LOGIN"อ๊ะ... มือข้าลั่นไปหน่อย หน้ากระดาษของเจ้าเลอะหมดเลย เช่นนั้นวันนี้เจ้าคงไม่มีส่งอาจารย์ และต้องถูกทำโทษให้คุกเข่าหน้าห้องแน่!"อาเฟยจ้องมองผลงานที่ถูกทำลาย ดวงตากลมโตสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความเสียดาย ทว่าเขามิได้ร้องไห้โยเยเหมือนเด็กทั่วไป ในสมองน้อยๆ พลันนึกถึงคำสั่งสอนของท่านแม่หลิวหรงผิงที่เคยบอกว่า 'หากถูกสุนัขบ้ากัดอย่ากัดตอบ แต่จงใช้ไม้เรียวฟาดมัน'อีกทั้งยังมีคำสอนของเสด็จพ่อที่ว่า 'ผู้มีอำนาจที่แท้จริง คือผู้ที่ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้'เด็กน้อยสูดหายใจเข้าลึก หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับหมึกที่เปื้อนมืออย่างแช่มช้า ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับกู้ซิวเจี๋ยด้วยแววตานิ่งสงบ ท่าทางเยือกเย็นไร้ความหวาดกลัวนั้นถอดแบบมาจากบิดาไม่มีผิดเพี้ยน"พี่ชายกู้ทำกระดาษของข้าเปื้อนแล้ว ยังจะหัวเราะชอบใจอีกหรือขอรับ" อาเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อทว่ากังวานหนักแน่น"แล้วทำไมข้าจะหัวเราะไม่ได้! เจ้ามันก็แค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า ใครจะทำไม" กู้ซิวเจี๋ยตบโต๊ะเสียงดังลั่น เริ่มได้ใจและเตรียมจะก้าวเข้ามาหาเรื่องต่อหน้าธารกำนัลอาเฟย องค์ชายตัวน้อยผู้เป็นสายเลือดแท้ๆ ขององค์รัชทายาท ได้แต่นั่งก้มหน้าเก็บ
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาอันหวานล้ำในห้องอาบน้ำหลิวหรงผิงในชุดผลัดเปลี่ยนใหม่คอยช่วยซับผมดกดำของผู้เป็นสามีจนแห้งสนิททั้งสองเอนกายลงบนเตียงกว้างในห้องบรรทมอันเงียบสงบ ลมราตรีโชยชายพัดพาความเย็นสบายเข้ามา ทว่าความเงียบสงัดของราตรีกาลกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ดัง ตึก... ตึก... ตึก... มาจากหน้าประตูแกรก...บานประตูไม้ฉลุถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างกลมป้อมในชุดนอนผ้าฝ้ายตัวยาวสีขาวสะอาด อ้อมแขนสั้นๆ นั้นโอบกอดหมอนใบเล็กและตุ๊กตาเสือน้อยที่อาสะใภ้มู่อิงเถาเย็บปักให้ไว้แน่นใบหน้าจิ้มลิ้มแก้มยุ้ยฉายแววง่วงงุน ดวงตากลมโตปรือปรอยคล้ายก้อนแป้งที่กำลังจะละลาย"ท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ" เสียงใสเจือความอู้อี้เอ่ยเรียกแผ่วเบาองค์รัชทายาทและหลิวหรงผิงสะดุ้งน้อยๆ รีบผละออกจากกันทันที หลิวหรงผิงยันกายลุกขึ้นนั่ง พลางแย้มยิ้มด้วยความเอ็นดู"อาเฟยลูกรัก เหตุใดยังไม่นอนอีกเล่า... แล้วเหตุใดถึงออกมาเดินคนเดียว เสี่ยวเถาไปไหนเสียแล้ว""อาเฟยให้พี่เสี่ยวเถากับพวกพี่ๆ ขันทีรออยู่ข้างนอกขอรับ"เจ้าตัวน้อยก้าวเท้าสั้นๆ นำพาร่างกลมป้อมมาหยุดอยู่ข้างเตียงกว้าง ดวงตาโตที่เคยสุกใสบัดน
"หลบไป ผิงเอ๋อ!"