Share

ตอนที่13

last update Terakhir Diperbarui: 2026-02-15 13:42:25

ตอนที่13

"มิได้!"  

...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ...  

ถูกต้อง! ...  

...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง...  

หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่  

"เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน"  

ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน  

"ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน"  

หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ  

"เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!"  

ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ  

"นางคือศิษย์น้องหกของข้า"  

ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที  

...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ...  

เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่  

...อาจารย์ฮุ่ยเจ๋อช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว...  

คิดไปเท้าเล็กก็ถอยห่างอย่างคนรู้จักการใดสมควรอยู่ การใดสมควรหลบหลีก ไม่ไหวหรอก นางก็ตัวเพียงเท่านี้ให้มีอาจารย์สติฟั่นเฟือน เฉียวปิงเซียวขอไปตั้งสติที่เชิงเขาอันหนิงซานย่อมปลอดภัยกว่า  

"นางเป็นของข้า!”  

ท่านเซียนบุรุษขยับเข้าไปอีกสามก้าว ใช้ร่างกายยิ่งใหญ่กว่าเข้าข่มขวัญ  

"เจ้ากล้าหรือ..."  

ท่านเซียนสาวก็ขยับเข้าไปเผชิญหน้ามิหวาดหวั่น  

นั่นทำให้ชินหวางเฟยตัวน้อยยิ่งขยับถอยห่างโดยเร็วไม่คิดมากทั้งสิ้น นางก็ไม่เถียงว่าหากไม่ต้องสอบแข่งขันนั่นย่อมดีแน่ แต่...หากความสบายนั้นต้องแลกกับการมีท่านอาจารย์สองผู้นี้ นางยินดีไปสอบอย่างไม่บิดพลิ้ว!  

"มานี่เถิดเด็กน้อย"  

เพราะมัวแต่ถอยหลัง พอมีกายหนึ่งกระโดดลงมาจากต้นไม้ขนาดลำต้นใหญ่ แต่ความสูงไม่มาก เฉียวปิงเซียวจึงสะดุ้ง แต่พอหันไปหาท่านองครักษ์ทั้งสาม พวกเขากลับทำเพียงโค้งกายให้แก่คุณชายรูปงามตรงหน้า  

"ท่านอาจารย์ฟ่าน"  

อี้เฟิ่งเหลยเป็นผู้เอ่ยขึ้นมาเป็นคนแรก  

"เป็นชินหวางเฟยตัวน้อยที่เจ้าศิษย์น้องนิสัยเลวฝากฝังสินะ"  

เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากายน้อยแล้วใช้ปลายของพัดกระดาษเชยคางเล็กให้แหงนเงยมองประสานสายตากับตนเอง  

"ถือว่าต้นทุนเดิมเจ้ามีดีใช่น้อยพอจะรับเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของข้าฟ่านอิงเฉิงก็ได้ แต่...เจ้าต้องสอบให้ผ่านเสียก่อนปิงเซียว"  

มิใช่เพียงบุรุษตรงหน้าใช้สายตาพินิจตนเอง เฉียวปิงเซียวนางก็มองสำรวจเขาเช่นกัน บุรุษผู้หนึ่งรูปโฉมงดงามราวเซียนสตรี เพราะริมฝีปากนั้นแดงระเรื่อดังสีของผลอิงเถาสุกงดงาม ดวงตาเรียวรีทรงดอกท้อก็แวววาว คิ้วกระบี่ยาวพาดเฉียง ปลายจมูกก็เรียวงดงามโด่งคม พอรวมกันอยู่บนใบหน้าขาวสะอาดอย่างคนอยู่ในวัยราวยี่สิบกว่าหนาวจึงงดงามล่มปฐพีนั่นจึงถูกต้องสำหรับกายสูงสง่าตรงหน้า  

"ท่านคืออาจารย์แห่งฮุ่ยเจ๋อหรือเจ้าคะ? "  

ถามแล้วก็อดจะแอบเหลือบสายตาไปยังจุดที่ท่านเทพเซียนทั้งสองที่เริ่มจะลงมือ 'ตีกัน' ไปเสียแล้วไม่ได้ ภายในใจเด็กน้อยก็ได้เพียงร่ำร้องว่าไทเฮานั้นช่างอำมหิตยิ่งนัก ส่งตนเองมาทรมานในสถานที่เช่นนี้ไปได้ลงคอ  

...ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว...  

