Masukหลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที
เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว
ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง
“แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ”
เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งกายแปลกแยกสีสันนั้นหลากหลาย นางซึ่งคุ้นเคยอยู่เมืองชายแดนจึงพอจะมองออกว่าผู้คนเหล่านี้แท้จริงไม่ใช่ชาวซั่วหยางแต่กำเนิด หากแต่ผสมผสานไปด้วยชาวจงหยวน และชาวเผ่าต่าง ๆ นอกด่านก็มีไม่น้อย
“ช่วงนี้คือฤดูสอบเข้าสำนักศึกษาการแพทย์ที่ขึ้นชื่อของซั่วหยาง อันที่จริงต้องเรียกว่าเป็นของหนานสุ่ยเราเลยทีเดียวจึงมีหลายครอบครัวผู้มีอันจะกินนำบุตรหลานของตนมาสอบเข้าหวังเป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัว แต่ที่สำคัญที่สุดสำนักแพทย์แห่งซั่วหยาง ยังเป็นสถานที่ซึ่งคนทั่วหล้าล้วนอยากให้ลูกหลานของตนเองได้เป็นศิษย์ ไม่ใช่เพียงวิชาแพทย์ แม้แต่วิชาอื่นเช่นการเมืองการปกครองก็ไม่เป็นรองสำนักศึกษาที่เทียนคงเฉิงเลยทีเดียว”
ซางเหนียงจืออธิบายให้ทั้งเสี่ยวเตี๋ยและชินหวางเฟยน้อยได้ฟังในคราวเดียวกันไป
"ต้องสอบเข้าด้วยหรือ แต่ชินหวางเฟยบัดนี้ก็นับเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงผู้หนึ่งเลยนะแม่นมซาง"
เสี่ยวเตี๋ยนั้นไม่เข้าใจว่าไยผู้เป็นนายน้อยของตนเองที่บัดนี้นอกจากเป็นบุตรลำดับที่หกในจวินกั๋วกงแล้วยังเป็นถึงชินหวางเฟยอีกด้วยจึงยังต้องไปร่วมประลองที่สนามสอบเช่นผู้อื่น
"ก็เพราะที่แห่งนี้คือคุนหลุนซวีแห่งซั่วหยางเช่นไรเล่า แม้แต่ชินหวางหรือองค์จักรพรรดิทุกพระองค์ นับแต่ริเริ่มก่อตั้งราชวงศ์หานมาก็ล้วนต้องลงสนามสอบไร้ข้อยกเว้น อดีตผู้ก่อตั้งสถานศึกษาเล่าขานกันว่าเขาเป็นนักพรตผู้สำเร็จเป็นเทพเซียนเลยทีเดียว จึงไม่แบ่งแยกชนชั้น ทุกผู้ในสถานศึกษาล้วนเป็นศิษย์เท่าเทียมกันทั้งสิ้น"
เด็กน้อยถึงกับฟังแล้วอ้าปากค้าง หากสถานศึกษาแห่งนี้จะเยี่ยมยอดถึงเพียงนี้ นางที่สมองเข้าขั้นทึบจนอาจลงสอบแข่งขันผ่านเพียงสนามสอบแรกก็ต้องหอบหมอนหอบเสื่อกลับไปทนทุกข์ติดคุกอยู่หลังกำแพงตำหนักชินหวางจนแห้งตายเสียเป็นแน่
"ไม่ได้การแล้วเหนียงจือ ข้าต้องเร่งอ่านตำราสักหน่อยแล้ว...ว่าแต่ไอ้สอบเข้าคุนหลุนซวีแห่งซั่วหยางนี่มันต้องอ่านตำราใดกัน"
น้ำเสียงที่เอ่ยช่วงต้นฟังฮึกเหิมอย่างยิ่ง ทว่าพอในหัวผุดภาพตำรามากมายเด็กน้อยก็น้ำเสียงแผ่วเบาลงทีละน้อย...และทีละน้อย หัวไหล่สองข้างเริ่มห่อเหี่ยว ก็นางถนัดที่ใดเรื่องท่องตำรา หากเป็นสมุดภาพนางอ่านจนไม่นอนสักสามวันสามคืนยังไหว ทว่าพอเป็นตำราเล่มหนา นางเปิดไปสามหน้าก็หลับสนิทดีเสียยิ่งกว่าถูกกำยานกล่อมนอนเสียอีก
"หากข้าอ่านไม่ไหว เช่นนั้นเอามาเคี่ยวเป็นน้ำแกงดื่มแทนจะได้หรือไม่เหนียงจือ"
ก็เวลาร่างกายนางอ่อนแอ ท่านแม่ยังเคี่ยวน้ำแกงมาให้ดื่ม บอกว่านางจะได้มีร่างกายแข็งแรง เช่นนี้สมองน้อย ๆ ของตนนั้นไม่แข็งแรงเท่าใดก็สมควรเคี่ยวตำราเป็นน้ำแกงมาบำรุงได้เช่นกัน...หรือไม่นะ? ...
