Masuk“ขอโทษทีๆ เอาล่ะเสร็จเรียบร้อย”
“เช่นนั้นพวกเรากลับเรือนกันเลยดีหรือไม่เพคะ”
“ก็ได้”
เวลานี้ใจของหลิวหรงผิงเลื่อนลอยไปหาเงินรางวัลในภารกิจหน้าเรียบร้อยแล้วจึงยอมเชื่อฟังแต่โดยง่าย
ทว่าระหว่างทางที่จะเดินกลับเข้าเรือนเฟิ่งอวี้นั้น นางก็เหลือบไปเห็นซุ้มประตูหนึ่งซึ่งถูกประดับตกแต่งด้วยมวลดอกไม้นานาพรรณอย่างงดงามจนอดใจไม่ไหว ต้องก้าวเท้าเดินเข้าไปชมดูใกล้ๆ
เมื่อเห็นพระชายาออกนอกเส้นทาง เสี่ยวเถากับซิ่วอิงจึงรีบเดินตามไปรั้งตัวนางไว้ทันที
“พระชายาเพคะ หากองค์หญิงรู้ว่าท่านไม่กลับเข้าเรือน ทั้งจวนคงได้วุ่นวายกันอีกแน่เพคะ”
“พวกเจ้าเห็นข้าเป็นเด็กหรืออย่างไร ถึงต้องคอยฟังคำสั่งของนางน่ะ”
“แต่ว่า...”
“อย่ากังวลไปเลย ข้าเพียงแค่อยากสูดอากาศบริสุทธิ์บ้างเท่านั้น อยู่แต่ในห้องแคบๆ อึดอัดจะตายไป”
หญิงสาวเอ่ยก่อนจะสอดส่ายสายตามองไปทั่วบริเวณ
‘จวนแห่งนี้น่าอยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ เหตุใดถึงได้เอาแต่กักขังเจ้าของร่างเดิมไว้ที่เรือนท้ายจวนกันนะ’
นางเดินเลียบสวนไปไม่ไกลก็เริ่มเข้าสู่อาณาบริเวณของเรือนใหญ่ ซิ่วอิงเห็นว่าผู้เป็นนายไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดินจึงรีบเข้าไปดึงแขนเสื้อของหลิวหรงผิงไว้แน่น
หลิวหรงผิงหันกลับมามองเด็กสาวพลางเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย
“มีอะไร”
“พระชายากลับเรือนของเรากันเถอะเพคะ”
“ขอข้าเดินต่ออีกหน่อยน่า”
“เช่นนั้นก็ไปเดินเล่นทางอื่นกันเถอะนะเพคะ”
“ทำไมกันเล่า”
นางไม่สนใจท่าทีหวาดหวั่นของสาวใช้คนสนิททั้งสองตั้งหน้าตั้งตาจะก้าวเดินต่อ ทว่าทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงฝีเท้าของกลุ่มบ่าวรับใช้ที่กำลังเดินตามใครบางคนมุ่งตรงไปยังเรือนใหญ่เบื้องหน้า
บุรุษผู้เดินนำอยู่หัวแถวมีรูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสง่างามทว่าใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากเหล็กสีเงินไว้ครึ่งหนึ่ง
แม้จะเห็นเพียงครึ่งหน้าก็ดูออกว่าหน้าตาหล่อเหลาไม่น้อย
‘ใครกันน่ะ...หล่อเหลาเอาการไม่เบาเลยแฮะ’
หลิวหรงผิงยืนแอบอยู่หลังพุ่มไม้หนาข้างประตูเล็กของเรือนใหญ่ ซึ่งเป็นจุดคั่นกลางระหว่างเรือนหลักกับสวนดอกไม้ที่นางกำลังยืนอยู่
สายตาของนางจับจ้องไปยังบุรุษในชุดคลุมสีเขียวหยกที่เพิ่งเดินผ่านประตูจวนเข้าไปเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าเขาผู้นั้นจะไม่ทันสังเกตเห็นนางเช่นกัน
“พระชายากลับกันเถอะเพคะ หากท่านอ๋องมาเห็นเข้าท่านจะแย่เอานะเพคะ” บ่าวคนสนิทเอ่ยเตือนเสียงสั่น
“ท่านอ๋องงั้นหรือ อย่าบอกนะว่าคนผู้นั้นก็คือ”
“ก็จวิ้นอ๋องอย่างไรเล่าเพคะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ!” หลิวหรงผิงตาโต
