Masukทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา
ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง
บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้
"เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่"
ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นางก็ยังคงเป็นศิษย์เอก และสายโลหิตแห่งข้ามิผิดไป...มาเถิดอิงเฉิงไปทักทายศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้ากัน...หึ...หึ...หึ..."
กายสูงสง่าก้าวเท้าแข็งแรงติดตามไปด้วยกิริยาเนิบช้า แต่หนักแน่นมั่นคง ยิ่งเข้าไปใกล้กายน้อยนั้น สายตาที่ทอดมองกลับยิ่งอ่อนโยนประหนึ่งสายตาของบิดาที่มิได้พบพานบุตรรักมาเนิ่นนาน
'ลูกเอ๋ย...บิดารอคอยเจ้านั้นช่างนานแสนนานเหลือเกินแล้วปิงเซียว'
"ปิงเซียว..."
ชินหวางเฟยตัวน้อยหันไปมองตามน้ำเสียงที่เอ่ยเรียกนามของนางด้วยสายตากังขา ในโลกานี้ผู้เดียวที่เอ่ยนามนี้ด้วยน้ำเสียงเช่นนี้นางจดจำขึ้นใจ ทว่าคนผู้นี้มิใช่มารดาผู้ลาลับ ไยจึงเรียกขานนามของนางด้วยน้ำเสียงเดียวกันไปได้ เด็กน้อยจึงมองอีกฝ่ายด้วยสายตากังขาอย่างยิ่ง
"บังอาจ!”
กระบี่คมวาวตวัดขวางหน้าผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวหนุ่มน้อยวัยเพียงต้นยี่สิบหนาวทันที เสวี่ยจิ่นคงทอดสายตามองปลายกระบี่ตรงหน้านิ่ง
"พระนามของชินหวางเฟยมิใช่ผู้ใดก็จะเอ่ยเรียกขานก็ได้"
เสิ่นอี้ถงกล่าวน้ำเสียงดุดัน หน้าที่ปกป้องมิใช่เพียงความปลอดภัย ทว่าเกียรติแห่งราชวงศ์เขากลับยิ่งต้องรักษามากมายยิ่งกว่า
"คุณชายเสิ่น...ใจเย็นสักหน่อย เหล่าฝูนั้นมิโต้เถียงสักนิดว่าตนเองเป็นเพียงตาเฒ่าผู้หนึ่ง ทว่า...ศิษย์กับอาจารย์ล้วนเป็นดังบุตรกับบิดา วันนี้ปิงเซียวได้เป็นศิษย์ของฮุ่ยเจ๋อแล้วสี่ส่วน เช่นนั้นเหล่าฝูจึงเรียก 'ปิงเซียว' โดยมิละอายใจเช่นไรเล่า"
...เหล่าฝู? ...ตาเฒ่า...
บุรุษผู้นี้เขาเสียสติหรือ ก็เห็นกับตาเช่นไรวัยของเขาก็คงไม่ห่างไกลจากชินหวางหานไท่หมิงเลย แล้วไยเขาจึงกล่าววาจาเพ้อเจ้อเช่นนี้กัน
ความคิดเหล่านี้มิใช่เพียงเสิ่นอี้ถง ทว่าทุกผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังของเฉียวปิงเซียว ยกเว้นเพียงสืออีเท่านั้นล้วนคิดตรงกันราวกับนัด
"หัวหน้าเสิ่น ท่านจงอย่าเสียมารยาท...ล่วงเกินท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคงแล้ว...ขออภัย...ขออภัยเจ้าค่ะ" กายสูงเพรียวขององครักษ์สาวหนึ่งเดียวนางกุมมือประสานแล้วโค้งกายอ่อนน้อมอย่างยากยิ่งนักที่จะพบเห็นนางกระทำต่อผู้ใดที่มิใช่ไทเฮากับองค์จักรพรรดิและชินหวางหานไท่หมิง
"ท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง!”
เป็นอี้เฟิ่งเหลยที่อุทานเสียงดังขึ้นมาอย่างเก็บรักษากิริยาสงบเยือกเย็นไม่ไหวเมื่อได้ฟังคำเรียกขานที่สหายร่วมตายเอ่ยเรียกบุรุษใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าตนเองตรงหน้า
...ก็...ก็มิใช่คนผู้นั้นมีอายุมากกว่าปู่ทวดของเขาหรือไร!? ...
