดต้องเฝ้าฟูมฟักหนอนพิษเอาไว้สังหารบุตรทีละน้อย มันอำมหิตเกินมนุษย์นางหนึ่งไปไม่น้อย โดยเฉพาะบุตรผู้นั้นนางรักมากเสียด้วย!...เห็นทีเขาคงจะต้องสืบความเป็นไปของไทเฮานางนี้ให้ลึกซึ้งเสียแล้ว
"อิงเฉิง...ข้าอยากให้คนของเจ้าช่วยสักหน่อย"
เพียงเอ่ยปากจบคำ เงาร่างหนึ่งกลับปรากฏเร็วดังสายลมพัดหนึ่งครั้ง กายสูงใหญ่ของฟ่านอิงเฉิงก็ปรากฏชัดเจนจนน่าตกใจ ทว่าสำหรับเทพบรรพกาลเช่นเขาเพียงเท่านี้ไม่นับว่าแปลกแต่อย่างใด
"เทพวารีเชิญบัญชา"
มิอาจทราบได้ว่าผู้อยู่ด้านในรถม้านั้นกล่าวสิ่งใดต่อให้คนบังคับม้าเพียรตั้งใจฟังเพื่อจะกลับไปรายงานผู้เป็นนายของมันทว่ามนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งย่อมไม่อาจแตะต้องสิ่งที่เหล่าเทพเซียนมิต้องการเปิดเผยไปได้
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