“ชู่ว์… อย่าเสียงดังไปสิเพคะ อย่าบอกนะว่าแม้แต่หน้าตาของท่านอ๋องท่านก็ลืมไปหมดแล้ว”
“ไม่ได้ลืมเสียหน่อย” นางอุบอิบปฏิเสธ
‘แต่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยต่างหากเล่า หล่อเหลาไม่เบาเลยนะนั่นแต่เหตุใดถึงได้ใจร้ายกับชายาของตัวเองนักล่ะ’
นางคิดในใจก่อนจะสะดุดตากับสิ่งหนึ่ง
“แล้วเหตุใดเขาถึงต้องสวมหน้ากากด้วยล่ะ อยู่ในจวนตัวเองแท้ๆ ไม่เห็นต้องปิดบังตัวตนเลยนี่นา”
“พระชายาลืมเรื่องที่บ่าวเคยเล่าไปแล้วจริงๆ แน่เลย”
“หือ เรื่องอะไรหรือ”
“ใบหน้าครึ่งซีกของท่านอ๋องถูกพิษลึกลับเพคะ ไม่มีผู้ใดรู้ที่มาที่ไปว่าทรงต้องพิษได้อย่างไรและนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ท่านอ๋องไม่อาจเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นองค์รัชทายาทได้ แต่ก็ทำให้พระองค์มีโอกาสได้พำนักอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ต่อไปได้อย่างสงบสุขอย่างไรเล่าเพคะ”
“เพราะเหตุใดกัน”
“กฎระเบียบของราชวงศ์ระบุไว้ว่าร่างกายที่มีพิษสะสมจนไม่อาจรักษาหาย ย่อมไม่สามารถเสี่ยงให้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทได้เพคะ และท่านคงไม่ลืมอีกเรื่องใช่หรือไม่ว่าท่านอ๋องน่ะทรงเป็น...”
“ทำไม เขาเป็นอะไรอีกล่ะ” หลิวหรงผิงเริ่มรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาอีกแล้ว
ทะลุมิติมาเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีสามีแล้วแถมยังมีเรื่องลึกลับบางอย่างที่นางยังไม่รู้อีกหรือนี่
“คือว่า...” บ่าวคนสนิทอึกอักไม่กล้าพูดออกมาเสียที
“อ้ำอึ้งอยู่ได้ พูดออกมาเสียทีสิ”
“ท่านอ๋องมีฉายาว่าเป็นองค์ชายปีศาจเพคะ ว่ากันว่าไม่ว่าผู้ใดที่ได้พบเห็นหรือมีเรื่องเกี่ยวข้องด้วยย่อมมีจุดจบที่ไม่ตายดี หรือไม่ก็กลายเป็นคนบ้าสติฟั่นเฟือนไปเลยก็มีเพคะ”
“เหมือนข้าน่ะหรือ”
“มะ ไม่ใช่หรอกกระมังเพคะ” เสี่ยวเถาเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม
“จะไม่ใช่ได้อย่างไรกันล่ะ” ก็เจ้าของร่างเดิมนี้เป็นบ้าเพราะเขาไม่ใช่หรือไง หลิวหรงผิงคิดในใจอย่างปลงตก
“กลับกันเถอะเพคะพระชายา หากท่านอ๋องรู้ว่าท่านแอบเข้ามาเหยียบถึงเรือนใหญ่นี้อาจต้องโทษถูกโบยอีกเป็นแน่ ไหนจะเรื่องที่ท่านเพิ่งก่อเรื่องไว้กับองค์หญิงเมื่อครู่นี้อีก”
“ก็ได้ๆ กลับก็กลับ รีบไปกันเถอะเพราะข้ารู้สึกว่า”
“ว่าอะไรหรือเพคะ”
“เหมือนกำลังจะมีเรื่องซวยๆ เกิดขึ้นอย่างไรล่ะ”
“พระชายาอย่าพูดให้บ่าวกลัวสิเพคะ”
“ข้าล้อเล่นน่า…สภาพข้าที่เป็นแบบนี้ยังจะมีใครกล้าเข้าใกล้อีกล่ะ จริงไหม”
หลิวหรงผิงหันไปยิ้มให้บ่าวคนสนิททั้งสอง ก่อนจะหันกลับไปมองแผ่นหลังกว้างที่เดินพ้นประตูเรือนไปแล้วด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