ซางเหนียงจือได้ฟังก็สุดจะหาคำใดมาอธิบายให้เด็กน้อยที่จับจ้องมองตนเองด้วยสายตากึ่งบังคับว่ามื้อแรกของอาหารในตำหนักเคียงจันทรา นางจะต้องได้ดื่มน้ำแกงสูตรพิสดารนี้ให้จงได้
...แม่คุณเอ๋ย...เรื่องประหลาดก็ช่างคิดออกมาเสียจริง...
ส่วนเสี่ยวเตี๋ยนั้นไม่คิดมาก เพราะนางชินแล้ว นางเองก็สุดจะรู้ว่านอกจากในยามที่นายหญิงของตนตั้งครรภ์ในอดีตนอกจากอยากกินอันใดไม่ธรรมดาเช่นพวกดอกไม้ ในยามที่นางเผลอนายหญิงของนางคงแอบไปขโมยกินสิ่งอื่นมาอีกเป็นแน่ เพราะในยามนี้ท่านหญิงหก นายน้อยของนางเติบโตมาจึงมีความคิดแต่ละสิ่งที่นางได้ฟังแล้วปวดใจไปหมด
"หากชินหวางเฟยคิดอยากกินน้ำแกง เช่นนั้นเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊จะไปซื้อปลามาเคี่ยวให้ดื่มดีหรือไม่"
"จะดีหรือเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊ ปลามันความจำสั้นนะ หากข้าดื่มน้ำแกงเนื้อปลา จากที่สมองทึบอยู่แล้วมิต้องมีความจำสั้นเช่นปลาหรอกหรือ"
ซางเหนียงจือยิ่งฟังก็ยิ่งปวดใจจุกแน่น ใบหน้างดงามก็เขียวคล้ำจนเริ่มจะม่วงลงไปสามส่วน นี่หรือไม่ที่มาของคำที่ว่า 'เรื่องโง่งมช่างฉลาดคิดนัก!' ที่นางเคยได้ฟังคนเฒ่าคนแก่พูดสืบต่อกันมานานเนา
"ไม่ได้การแล้ว เห็นทีข้าจะต้องไปหาตำราสักเล่มที่กล่าวถึงสัตว์ที่กินแล้วสมองไม่ทึบมาปรุงอาหารบำรุงสักหน่อย เหนียงจือเจ้าขา..."
สตรีวัยยี่สิบห้าหนาวถึงกับระอาใจจนต้องกลอกดวงตาเหลือกมองบนหลังคารถม้า ก็...หากจะขยันอ่านตำราถึงเพียงนั้น ก็ไปหาอ่านตำราวิชาการแพทย์สำหรับสอบเข้าจะไม่ดีกว่าหรือไร จะไปหาตำราพิสดารเหล่านั้นมาอ่านไปไยให้เสียสายตาเล่าชินหวางเฟยน้อย! ...