"กลัวหรือ? ...หากเจ้าคือชินหวางเฟย...เจ้าย่อมคือคนของเจ้าเด็กสารเลวไท่หมิง เช่นนั้นก็สมควรถอดคำว่ากลัวออกจากภายในนี้"  

พัดกระดาษด้ามงามชี้ลงมาที่ตำแหน่งหัวใจของเด็กน้อย เฉียวปิงเซียวประสานสายตากับท่านอาจารย์ฟ่านคนงามนิ่ง ก่อนนางจะเห็นรอยยิ้มพึงใจโค้งขึ้นสูง ดวงตาดอกท้อนั้นจึงหรี่แคบลงจนเด็กน้อยเห็นภาพของจิ้งจอกเฒ่าหมื่นปีซ้อนทับใบหน้างดงามล่มปฐพีนั้นเข้าเสียแล้ว  

"เหล่าหูหลี..."  

ริมฝีปากเล็กพึมพำด้วยความเป็นเด็กที่ยังไร้เดียงสา นางคิดสิ่งใด รู้สึกเช่นไรย่อมยากจะเก็บซ่อน นั่นเองที่ท่านอาจารย์ฟ่านคนงามหัวเราะแผ่วพลิ้วจนเด็กน้อยเริ่มเคลิ้ม  

...ช่างเป็นบุรุษที่มีน้ำเสียงไพเราะแม้แค่เพียงหัวเราะ...  

"ตั้งใจสอบให้ดีเล่า อย่าให้เสียหายว่าเป็นคนของชินหวางไปได้...ข้าจะรอเจ้าอยู่บนนั้น"  

เข้าโน้มกายลงมากระซิบเสียงนุ่ม แล้วก็เดินเฉิดฉายจากไป เด็กน้อยมองตามจนลับตา งดงามดังนางพญาหงส์เหินคงนิยามทุกก้าวที่ท่านอาจารย์ฟ่านนั้นเดิน  

"เขา...รู้จักกับชินหวางหรือ? "  

นางหันไปสอบถามกับองครักษ์ที่ยังยืนทะมึนคุ้มกันอยู่ด้านหลัง เห็นแล้วนางก็ท้อ นึกแค่เพียงว่ามันจะอันใดกันนักหนานางก็เพียงเด็กหกหนาว ไม่เคยไปทุบป้ายหลุมศพผู้ใด หรือไปเผาศาลบรรพชนสกุลใดสักครั้ง ไยจึงมีแต่คนอยากเห็นนางตาย  

นับตั้งแต่จำความได้นั่นเลย ท่านลุงในกระโจมหลวงแห่งซีเป่ยก็สลับนักส่งยาพิษมากำนัลนางวันละสามเวลา เหล่าท่านยายกว่าร้อยนางก็ชอบส่งกำยานสังหารมามอบให้ พอพ้นกระโจมหลวง ก็เป็นท่านแม่รองทั้งหลายที่รักนางอย่างยิ่ง แม้แต่เผาเรือนนางก็ใจดีกระทำให้นางมาแล้ว  

บัดนี้ก้าวออกมาอยู่จนห่างไกลจากต้านโจวและซีเป่ยกว่าสองพันลี้กลับมิคาด นักฆ่าก็ยังรักใคร่ห่วงใยเด็กน้อยไร้ค่าเช่นนาง ติดตามมาสังหารกันอย่างอดทนไม่ย่อท้อ...ช่างน่าซาบซึ้งใจเหลือเกิน...  

"ท่านอาจารย์ฟ่านคือศิษย์พี่ใหญ่ของชินหวางพ่ะย่ะค่ะ"  

ฟังคำตอบยืนยันหนักแน่นจากท่านหัวหน้าเสิ่นผู้เคร่งขรึม เฉียวปิงเซียวนางก็ระบายลมหายใจทดท้ออยู่เก้าส่วน เพราะเริ่มจะซาบซึ้งใจกับความหวังดีอย่างยิ่งของชินหวางเสียมิได้ที่ตนเองไปเผชิญศึกยังตะวันตก แต่กลับมากมีน้ำใจห่วงใยนางเหลือเกิน ก็ดูเอาเถิดขนาดนางจะมีอาจารย์สักคนก็ยังเป็นคนของชินหวาง  

...หรือชาติเก่านางเคยไปสังหารภรรยารักของเขากันเล่า? ...ชาตินี้เขาจึงแค้นนางไม่ปล่อยวางกันถึงเพียงนี้...  