องค์รัชทายาทตวาดเสียงดังขืนร่างของตัวเองเพื่อเดินออกจากตำหนัก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะออมแรงไว้เพราะกลัวว่านางจะบาดเจ็บ"นางคิดจะเอาชีวิตของเจ้าและหากว่าเจ้าไม่มีความรู้เรื่องพิษ ป่านนี้เจ้าจะเป็นอย่างไร! ข้าปล่อยให้นางมีลมหายใจต่อไปไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว""ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้ากับอาเฟย แต่ตอนนี้นางถูกฮองเฮาสั่งลงโทษกักบริเวณแล้วหากท่านบุ่มบ่ามชักกระบี่ไปบั่นคอองค์หญิงถึงตำหนักใน ย่อมเท่ากับท่านหักหน้าฮองเฮาและละเมิดกฎมณเฑียรบาล ขุนนางเฒ่าพวกนั้นย่อมได้ทีเขียนฎีกากล่าวหาว่าท่านใช้อำนาจบาตรใหญ่เป็นแน่สิ่งที่ท่านทำมาทั้งหมดไม่เท่ากับสูญเปล่าหรอกหรือ""ข้าหาได้กลัวพวกสุนัขรับใช้เหล่านั้นไม่" องค์รัชทายาทเค้นเสียงรอดไรฟัน ทว่าฝ่ามือที่กุมด้ามกระบี่เริ่มคลายออกเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นและกลิ่นกายหอมละมุนของหญิงสาว"ท่านไม่กลัว แต่ข้ากลัวนี่นา" หลิวหรงผิงเงยหน้าขึ้นดวงตากลมโตสุกใสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่คุกรุ่นด้วยเพลิงกิเลสของเขา น้ำเสียงของนางอ่อนลงเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลชวนให้ใจเย็น"เสด็จพี่ ท่านดูข้าตอนนี้สิ ข้ายังอยู่ดีมีสุขไร้รอยขีดข่วน อีกอย่างวันน
กระทั่งเช้าวันถัดมา ณ พระตำหนักเหยียนเหอ“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”ภายในตำหนักอันเป็นที่ประทับของฮองเฮา บรรยากาศในยามนี้เงียบสงัดจนน่ากลัว เสียงถ้วยชาเนื้อดีกระแทกลงบนโต๊ะระเบียงไม้ดัง ปัง! ทำเอาเหล่านางกำนัลและขันทีที่คุกเข่าอยู่รายรอบสะดุ้งสุดตัวด้วยความขวัญหนีดีฝ่อ"บังอาจที่สุด! นางเด็กไร้ยางอาย"ฮองเฮาทรงลุกขึ้นประทับยืน ฉลองพระองค์ผ้าไหมต่วนปักลายหงส์สยายปีกสั่นระริกตามแรงอารมณ์ ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยเมตตายามอยู่กับหนูน้อยอาเฟย บัดนี้กลับกร้าวระยับและน่าเกรงขามดั่งพญาหงส์ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในวังหลังสืบเนื่องจากหัวหน้าขันทีคนสนิทได้เข้ามารายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนตำหนักบูรพาเมื่อวาน หลังจากที่องค์รัชทายาทพาหลิวหรงผิงและหลานชายมาเข้าเฝ้า"ฮองเฮาโปรดระงับพระโทสะด้วยเพคะ" นางกำนัลคนสนิทรีบเข้าไปประคองพลางถวายพัด"จะให้ข้าระงับโทสะได้อย่างไร!" สุรเสียงของฮองเฮาสั่นพร่าด้วยความพิโรธจัด"ข้าอุตส่าห์เมตตาเห็นว่าเป็นหลานสาวคนหนึ่งจึงคิดจะช่วยส่งเสริม แต่กลับริษยาต่ำตมถึงขั้นลอบวางพิษใส่หลิวหรงผิง นางไม่รู้หรืออย่างไรว่าหลิวหรงผิงคือมารดาของอาเฟย คือสตรีที่องค์รัชทายาทกุมไว้กลางดวงใจ"พระนา
"เจ้า! เจ้าบังอาจนัก กล้าพาดพิงถึงฮองเฮาเลยรึ"องค์หญิงสิบสามหน้าถอดสี ชี้หน้าหลิวหรงผิงด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทาด้วยความโกรธจัด ไม่คิดว่าสตรีตรงหน้าจะฝีปากกล้าและหัวหมอถึงเพียงนี้"หม่อมฉันมิกล้าหมิ่นเกียรติฮองเฮาหรอกเพคะ" หลิวหรงผิงปัดปลายนิ้วนั้นออกเบา ๆ อย่างนุ่มนวลทว่าแข็งกร้าว"เพียงแต่เตือนด้วยความหวังดี ในฐานะที่องค์รัชทายาทโปรดความสงบ หากพระองค์เสด็จกลับมาแล้วพบว่ามีคนมาส่งเสียงเอะอะโวยวายสร้างความน่ารำคาญในตำหนัก หม่อมฉันเกรงว่าตำแหน่งชายารองที่ท่านหมายปอง อาจหลุดลอยไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้ตั้งขบวนขันหมากเสียด้วยซ้ำนะเพคะ""เจ้า!... นังบ้า ฝากไว้ก่อนเถอะ หากเสด็จพี่รัชทายาทกลับมาเมื่อไหร่ ข้าจะฟ้องพระองค์ให้สั่งโบยเจ้าให้ตายคาตำหนักแน่"นางกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินฮึดฮัดจากไปพร้อมกับเหล่านางกำนัลหลิวหรงผิงมองตามแผ่นหลังนั้นพลางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันกลับมาหยิบขนมกุ้ยฮวาเข้าปากเคี้ยวต่ออย่างสบายอารมณ์เวลาผ่านไปไม่นาน ที่มุมหนึ่งของศาลาไม้ริมสระบัวอันร่มครึ้ม แสงแดดส่องลงมาไม่ถึง พุ่มโบตั๋นหนาทึบกลายเป็นที่กำบังชั้นดีให้กับร่