"แต่ได้ข่าวว่าหากชินหวางเฟยสอบผ่านสนามแรก ไทเฮาจะมีทองคำสามหมื่นรอคอยให้พระองค์ได้เป็นเจ้าของอยู่นะเพคะ"
"ฮะ! ...แล้วไยเหนียงจือไม่เร่งกล่าวให้เร็วกว่านี้ ไหน...ตำรามีอยู่ที่ใด...ช่วงนี้สมองของเสี่ยวปิงช่างแจ่มใสพร้อมจะจดจำทุกตัวอักษรแล้ว ไหนเล่าเร่งส่งเอาตำราที่ว่าเด็ดสุดมาเถิด"
...เฮ้อ! ...เห็นหรือไม่นายน้อยของนางมิใช่เด็กที่เห็นแก่เงินและทอง...ที่น้อยค่า...กว่าหมื่นตำลึง...เพียงใด....เพราะสำหรับสาวใช้ใกล้ชิดคุณหนูหกมาร่วมเจ็ดหนาวรู้แจ้ง เจ้าของนามปิงเซียวนั้นอย่าได้เอาเงินและทองที่น้อยไปซื้อนางเชียวนอกจากจะไม่ได้แล้ว อาจจะถูกเด็กผู้นี้รังแกเอาจนเข็ดหลาบกันไปอีกสามชาติทีเดียว!
เสี่ยวเตี๋ยบอกแก่แม่นมซางเหนียงจือด้วยสายตา แล้วจึงหันไปให้อีกฝ่ายเห็นความตื่นตัวอย่างยิ่งของชินหวางเฟยตัวน้อยด้านข้าง ทั้งอยากขำและก็อยากร่ำไห้ปนเปกันไปหมด
สายตาคมกล้ามองส่งขบวนรถม้าเข้าประตูเมืองซั่วหยางจนลับหายไปกับโค้งของมุมถนน ก่อนที่เขาจะหันเหไปมองยังยอดเขาอันหนิงซานที่อยู่ห่างออกไป บัดนี้ส่งเฉียวปิงเซียวจนถึงมือของคนผู้นั้นแล้ว เขาก็พอจะวางใจไปจัดการเรื่องทางเมืองหลวงได้อย่างไม่ต้องกังวลใจหนักอึ้งอีกแล้ว
ส่วนชายแดน ก็พอจะวางใจพี่หกได้ว่าเขาจะช่วยเป็นกุนซือให้แก่ชินหวางจนการศึกคว้าชัยมาได้ในท้ายที่สุด ต่อให้ต้องยืดเยื้อยาวนานออกไปอีกราวเจ็ดหนาวก็ตาม อาชาพ่วงพีสีเทาถูกชักบังเหียนกระตุ้นเตือนให้มันหันหลังกลับ
...คิดถึงแล้วเช่นไร??? ในเมื่ออย่างไรก็มิอาจแนบข้าง จากกันเสียแต่วันนี้อาจย่อมดีต่อชีวิตของนางที่สุดแล้ว...
...ฤดูกาลหมุนเวียนมิเคยหยุดนิ่ง ก็คงเป็นเช่นชีวิตของคนที่ย่อมต้องเติบโตเปลี่ยนไปไม่หยุดนิ่งเฉกเช่นกัน...