"ลำบากทำพวกเจ้าตกใจแล้ว" กล่าวแล้วคนที่อายุทุกผู้ในที่นี้มิแจ้งใจ หากแต่ใบหน้าอ่อนเยาว์ หากไม่มีฟ่านอิงเฉิงยืนโบกพัดกระดาษยิ้มอ่อนอยู่ด้านหลังคนผู้นี้ย่อมยากจะเชื่อได้
"ชินหวางเฟยจะมิกราบอาจารย์สักหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ"
ฟ่านอิงเฉิงเอ่ยเนิบนาบมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วรู้สึกสนุกสนานอย่างยิ่ง เจ้าเด็กพวกนี้มิรู้ฟ้าสูงแผ่นต่ำเสียจริง พบเจอเทพเซียนตัวตนจริงแท้กลับมิรู้ความกัน ช่างน่าสงสารเสียจริง
"อ่า...ปิงเซียวคารวะท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคงเจ้าค่ะ...แต่คารวะในฐานะของเด็กน้อยคารวะผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะอีกหลายวันกว่าการสอบนี้จะจบสิ้น ปิงเซียวละอายใจเกินไปที่จะกล่าวได้เต็มปากว่าตนเองคือศิษย์ผู้หนึ่งของฮุ่ยเจ๋อ เพราะยังต้องสอบแข่งขันอีกสองสนามสอบเจ้าค่ะ"
เด็กน้อยกล่าววาจาจริงใจแล้วก็ส่งยิ้มแต้ประจบเอาใจ หัวใจซึ่งเคยเยือกเย็นสมดังนามวันนี้อบอุ่นเหลือเกินที่พบเจอรอยยิ้มอันคุ้นเคยนี้อีกครั้ง หลังจากมันห่างหายจากสายตาของเขามา...นานจนเกินจะนับถูก...ว่าเป็นกี่ร้อยกี่หมื่นฤดูหนาวผ่านมากันแน่
"เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ของบิดา...มานี่เถิด"
เสวี่ยจิ่นคงยื่นมือไปตรงหน้าเด็กน้อยแก้มแดงดวงตาสุกใสทันที
"เจ้า...ท่านน่ะ...หัวหน้าเสิ่นถูกต้องหรือไม่? ...ข้าอยากคุยกับชินหวางเฟย ด้านนั้นสงบหน่อย ลำบากท่านหัวหน้าเสิ่นตามมาก็แล้วกัน"
กฎของราชสำนักบนโลกมนุษย์ท่านผู้เฒ่าเสวี่ยจิ่นคงพอจะคุ้นเคยดี จึงไม่อยากทำองครักษ์เหล่านี้ต้องลำบากใจ แต่ความยินดีที่ได้พบพานส่วนหนึ่งของดวงจิตบุตรสุดที่รัก สายเลือดที่เฝ้าตามหามาเนิ่นนาน ต่อให้เขาเป็นผู้สำเร็จเป็นเซียนมาหลายหมื่นปีก็มิอาจต้านทานความรู้สึกยินดี...อยากจะกอดนางให้แน่นสักคราไปได้...
...ปิงเซียว...บิดารอคอยเจ้ามาเนิ่นนานเหลือเกินลูกเอ๋ย...