‘มีสตรีที่พึงใจอยู่แล้วๆ จะมาแต่งงานกับข้าทำไมกัน’
นางมองตามคนกลุ่มนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมหมุนตัวเดินกลับเรือนของตน โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าทุกการกระทำของนางตกอยู่ในสายตาของคนสองคนที่กำลังจ้องมองลงมาจากมุมมืด
"ในใจของข้า... เจ้าคือภรรยาเพียงคนเดียว และอาเฟยคือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของข้าตลอดไป เช่นนี้แล้วเจ้ายังคิดจะทิ้งพวกเราไปอีกหรือ"น้ำตาที่หลิวหรงผิงพยายามสะกดกลั้นไว้พังทลายลงมาเป็นสาย นางมองดูราชโองการในมือสลับกับใบหน้าของชายหนุ่มที่ยอมสยบแทบเท้านางเพื่อร้องขอความรักความรักที่เขาโยนเกราะกำบังอันแน่นหนาที่สุดมาปกป้องนางทำให้นางซาบซึ้ง ทว่าลึกๆ ในใจของหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ก็ยังคงกรีดร้องด้วยสัจธรรมอันโหดร้าย"ท่านพี่... ท่านช่างแสนดีกับข้าเหลือเกิน" นางเอ่ยปนสะอื้น"แต่ท่านคิดบ้างหรือไม่ การที่ท่านกักขังพวกนางไว้ให้ไร้รัก ไร้สิทธิ์ ไร้ทายาทมันไม่เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูที่เคียดแค้นข้าและอาเฟยเพิ่มขึ้นอีกร้อยเท่าพันทวีหรือเพคะ และสำหรับข้า… การที่ต้องแบ่งปันพื้นที่บ้านหลังนี้กับสตรีที่ข้ารู้ดีว่าท่านต้องรับผิดชอบชีวิตพวกนางตามหน้าที่ มันคือการทรมานใจกันไปชั่วชีวิต"องค์รัชทายาทนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวเข้าไปสวมกอดร่างบางไว้แน่นหนา ซบใบหน้าลงบนซอกคอของนาง"ข้ารู้... ข้ารู้ว่ามันไม่ยุติธรรมต่อเจ้า" เขาซุกหน้าสะอื้นเบาๆ"แต่นี่คือโลกของข้า ผิงเอ๋อ... ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้จริงๆ หากเจ
"หึ!... ข้าในยามนั้นยังไม่ใจกล้าและเจ้าแผนการเท่าเขาเลยเสียด้วยซ้ำ"ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยยาวพลางเคาะพระดัชนีลงบนเทียบรายชื่อสีแดงชาดบนโต๊ะทรงงานเสียงดัง กึก... กึก..."ในตอนแรก ข้านึกว่าเขาจะดื้อรั้นแข็งทื่อจนยอมหักไม่ยอมงอเพื่อสตรีเพียงคนเดียวเหมือนพวกคนเขลาทั่วไป ทว่าที่ไหนได้… เขากลับยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อกลืนสตรีตระกูลใหญ่เหล่านั้นเข้ามา แล้วใช้อำนาจที่มีผนึกอำนาจพวกนางให้อยู่ในกรงขังที่เขาเป็นผู้คุมกฎแต่เพียงผู้เดียว"ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเทียบรายชื่อนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าและยากจะหยั่งถึง"การรับชายารองและอนุในครั้งนี้ ขุนนางเหล่านั้นคิดว่าตนเองได้ส่งลูกสาวมาเสวยสุขและกุมอำนาจร่วมกับมังกร... แต่แท้จริงแล้วลูกชายของข้ากลับตลบหลังใช้ลูกสาวของพวกเขามาเป็นตัวประกันทางการเมืองเพื่อคานอำนาจพวกนั้นเสียเองต่างหาก""ยอมทำตามประเพณีเพื่อปิดปากราชสำนักแต่ในขณะเดียวกันก็กางปีกปกป้องเมียรักและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนได้อย่างหมดจด... ช่างเป็นหมากที่ไร้ช่องโหว่และเหี้ยมเกรียมสิ้นดี”"องค์รัชทายาททรงปรีชาสามารถยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ แผ่นดินนี้ภายใต้การปกครองของพระองค์ในวันข้างหน้าย่อมต้องเกรียงไกรและมั่นคงดั