ในขณะที่ฝ่ายเฉียวปิงเซียวกำลังซาบซึ้งต่อความจริงใจที่ท่านปีศาจกระทิงตั้งใจจริงมอบให้ ฝ่ายผู้ถูกสรรเสริญยาวเหยียดกว่าหมื่นลี้กลับกำลังตึงเครียดกับการศึกที่เมืองคังจนแทบไม่ได้หลับได้นอนมาหลายวันแล้ว  

"รายงาน..."  

พลทหารที่เร่งรีบพุ่งกายเข้ามายังกระโจมสำรองนอกเมืองดูแตกตื่นร้อนรน  

"คอกม้าด้านใต้ในน้ำถูกวางยาพิษ บัดนี้ม้าศึกส่วนใหญ่ตายลงไปครึ่งหนึ่งพ่ะย่ะค่ะชินหวาง"  

สองมือแกร่งกำแน่น แต่หานไท่หมิงไม่ได้เอะอะโวยวายด่าทอคนของตน หรือสั่งการประทานโทษเขา เพียงสั่งการให้นำม้าที่ตายไปฝังกลบให้ดี จากนั้นก็เรียกหาคนระดับนายกองทั้งหลายเข้าประชุมทันที  

"ไยชินหวางจึงมิลงโทษพลทหารเหล่านั้น"  

ท่านอ๋องหกหานหย่งเต๋อนั้นให้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดแม่ทัพใหญ่จึงไม่สั่งลงโทษเหล่าพลเลี้ยงม้าให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อความผิดพลาดอันใหญ่หลวงเหล่านี้  

"สังหารคนย่อมง่ายดายเพียงเอ่ยปาก ทว่า...จะให้คนยอมศิโรราบก้มศีรษะมอบชีวิตตายแทนเรานั้นมิใช่ง่ายดาย...คำกล่าวนี้มิทราบท่านอ๋องหกยังพอจะจดจำได้หรือไม่"  

เพราะในยามนี้ทหารใต้ปกครองนั้นเสียขวัญมากพอแล้ว หากเขาลงโทษอีก พวกเขาจะยังเอาแรงใจที่ใดมาออกรบทำการศึกกัน ในเมื่อออกรบก็เห็นแต่หนทางตาย พออยู่ในค่ายหรือก็มิได้แตกต่าง ที่เขาคิดในยามนี้ก็คือต้องดึงขวัญและกำลังใจทหารคืนกลับมาเสียก่อน ในขณะเดียวกันก็ต้องแทรกซึมเข้าสู่ฐานรากของทหารชั้นล่างให้จงได้ เพราะเขานั้นยากจะเชื่อว่าโรงเลี้ยงม้าของกองทัพนั้นมิใช่ผู้ใดคิดจะเดินก็เดินเข้าไปโดยง่าย ดังนั้นถึงขนาดเข้าไปวางยาในบ่อน้ำย่อมต้องไม่ใช่คนนอก สายตาของชินหวางหนุ่มวัยสิบเก้าหนาวบัดนี้มองทุกผู้อย่างพินิจ แต่ก็ต้องวางท่าเป็นเพียงจอมทัพผู้อ่อนด้อยให้แนบเนียน  

"หลิวฮั่น คืนนี้ข้าจะนอนเร็วสักหน่อย เจ้าก็อย่าให้ใครมารบกวนเวลาข้านอนเล่า"  

หลังการประชุมตึงเครียดเขาก็สั่งความองครักษ์แล้วเดินลับหายเข้ากระโจมที่พักส่วนตัว ไม่นานแสงเทียนก็ดับลง จากนั้นไม่เกินครึ่งชั่วยามก็มีเงาร่างเร้นหายออกจากอีกด้านของกระโจม พอแลเห็นเช่นนั้นผู้จับตาทุกการเคลื่อนไหวของชินหวางหานไท่หมิง แม่ทัพใหญ่แห่งหนานสุ่ยก็ส่งสัญญาณบางสิ่งต่อไปให้แก่ผู้ร่วมงานกลุ่มเดียวกันว่าบัดนี้เป้าหมายเริ่มเคลื่อนไหวแล้วตามที่คาดการณ์ทุกสิ่ง...  

"เป็นเช่นไรบ้าง..."  

