LOGIN"เอาล่ะๆ พวกเจ้าเดินทางกันมาเหน็ดเหนื่อย กลับไปพักผ่อนที่ตำหนักเถิด" ฮองเฮาทรงตรัสออกมาคำตรัสนั้นทำให้องค์รัชทายาทลอบถอนพระทัยออกมาแผ่วเบา ด้วยเกรงว่าชายารักและบุตรชายที่ต้องนั่งรถม้าติดต่อกันหลายวันจะเหนื่อยล้าเกินทนทว่าในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะหมุนตัวก้าวออกจากห้องทรงอักษร สุรเสียงทรงอำนาจของฮ่องเต้ก็ดังขึ้น"รัชทายาท... เจ้าอยู่ก่อน"องค์รัชทายาทขมวดพระขนงมุ่น ทรงหันไปมองฮ่องเต้และฮองเฮาเพียงครู่ ก่อนจะหันกลับมาสบตาหลิวหรงผิง สายตาคมกริบคู่นั้นฉายแววห่วงใย กำชับให้นางพาลูกกลับไปพักผ่อนรอเขาอยู่ที่ตำหนัก จากนั้นจึงสะบัดชายเสื้อหมุนตัวก้าวกลับเข้าไปด้านในหลิวหรงผิงยิ้มรับเบาๆ แล้วกุมมือป้อมๆ ของบุตรชาย เดินทางกลับสู่ตำหนักบูรพาอันกว้างใหญ่ไพศาลเพียงลำพังสองแม่ลูกเมื่อมาถึง อาเฟยที่ยังตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศแปลกใหม่ก็ออกวิ่งไปรอบๆ สวนอุทยานอีกครั้ง ดวงตาสุกใสส่องประกายวิบวับ"ว้าว! ท่านแม่... นี่คือบ้านของท่านพ่อจริงๆ หรือขอรับ ใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียว" เด็กน้อยร้องอุทานอย่างตื่นเต้น"จริงสิจ๊ะ ถ้าชอบ… เจ้าก็เข้าไปสำรวจด้านในกับพี่เสี่ยวเถาสิ เดี๋ยวแม่จัดการสัมภาระและจะนั่งรับลมรอพ่
"ว้าว!"เสียงอุทานด้วยความทึ่งของเด็กชายดึงดูดความสนใจของบุรุษผู้ควบม้าอยู่เคียงข้าง องค์รัชทายาทชะลอม้าให้ช้าลงเล็กน้อยก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้หน้าต่างรถม้า พระองค์แย้มรอยยิ้มอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งส่งให้บุตรชาย"ชอบใจหรืออาเฟย" องค์รัชทายาทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะปรายตามองจวนเก่าหลังนั้นแวบหนึ่งแล้วหันกลับมาสบตากับเด็กน้อย"จวนหลังนั้นคือบ้านหลังแรกของพ่อ แต่ที่เรากำลังจะไปต่อจากนี้ คือบ้านของเสด็จปู่กับเสด็จย่าซึ่งกว้างใหญ่และมีอะไรให้เจ้าสำรวจอีกเยอะเลยทีเดียว"อาเฟยหันขวับกลับมามองพระบิดา ตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันทีเมื่อได้ยินคำว่า'บ้านของเสด็จปู่กับเสด็จย่า'หลังจากขบวนรถม้าเคลื่อนเข้ามาเทียบจอดสนิทหน้าตำหนักบูรพา หวางกงกง ขันทีเฒ่าผู้รับใช้ข้างกายฮ่องเต้ก็ก้าวเข้ามาพร้อมอัญเชิญราชโองการด่วน บีบให้องค์รัชทายาทต้องพาพระชายาและพระโอรสไปเข้าเฝ้าในทันทีโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดพักหายใจสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่นาน ข่าวคราวเรื่องที่องค์รัชทายาท ผู้ไม่เคยยอมแต่งพระชายาหรือรับสนมคนใดเข้าตำหนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลานี้ทรงตามหาพระชายาผู้เป็นดวงใจที่สาบสูญไปหลาย