ในอีกยี่สิบเก้าวันต่อมาที่เชิงเขาอันหนิงซานซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักศึกษา 'ฮุ่ยเจ๋อ' หรือที่ทุกคนมักจะเรียกขานสถานศึกษานี้ว่า 'คุนหลุนซวี' แห่งซั่วหยางก็เปิดให้บิดาและมารดาทั้งหลายได้นำบุตรหลานมาสมัครเข้าร่วมสอบคัดเลือกเข้าเป็นศิษย์ ซึ่งที่แห่งนี้อาจเป็นสำนักศึกษาแห่งเดียวของหนานสุ่ยที่รับศิษย์ซึ่งเป็นหญิงร่วมอยู่ด้วย เช่นนั้นแล้ววันนี้จึงมีเหล่าบุตรสาวของเหล่าขุนนางชั้นสูง และคหบดีทั้งนอกและในจงหยวนมากันหาได้น้อยไม่
ส่วนผู้ที่มีเป้าหมายเป็นแผ่นทองคำรออยู่เบื้องหน้าให้ได้เร่งไปไขว่คว้านำมาเก็บสะสมเป็นทุนเปิดเหลาอาหารในอนาคตเช่นเฉียวปิงเซียวนั้น หลังจากท่องจำตำราการแพทย์และสมุนไพรขั้นพื้นฐานแล้วตลอดเวลาหลายวัน หรืออันที่จริงก็เกือบหนึ่งเดือนมานี้ยังต้องฝึกเพลงกระบี่อีกด้วย เพราะนอกจากสนามสอบแรกจะเป็นวิชาการแพทย์กับสมุนไพรแล้ว หากผ่านไปถึงสนามสอบที่สอง ผู้สมัครทั้งหลายยังต้องมีวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานมาคนละหนึ่งอย่างอีกด้วย ยังดีว่าพื้นฐานของเฉียวปิงเซียวนับจากจำความได้มารดาของนางนั้นก็ไล่ทุบเด็กน้อยด้วยกระบี่ไม้แล้ว ดังนั้นพอต้องมาถูกท่านหัวหน้าเสิ่นเคี่ยวกรำกันอย่างหนักในหลายวันนี้ นางจึงไม่ลำบากมากมายนัก
“เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊…พวกท่านผู้เฒ่าบนภูเขาทั้งหลายนั้นต่างคิดจะฝึกเด็กเช่นพวกเราไปออกรบกับทัพหลวง หรือว่าที่แท้แล้วหวังว่าศิษย์แห่งฮุ่ยเจ๋อพอสำเร็จการศึกษาแล้วล้วนต่างไม่ต้องเดินลงเขากันแล้ว หากแต่บินลงมาเลย เพราะต่างล้วนบรรลุธรรมจนกลายเป็นเทพเซียนกันแน่”
คนที่เมื่อก้าวเท้าออกจากตำหนักเคียงจันทรานั้นฮึกเหิมอย่างยิ่ง ทว่าเพียงมาพบกฎระเบียบมากมายกับผู้คนที่มาสมัครเข้าสอบแข่งขันเท่านั้นก็ห่อเหี่ยวไปเกินครึ่ง ก็นางเป็นเพียงเด็กหกหนาวเท่านั้น แต่ดูเหล่าผู้ที่อยู่โดยรอบเสียก่อน...
...มีแต่คนที่วัยเลยสิบสองหนาวขึ้นไปทั้งสิ้น! ...
"ท่านหัวหน้าเสิ่น..."
คนตัวเล็กขยับไปยิ้มหวานประจบท่านต้นเสาศิลาหลังจากคิดบางสิ่งตกแล้ว
"พ่ะย่ะค่ะชินหวางเฟย"
เสิ่นอี้ถงขยับมาโค้งกายตรงหน้านายตัวน้อย
"เช่นไรท่านหัวหน้าเสิ่นช่วยส่งข่าวไปเมืองหลวงจะได้หรือไม่ว่า...ขอเสี่ยวปิงนั้นได้กลับไปตั้งใจทบทวนตำราให้ดีอีกสัก...หกหนาวจึงค่อยมาสอบใหม่"
กล่าวน้ำเสียงแสนจะเจ้าเล่ห์ เสี่ยวเตี๋ยนั้นให้กลุ้มใจเสียนัก ด้วยนายน้อยของตนนั้นเรื่องดีคิดไม่ค่อยจะได้หรอก ทว่าเรื่องทำผู้อื่นเดือดร้อนนั้นช่างเก่งกาจอย่างยิ่ง
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