วูบหนึ่งที่ดวงตาเรียวสวยนั้นมีม่านน้ำตาปกคลุม ยิ่งนางวางมือน้อยลงมายังกลางฝ่ามือของตนเสวี่ยจิ่นคงก็แทบจะห้ามน้ำตาของบุรุษผู้หนึ่งเอาไว้ได้ยากเย็นเหลือเกิน
"ท่านอาจารย์...ไยจึงมีน้ำแข็งเกาะที่แก้มเจ้าคะ? "
เกล็ดน้ำแข็งที่กลิ้งลงมากระทบแขนนั้น ทำให้เฉียวปิงเซียวสะดุ้งเพราะความเย็น พอรับรู้ว่ามันตกลงมาจากที่ใดนางจึงแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองแล้วจึงพบว่าที่กำเนิดของหยดน้ำแข็งเหล่านั้นก็คือดวงตาของ 'ท่านอาจารย์' เด็กน้อยย่อมไม่เข้าใจและสงสัย "ท่านอาจารย์ทำเช่นไรจึงมีเกล็ดน้ำแข็งไหลออกมาจากดวงตาได้เจ้าคะ"
...มันยอดเยี่ยมมากเลยนะ! ... 'หากไปแสดงในตลาดกลางเมืองจะต้องได้เงินทองมากมายเป็นแน่' นั่นคือความคิดของเด็กน้อยเช่นเฉียวปิงเซียว
"เอาไว้เจ้าโตอีกหน่อย บิดา...เอ่อ...หมายถึงอาจารย์จะสั่งสอนเจ้าดีหรือไม่ปิงเซียว"
ใจนั้นอยากดึงกายเล็กจ้อยมากอดให้แน่น ถึงจะไม่สาสมกับความคิดถึง ไม่สาสมกับความทุกข์ทนที่เขาต้องเฝ้าเพียรตามหาเสี้ยวดวงจิตส่วนนี้มานานหลายพันปี เฝ้ามองฤดูร้อนผันผ่าน ฤดูใบไม้ผลิแตกใบอ่อนเคลื่อนคล้อย ฤดูฝนก้าวผ่านมาเยือน จนเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครา...เขานั้นก็ไม่คิดจะนับมาเนิ่นนานเสียแล้ว
ทว่าต้องหักห้ามใจ หาไม่หากสายสัมพันธ์แพร่ออกไป ด่านเคราะห์สุดท้ายของเทพธิดาโอสถ 'เสวี่ยปิงเซียว' อาจผิดพลาด และหากเป็นเช่นนั้นสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าชาติที่นางต้องเผชิญย่อมสูญสลาย ดวงจิตแตกดับ ปราณเซียนมิอาจหวนคืน ธาตุมารหนึ่งส่วนที่มีติดสายเลือดมาจากฝ่ายมารดาของนางก็คงตื่นผยองกลืนกินปราณเทพเซียนจนสิ้น ซึ่งเขาคงยากจะทานทนดูสายเลือดหนึ่งเดียวจดจำแม้แต่บิดาก็มิได้กลายเป็นมารเข้าผลาญสิ้นโลกาดังมารดาของนางไปอีกผู้หนึ่ง
...อดีตผิดแล้วยากจะให้ก่อเกิดอีกครา...ทว่าพอเขาสังเกตจึงพานพบ...
...!!! ...
"ปิงเซียว! ...เจ้าได้สิ่งนี้มาจากที่ใด?! ...."
เสวี่ยจิ่นคงพลิกข้อมือเล็กแล้วพบกับรอยคล้ายปานแดงสีอ่อนจางดังดอกท้อกลับยิ่งแตกตื่น หัวใจเขาในยามนี้นั้นอยากจะเปิดดูที่หน้าอกตรงจุดหัวใจของมนุษย์ หวังดูให้เห็นจริงว่าพิษร้าย 'หนอนกร่อนหัวใจ' นั้นถูกฝังเข้าสู่หัวใจในกายมนุษย์ของหนึ่งเสี้ยวดวงจิตของเทพธิดาโอสถนี้ไปแล้วกี่ส่วนกันแน่ ทว่าก็มิอาจจะทำได้ เพราะในสายตามนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นเขาคือผู้อื่น ไร้ความเกี่ยวพันทางสายเลือดจึงล่วงเกินสตรีของเชื้อพระวงศ์มิได้
"อ้อ สิ่งนี้หรือ? ...ได้มาหลังจากพิธี...อืม...พิธีผูกสัญญา...สัญญาอันใดกันนะ? ..."
ชื่อมันยาวไปนางท่องจำไม่เก่งเสียด้วย เฉียวปิงเซียวคิดจนปวดหัวนางก็นึกไม่ออกว่าชื่อทั้งหมดมันคืออันใดกันแน่?
"พิธีผูกชะตาวาสนาคู่ครองถูกต้องหรือไม่? "
เสวี่ยจิ่นคงเอ่ยต่อท้ายให้จบ
"ใช่! ...ถูกต้องเจ้าค่ะ...หรือจะไม่ถูกกันนะ? ..."
คนที่นอกจากจำนวนแผ่นทองและตั๋วเงินก็มีเพียงตำราอาหารเท่านั้นที่นางจะจดจำแม่นยำชักเริ่มสับสน เพราะสำหรับนางมันก็เป็นเพียงหน้าที่ซึ่งไทเฮาต้องการให้นางทำเท่านั้น ผ่านความเจ็บปวดแล้วเฉียวปิงเซียวนางก็ไม่จดจำอีกเลย
"ช่างเถิด...แต่เจ้าทำมันกับชินหวางถูกต้องหรือไม่? "
...สองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าชาติมิสมรักสมความปรารถนาชะตานี้จะมิเปลี่ยนหรือ?...