เช้าวันถัดไป เมื่อภารกิจลับเสร็จสิ้นลง เดิมทีองค์รัชทายาทตั้งใจจะพาสองแม่ลูกเดินทางกลับเมืองหลวงทันที ทว่าเมื่อเห็นแววตาสุกใสของบุตรชายที่เอาแต่จ้องมองฝูงชนเบื้องล่างด้วยความตื่นตาตื่นใจ พระองค์ก็เปลี่ยนใจในเสี้ยววินาทีหากกลับเข้าสู่ตัวเมืองหลวงชีวิตในกรงทองแห่งนั้นย่อมไร้ออิสระ หลิวหรงผิงในฐานะชายารัชทายาทคงมีราชกิจมากมายให้ต้องจัดการไม่เว้นวัน ส่วนอาเฟยก็ต้องถูกส่งเข้าสำนักศึกษาและเคี่ยวกรำฝึกวรยุทธ์ทั้งฝึกกระบี่กระบองอย่างหนัก คงไม่มีเวลามาเดินเที่ยวเล่นเช่นนี้อีกแล้วเมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างสูงจึงลุกขึ้นพร้อมกับยื่นมือหนาออกไปตรงหน้าบุตรชาย อาเฟยเงยหน้าสบตาผู้เป็นพ่อด้วยความงุนงง"ตามสัญญา พ่อจะพาเจ้าไปขี่ม้าอย่างไรเล่า" องค์รัชทายาทแย้มยิ้มพลางเหลือบมองชายาของตนที่นั่งจิบชาดอกท้ออยู่เงียบ ๆ"ว้าว! จริงหรือขอรับท่านพ่อ""จริงสิ ไปกันเถอะ" สิ้นคำ อาเฟยก็รีบคว้ามือบิดาไว้ก่อนจะถูกร่างสูงรวบตัวอุ้มขึ้นไปนั่งกอดคอบนไหล่กว้าง ทั้งสองพ่อลูกจับมือและอุ้มชูกันเดินลงจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมท่ามกลางสายตาชื่นชมของชาวบ้าน โดยไม่มีใครรู้เลยว่าบุรุษสง่างามผู้กำลังหยอกล้อกับเด็กชายตัวน้อยคนนี้ คือ
ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมขนาดย่อม หลังขบวนรถม้าแยกย้ายพักผ่อนตามห้องหับที่หมิงเว่ยล่วงหน้ามาจัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้หลิวหรงผิงที่ส่งอาเฟยเข้านอนแล้ว จึงมานั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เตี้ย แสงเทียนสลัววับแวมขับเน้นให้ใบหน้าหวานดูเคร่งขรึมผิดไปจากยามปกติบนโต๊ะมีลูกประคำโบราณที่ท่านผู้เฒ่ามอบไว้วางนิ่งอยู่ตรงหน้า นางหยิบมันขึ้นมาก่อนจะใช้นิ้วเรียวหมุนมันไปมาอย่างใช้ความคิด'ไม่นาน''เห็น''กำลังหาที่พัก'คำตอบชวนปวดประสาทขององค์รัชทายาทเมื่อตอนกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ทั้งท่าทีที่เอาแต่วนเวียนอยู่ใกล้ตัวนาง ทว่าแววตากลับจับจ้องลูกประคำเส้นนี้ไม่ละสายตา ยิ่งคิดก็ยิ่งมั่นใจว่าเขากำลังยื้อเวลาไม่ยอมกลับเมืองหลวงเพราะลูกประคำเส้นนี้แน่ๆ'ในเมื่อทำให้อยากรู้นัก เช่นนั้นก็ต้องพิสูจน์'หญิงสาวหยิบลูกประคำขึ้นมาส่องกับแสงเทียน พลางนึกถึงความรู้ด้านกลไกที่เย่หยุนฟางคอยพร่ำสอนเรื่อยมานางเริ่มไล่สัมผัสไปตามเม็ดประคำทีละเม็ดอย่างละเอียด ผิวไม้ภายนอกดูหยาบกร้านตามกาลเวลาทว่าเมื่อใช้นิ้วลูบอย่างเบามือ กลับรู้สึกถึงความเรียบเนียนสนิทราวกับถูกแกะสลักและขัดเกลาด้วยช่างฝีมือชั้นสูงในวังหลวง ไม่ใช่ของที่ชาวบ้า