คนในเงามืดเอ่ยถามใครบางคนด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง  

"เป็นไปดังกลอุบายพ่ะย่ะค่ะ"  

"ดี! ...ปล่อยข่าวออกไปว่าช่วงนี้ชินหวางอยากผ่อนคลาย จะกลับไปพักในเมืองคัง จัดหาสาวงามและนักดนตรีท้องถิ่นฝีมือเยี่ยมมารอคอยให้พร้อม"  

ผู้ซึ่งเอนกายพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ในเงามืดเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์มิปิดบัง ก็ในเมื่อพวกมันอยากได้จอมทัพเสเพล เขาก็จะช่วยให้สมหวังเอง!  

มุมปากอิ่มกดรอยยิ้มเหี้ยมโหด ดวงตาในเงามืดก็แวววาวดุร้าย ผู้รับคำสั่งเองยังรู้สึกหนาวสะท้าน ทว่าผู้ทรยศแผ่นดินหากต้องถูกตลบหลังก็สมควรแล้วมิใช่หรือ  

...ทางฝ่ายทำศึกนั้นตึงเครียด ส่วนทางฝ่ายเตรียมตัวสอบคัดเลือกกลับสนุกสนานสมวัย...  

เพราะสนามสอบแรกคือลานกว้างสุดลูกหูลูกตาที่เชิงเขาอันหนิงซาน และเพราะมีกฎว่าสำนักศึกษาฮุ่ยเจ๋อนี้ ไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักขึ้นไปวุ่นวายด้านบน หากไม่ได้รับอนุญาตจากท่านอาจารย์รักษาการผู้เฝ้าอยู่ด้านหน้าหนทางทอดยาวขึ้นสู่ยอดเขาสูงชันเทียมเมฆาแห่งนี้  

แต่ถึงจะเป็นเชิงเขา เหล่าคนติดตามทั้งหลายก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตามเหล่าคุณชายและคุณหนูซึ่งเป็นบุตรและหลานของคนใหญ่นายโตทั้งหลายอยู่ดี เพราะหากให้คนภายนอกเข้าไปในเขตที่เป็นสนามสอบแข่งขันแท้จริงอาจเกิดความยุ่งยาก จนอาจเลยเถิดไปถึงการโกงข้อสอบเอาได้นั่นเอง  

ดังนั้นแล้ว...เฉียวปิงเซียวที่รอคอยการได้ฉายเดี่ยวมาเนิ่นนานก็แสนจะปรีดาร่ำลาเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊และสืออีเจ่เจ๊ด้วยกิริยาฮึกเหิมมิปิดบัง  

"เสี่ยวปิง...แผ่นทองรออยู่นะเจ้าคะ"  

เสี่ยวเตี๋ยนางก้มลงไปกระซิบปลุกปั่นให้นายน้อยของตนมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ เพราะนางรู้แจ้งต่อให้ต้องปีนเขาสูงชันขอเพียงมีเป้าหมายเป็นแผ่นทองหนักสักหลายหมื่นตำลึงรออยู่ ท่านหญิงหกเฉียวปิงเซียวของนางย่อมมิท้อถอยพิชิตชัยมาได้มิผิดไปอย่างแน่นอน  

"รับรองเสี่ยวปิงต้องเก็บแผ่นทองมาเพิ่มเอาไว้เป็นต้นทุนสร้างโรงเตี๊ยมยิ่งใหญ่ของเราได้อย่างแน่นอน...เสี่ยวปิงเอาอยู่!"  

แล้วคำตอบหนักแน่นพร้อมแววตามุ่งหมายยิ่งใหญ่ของนายน้อยก็ไม่ทำให้เสี่ยวเตี๋ยผิดหวังสมดังใจ รอยยิ้มฮึกเหิมนั้นช่างทำให้ผู้คนที่พบเห็นแสนจะเอ็นดูเด็กน้อยอย่างยิ่ง เพราะเฉียวปิงเซียวคือคนที่อายุดูจะน้อยที่สุดในการมาสมัครสอบคราวนี้แล้ว จึงไม่มีผู้ใดคาดหรอกว่าเด็กตัวน้อยผู้นี้นางจะสามารถสอบได้ อย่างดีก็คงเป็นคุณหนูสกุลใหญ่ที่บิดาและมารดาตามใจมากจึงปล่อยให้ได้มาทดลองสอบไปเช่นนั้นเอง  