กลิ่นหมึกและกระดาษอบอวลไปทั่วห้องทรงพระอักษรฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสผู้เย็นชาที่กำลังคุกเข่าอยู่อย่างสงบนิ่ง เบื้องพระพักตร์ขององค์เหนือหัวคือม้วนเทียบรายชื่อหญิงงามจากตระกูลใหญ่ที่ฮองเฮาส่งมา"เจ้ามาพบข้าด้วยเรื่องสตรีเหล่านี้ใช่หรือไม่"ฮ่องเต้ตรัสทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นคำแรก สุรเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจและยากจะหยั่งถึง"ฮองเฮารายงานข้าว่าเจ้าต่อต้านอย่างหนัก... รัชทายาท เจ้าเป็นผู้ชนะในศึกรุ่ยอ๋อง ทว่าเจ้าจะพ่ายแพ้พังพินาศเพียงเพราะเรื่องสตรีฝ่ายในไม่ได้ จารีตนี้มีมาแต่โบราณก็เพื่อค้ำจุนราชบัลลังก์ของตัวเจ้าเองทั้งสิ้น""ลูกทราบดีพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ"องค์รัชทายาททูลตอบพลางประสานมือถวายบังคม สุรเสียงเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นและกังวานไปทั่วห้องทรงพระอักษร"ลูกไม่ได้มาเพื่อปฏิเสธสมรสพระราชทาน ลูกยินดีจะรับสตรีจากทั้งสองตระกูลเข้าสู่ตำหนักบูรพาตามจารีตประเพณีทุกประการ"ฮ่องเต้เลิกพระขนงขึ้นด้วยความแปลกพระทัย"โอ้? แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงอาละวาดจนฮองเฮาต้องปวดหัวกันเล่า""เพราะลูกต้องการข้อแลกเปลี่ยนพ่ะย่ะค่ะ" องค์รัชทายาทเงยพระพักตร์ขึ้นสบตาผู้เป็นบิดาอย่างไม่เกรงกลัว"ลูกยอมรับพว
"เจ้าพูดอะไรออกไป" มู่อิงเถารีบขยับเข้าไปใกล้ พลางจ้องมองใบหน้าเพื่อนรักเขม็ง"ข้าบอกเขาว่า… ให้เขาทำเพื่อตัวเองและอาเฟย และข้ามีวิธีของข้าเอง"พูดจบนางก็ถอนหายใจยาว แววตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด"พยัคฆ์อย่างเขา... ไวต่อกลิ่นอายอันตรายเสมอ พอได้ยินเช่นนั้นเขาคงสั่งเพิ่มกำลังทหารเพื่อกักบริเวณข้าทันที เป็นการบีบบังคับกลายๆ ไม่ให้ข้าก้าวขาออกจากตำหนักบูรพาแห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียว"มู่อิงเถาสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้างามซีดเผือดลงทันใดเมื่อตระหนักถึงความจริงอันโหดร้าย"นี่มันไม่ใช่การอารักขาธรรมดาแล้วนะหรงผิง... แต่มันคือกรงขังทองคำชัดๆ องค์รัชทายาทกำลังใช้กำลังทหารทั้งหมดที่มีเพื่อล่ามเจ้าไว้ใต้ปีกของเขา แล้วหากกองกำลังทหารหนาแน่นถึงเพียงนี้ แผนการเดินทางไปหุบเขาซีหยวนในอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้าจะเริ่มลงมือได้อย่างไรกัน"หลิวหรงผิงไม่ได้ตอบคำถาม นางเพียงแต่ลดสายตาลงมองฝ่ามือของตนเองที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย"ถึงอย่างไร ข้าก็แค่ย้อนถามเจ้าไปอย่างนั้น วันก่อนข้าก็ย้ำกับเจ้าไปแล้วเรื่องของอาเฟย... เจ้าทำใจทิ้งเด็กค