"ใช่เจ้าค่ะ เสี่ยวปิงถูกไทเฮาให้ร่วมพิธีกับปีศาจกระทิง""
...สตรีผู้นั้นอำมหิตมิแปรผันสินะ...หนึ่งเศษเสี้ยวของดวงจิตจากดินแดนสนธยานางนั้น...หงเหลียนฮวา...ปีศาจดอกบัวโลหิต...
"ปีศาจกระทิง? ...ชินหวางหานไท่หมิงเป็นปีศาจกระทิงไปตั้งแต่ยามใดกัน"
...จากเทพปักษากลับเป็นปีศาจกระทิงเสียแล้ว ลูกเขยของข้า...
"เป็นตั้งแต่ยามใดเสี่ยวปิงย่อมมิแจ้งใจเจ้าค่ะ ทว่านับตั้งแต่พบหน้า ชินหวางก็เป็นปีศาจกระทิงแล้ว"
...แทบจะอดทนไม่หัวเราะออกไปไม่ไหวแล้ว...
"เช่นนั้นหรือ"
...นึกภาพเทพปักษามีเขาไม่ออกเสียจริง...
"เจ้าค่ะ พบกันยามใดเขานั้นต้องทำหน้าแดง...พ่นลมร้อน...มีเพลิงโทสะพวยพุ่งออกมาจากใบหูสองข้างเช่นนี้"
เด็กน้อยแสดงกิริยาที่นางพบเห็นในยามพบหน้าชินหวางหานไท่หมิง ซึ่งย่อมแน่นอนว่าการแสดงเหล่านั้นออกจะเกินจริงไปหกส่วน เสวี่ยจิ่นคงถึงกับหัวเราะออกมาเต็มเสียงอย่างสิ้นสุดความอดทนอีกต่อไป
"ลูกเอ๋ย...บิดานั้นแสนจะคิดถึงเจ้านัก...ปิงเซียวของข้า..."
สุดจะหักห้ามใจได้ไหว เขาดึงกายน้อยมากอดแนบแน่น ตลอดมานับตั้งแต่จำความได้ เฉียวปิงเซียวนางรู้แจ้งเพียงความรักของมารดา มาวันนี้ถูกบุรุษผู้หนึ่งที่เพิ่งพบหน้าดึงเข้ามากอดแนบแน่นแล้วเฝ้าเพียรเรียกว่านางคือลูกรัก...ใบหน้าเล็กเพียงฝ่ามือจึงดูมึนงง
"ท่านอาจารย์...ท่านเสวี่ยจิ่นคงคิดถึงลูกสาวหรือเจ้าคะ...??? "
แต่พอเขาดันกายเล็กออกห่าง เฉียวปิงเซียวนางก็ยิ่งประหลาดใจเพิ่มเกินสิบส่วน
...เหตุใดคนผู้นี้จึงหลั่งน้ำตาออกมาเป็นเกล็ดน้ำแข็งเช่นนี้กันเล่า? ...
"น้ำตาของท่านอาจารย์? ..."
นางยกมือยื่นปลายนิ้วไปแตะที่แก้มขาวเนียนของบุรุษมากวัย ทว่าใบหน้าแสนจะอ่อนเยาว์อย่างสงสัย หากแต่เพียงปลายนิ้วเล็กสัมผัสแตะต้อง เกล็ดน้ำแข็งนั้นพลันละลายแล้วแทรกหายเข้าสู่ปลายนิ้วของนางดังกับมันระเหยกลายเป็นไอในอากาศ!?
"อึ๊ก!”
แต่มันหาได้จบที่ระเหยหายไป ทว่าคล้ายกับสิ่งที่แทรกเข้าสู่ร่างกายของนางจะมีผลต่อบางสิ่งที่นับจากสิ้นพิธีที่หุบเขาไห่ซานก็สงบนิ่งหลับใหลมาตลอดให้ตื่นเตลิดขึ้นมาอีกครั้ง เพราะไอเย็นของเทพวารีเข้าเสียแล้ว
"แค่ก...แค่ก...แค่ก...อึ๊ก...อะ...อาจารย์...จะ...เจ็บ...อั๊ก!”
เด็กน้อยยกมือกดตรงหัวใจ และทรุดลงไปนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดเหลืองดังกระดาษเก่า
"ปิงเซียว!”
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