ดังนั้นในสนามสอบจึงไม่มีผู้ใดสนใจเด็กน้อยสักคน เช่นกันเฉียวปิงเซียวนางก็มิได้สนใจผู้ใดนอกจากอ่านข้อสอบให้เข้าใจ มันอาจจะยากเย็นสักหน่อยสำหรับผู้อื่น ทว่ามิใช่กับชินหวางเฟยตัวน้อย เพราะต่อให้ชื่อสมุนไพรนั้นมีหลายชนิดจนเกินปัญญาของเด็กวัยไม่กี่หนาว แต่กับนางนั้น ถึงชื่อและสรรพคุณจะเยอะมาก ทว่าสมุนไพรเหล่านี้นั้นอาจเรียกได้ว่าแปดส่วนสามารถนำพวกมันทั้งหลายมาเป็นส่วนผสมของอาหารได้ทุกชนิด นางนั้นเรื่องใดล้วนจดจำไม่เก่ง ขนาดชื่อบ่าวและนางกำนัลกับขันทีเฉียวปิงเซียวยังจำสลับกัน หากแต่จะยกเว้นก็เพียงสองสิ่งเท่านั้นที่จดจำไม่รู้ลืม...สูตรอาหาร...และแผ่นทอง...  

ซึ่งสิ่งนี้หาใช่สิ่งแปลก เพราะมนุษย์เรานั้นหากมีใจรักในสิ่งใดย่อมทุ่มเทศึกษาเช่นกัน เพียงแค่เฉียวปิงเซียวหนูน้อยรู้ว่าตนเองชอบสิ่งใดนับตั้งแต่วัยเพียงสี่หนาว ประกอบกับมารดาของเด็กน้อยใส่ใจลูกน้อยอย่างยิ่ง เพียงเห็นหนูน้อยสนใจสิ่งใดแน่วแน่นางจึงสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ดังนั้นเวลานี้จึงส่งผลดีแจ่มชัด  

เด็กน้อยตอบชื่อสมุนไพรถูกต้องถึงเก้าส่วนในเวลารวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่มีการสอบคัดเลือกวิชาการแพทย์ในกว่าเก้าสิบหนาวที่ผ่านมา ไม่พอนางยังเป็นศิษย์คนแรกที่อายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งสถานศึกษาฮุ่ยเจ๋อเลยทีเดียว ซึ่งสอบข้อเขียนได้เร็วไวเสียยิ่งกว่าท่านอาจารย์ผู้ควบคุมสนามสอบนี้  

ยิ่งเป็นการบรรยายสรรพคุณทางยาที่มีผลต่อร่างกายด้วยแล้ว เฉียวปิงเซียวก็คือคนแรกที่ตอบได้ครบโดยใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูป แต่ผู้ร่วมสอบนั้นมิได้รู้แจ้งสิ่งเหล่านี้ มีเพียงเหล่าอาจารย์ผู้ควบคุมการสอบเท่านั้น จากที่ในคราแรกนางคือเด็กน้อยที่อยู่นอกสายตา ไม่ถูกต้องสิ...เด็กน้อยนั้นถึงจะมองเห็นกันทั่ว แต่กลับถูกมองด้วยหลากหลายสายตา ในที่นี้ที่พอจะรู้แจ้งถึงฐานะอันแท้จริงว่าเด็กที่อายุน้อยผู้นี้คือชินหวางเฟยที่ไทเฮาโปรดปรานอย่างยิ่ง ต่างก็ล้วนมองนางด้วยสายตากึ่งดูแคลนอยู่เจ็ดส่วน และอีกสามส่วนก็คือขบขันในยามแรกที่พบเห็นเฉียวปิงเซียวนางก้าวเข้ามาพร้อมองครักษ์ปกป้องถึงสามชีวิต กับหนึ่งขันที และหนึ่งนางกำนัลใกล้ชิดคอยคุ้มกัน  

...ช่างเป็นชินหวางเฟยตัวน้อยที่มากราศีและคนคุ้มภัยเสียยิ่งกว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก...  

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่15

    ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง  แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์  "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย"  ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที  "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!”  ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน!  ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่14

    ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา  ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง  บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้  "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่"  ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง  "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่13

    ตอนที่13"มิได้!"  ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ...  ถูกต้อง! ...  ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง...  หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่  "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน"  ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน  "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน"  หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ  "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!"  ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ  "นางคือศิษย์น้องหกของข้า"  ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที  ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ...  เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่  ...อาจารย์ฮุ่ยเ

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่12

    ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที  เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว  ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง  “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ”  เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่11

    ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย  ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด  แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน  "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน"  เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่ 10

    ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ  วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้  เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค  “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้”  ...แควก! ...แควก! ...  สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status