"เอาล่ะๆ พวกเจ้าเดินทางกันมาเหน็ดเหนื่อย กลับไปพักผ่อนที่ตำหนักเถิด" ฮองเฮาทรงตรัสออกมาคำตรัสนั้นทำให้องค์รัชทายาทลอบถอนพระทัยออกมาแผ่วเบา ด้วยเกรงว่าชายารักและบุตรชายที่ต้องนั่งรถม้าติดต่อกันหลายวันจะเหนื่อยล้าเกินทนทว่าในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะหมุนตัวก้าวออกจากห้องทรงอักษร สุรเสียงทรงอำนาจของฮ่องเต้ก็ดังขึ้น"รัชทายาท... เจ้าอยู่ก่อน"องค์รัชทายาทขมวดพระขนงมุ่น ทรงหันไปมองฮ่องเต้และฮองเฮาเพียงครู่ ก่อนจะหันกลับมาสบตาหลิวหรงผิง สายตาคมกริบคู่นั้นฉายแววห่วงใย กำชับให้นางพาลูกกลับไปพักผ่อนรอเขาอยู่ที่ตำหนัก จากนั้นจึงสะบัดชายเสื้อหมุนตัวก้าวกลับเข้าไปด้านในหลิวหรงผิงยิ้มรับเบาๆ แล้วกุมมือป้อมๆ ของบุตรชาย เดินทางกลับสู่ตำหนักบูรพาอันกว้างใหญ่ไพศาลเพียงลำพังสองแม่ลูกเมื่อมาถึง อาเฟยที่ยังตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศแปลกใหม่ก็ออกวิ่งไปรอบๆ สวนอุทยานอีกครั้ง ดวงตาสุกใสส่องประกายวิบวับ"ว้าว! ท่านแม่... นี่คือบ้านของท่านพ่อจริงๆ หรือขอรับ ใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียว" เด็กน้อยร้องอุทานอย่างตื่นเต้น"จริงสิจ๊ะ ถ้าชอบ… เจ้าก็เข้าไปสำรวจด้านในกับพี่เสี่ยวเถาสิ เดี๋ยวแม่จัดการสัมภาระและจะนั่งรับลมรอพ่
ภายในงานประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสันลอยเรียงรายตามลำน้ำและบ้านเรือน ผู้คนเดินควงโคมไฟไปตามถนน แสงสีอ่อนๆ ของโคมไฟส่องสว่างไปทั่วทั้งเมืองสะท้อนกับน้ำในลำธาร เสียงขลุ่ยและพิณดังก้องกังวานสร้างบรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติกยามค่ำคืนยิ่งนัก‘ว้าวช่างเหมือนงานวัดอะไรเช่นนี้นะขาดแค่ชิงช้าสวรรค์แล้ว’“ทำเหม
‘ช่างเป็นสตรีที่ตีสองหน้าได้เก่งอะไรเช่นนี้นะ’เว่ยอวิ๋นเซียนที่รู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่นั้นก็หันขวับมามองหลิวหรงผิงทันที 'เหตุใดนางถึงได้มองข้าเช่นนั้นกันนะหรือว่า...' “เจ้าสวยจังเหมาะกับท่านอ๋องดี”หลิวหรงผิงพูดจบก็เดินกะเผลกเข้าไปในงานต่อโดยไม่ได้สนใจเลยว่าคนเหล่านั้นจะคิดอย่างไรกับคำพูดของน
เมื่อเข้ามาในรถม้าพลันสายตาของหลิวหรงผิงก็พบเข้ากับสตรีนางหนึ่ง แววตาสดใสของหญิงสาวทั้งใบหน้างดงามไร้ที่ตินั้นจ้องมองมาที่หลิวหรงผิงก่อนจะย้ายไปยังร่างสูงที่กำลังโอบอุ้มนางเอาไว้แววตาคู่งามนั้นไหววูบเล็กน้อย'อย่าบอกนะว่านางแอบรักเจ้าอ๋องบ้าผู้นี้ ดูทำหน้าเข้าสิเหมือนคนอกหักอยู่อย่างไรอย่างนั้น'"ท่
เป็นเวลายามโหย่ว[1] หลิวหรงผิงที่เฝ้ารอเวลานี้มาทั้งวันในที่สุดก็สมปรารถนาของนางเสียทีได้มีโอกาสออกนอกจวนทั้งทีทำเอานางตื่นเต้นไม่น้อยเพราะไม่ใช่แค่พาเจ้าของร่างนี้ออกไปสัมผัสบรรยากาศด้านนอกเท่านั้น แต่ได้พาตัวของนางเองออกไปเที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวเมืองในยุคโบราณที่ทั้งชีวิตนางไม่เคยได้พบเห็นมาก่อนน