“ท่านพี่ ในเมื่อจารีตของที่นี่กักขังท่านไว้และกำลังจะบดขยี้ข้า ข้าก็คงต้องขอเลือกเส้นทางของข้าเอง เพื่อให้ท่านได้เป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยไม่มีข้าเป็นจุดอ่อนอีกต่อไป”องค์รัชทายาทตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยินนางเอ่ยออกมา ดวงตาคู่คมเบิกกว้างพลางจ้องมองใบหน้าหวานของหญิงสาวที่เพิ่งเอ่ยวาจาคล้ายการลาจาก หัวใจของเขาบีบรัดรุนแรงจนแทบหยุดหายใจ"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือหนาเอื้อมไปจับบ่าทั้งสองข้างของนางเอาไว้แน่น"มีวิธีของเจ้าเองอย่างนั้นหรือ ผิงเอ๋อ... เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร!”หลิวหรงผิงไม่ได้หลบสายตา นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของสวามีด้วยแววตาที่นิ่งสงบอย่างน่าใจหาย"ท่านเพียงแต่รับรู้ไว้ว่าจากนี้ไปจงทำเพื่อตัวท่านเองและเพื่ออาเฟย อย่าทำให้เขาต้องลำบาก ส่วนตัวข้าๆ มีวิธีของข้าเอง""วิธีของเจ้าคืออะไร ตอบข้ามา!" ชายหนุ่มคาดคั้น เวลานี้เสียงของเขาเริ่มสั่นด้วยความกลัว…. กลัวว่าจะเสียนางไปอีกครั้ง"เจ้าจะหนีข้าไปอีกอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าแผ่นดิ
ภายในนั้นนอกจากตำรายาโบราณ กลับมีม้วนกระดาษผ้าไหมสีแดงชาดหรูหราขอบทองคำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของทางตำหนักเหยียนเหอ ตำหนักส่วนพระองค์ของฮองเฮาซุกซ่อนอยู่ชั้นล่างสุดชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะดึงม้วนผ้าไหมนั้นขึ้นมาคลี่ออกทันที แสงเทียนสาดส่องกระทบตัวอักษรหวัดสีทองที่เรียงรายอยู่ด้านใน‘รายชื่อบุตรีขุนนางผู้เพียบพร้อม เพื่อคัดเลือกตำแหน่งชายารองและอนุ’ไล่มาตั้งแต่บุตรีมหาเสนาบดีซ้ายไปจนถึงบุตรีแม่ทัพรักษาพระนคร หัวใจขององค์รัชทายาทพลันกระตุกวูบ เมื่อพอจะรับรู้ความจริงทุกอย่างที่ทำให้นางแปรเปลี่ยนไปสัญลักษณ์ตราประทับสีแดงฉานของฮองเฮาที่มุมกระดาษ เปรียบเสมือนตราบาปที่เหยียบย่ำหัวใจของภรรยาเขาอย่างทารุณ"ฮองเฮา!"สุรเสียงขององค์รัชทายาทแหบพร่าและสั่นเทาด้วยความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นในอก ลำคอแกร่งปรากฏเส้นเลือดปูดโป่ง พระหัตถ์หนาบีบม้วนเทียบเชิญคัดเลือกชายารองในมือแน่นจนกระดาษยับย่นแทบแหลกคามือเขารู้ทันทีว่าเหตุใดนางจึงได้ทำตัวแปลกแยกและโศกเศร้าถึงเพียงนี้นางได้รับแรงกดดันและคำข่มขู่จากแม่เลี้ยงใจยักษ์ของเขามาโดยตรงอย่างหลีกเ