'แล้วข้าจะเอาไปทำสิ่งใดดีล่ะทีนี้ จะให้สวดมนต์ภาวนาอย่างนั้นหรือ ดูอย่างไรก็ไม่ค่อยเข้ากับคนอย่างข้าเท่าใดนัก'ในระหว่างที่นางกำลังคิดไม่ตก องค์รัชทายาทก็เดินเข้ามายืนเคียงข้าง สายตาคมกริบเอาแต่เพ่งมองลูกประคำในมือของนางตาไม่กะพริบ จนหญิงสาวอดสงสัยในท่าทีของผู้เป็นสวามีไม่ได้“มีอันใดหรือเจ้าคะ ข้าเห็นท่านจ้องมองมันอยู่นานแล้ว”องค์รัชทายาทละสายตาจากลูกประคำโบราณ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ แววตาคมลุ่มลึกยากจะคาดเดา“ข้าเพียงรู้สึกว่า ลูกประคำเส้นนี้ดูคุ้นตาพิกล ราวกับเคยเห็นที่ใดมาก่อน”เขาเว้นจังหวะพลางก้าวเข้ามาใกล้นางอีกก้าว มุมปากยกยิ้มพราย“และที่สำคัญ ข้ากำลังคิดว่าคนอย่างเจ้าจะยอมนั่งนิ่งๆ สวดมนต์กับเขาด้วยหรือ”คำหยอกเย้าของเขาทำให้หลิวหรงผิงต้องค้อนขวับทันที ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปยังรถม้าที่มีบุตรชายนั่งอยู่องค์รัชทายาทรู้สึกสะดุดตาเพราะลูกประคำเส้นนี้มิใช่วัตถุธรรมดาของชาวบ้าน หากแต่คล้ายกับของสูงในวังหลวงหรือของบุคคลสำคัญในอดีตที่หายสาบสูญไปแววตาของเขาไหววูบ สายตาคมกริบยังคงจับจ้องลูกประคำในมือของหลิวหรงผิงไม่ละสายตา ผิวสัมผัสที่ดูเก่าแก่ทว่าแฝงความประณีตสูงส่ง ปลุกความทรงจำบางอ
หลิวหรงผิงไม่รอช้า นางหยิบขวดแก้วเจียระไนขนาดเล็กหลายขวดออกมาจากกระเป๋าข้างกาย ซึ่งแท้จริงแล้วคือผงวิเศษสลายพิษและฆ่าเชื้อทรงประสิทธิภาพ ที่ครั้งหนึ่งนางเคยใช้สลายพิษที่เจือปนในถังน้ำดื่มของคนงานสร้างสะพานเมื่อห้าปีก่อนที่เมืองลี่หนานยื่นให้ผู้เป็นสวามี“นี่คือผงวิเศษสลายพิษ เมื่อนำไปโรยตรงจุดกำเนิดสายน้ำ มันจะสลายพิษร้ายและฆ่าเชื้อโรคตลอดสายน้ำที่ไหลลงมาในคืนนี้ แต่ว่าท่านพี่ ท่านต้องกำจัดต้นตอเน่าเปื่อยบนนั้นเสียก่อนนะเจ้าคะ”“เข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนที่ค่ายพักแรมชายป่าก่อนเถอะ เรื่องทางนี้ข้ากับหานเฟิงจะจัดการเอง”นางพยักหน้าให้ชายหนุ่มเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นพาเฉินม่อเซียนกลับไปยังทางเข้าหมู่บ้านที่มีรถม้าจอดนิ่งสนิทอยู่เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไป องค์รัชทายาทที่เฝ้ามองตามพวกนางอยู่ก็หันไปมององครักษ์คนสนิททันทีณ ค่ายพักแรมชายป่าเมื่อหลิวหรงผิงและเฉินม่อเซียนเดินทางกลับมาถึงจุดตั้งค่ายพักแรมชายป่า หมิงเว่ยที่คอยดูแลอาเฟยอยู่ก็รีบก้าวมารับด้วยความตื่นตัว หญิงสาวส่ายหน้าให้เขาเบาๆ เป็นนัยว่าอย่าเพิ่งเข้ามาใกล้ในยามนี้นางไม่รอช้า หยิบยาสระชำระล้างฆ่าเชื้อและผงสกัดทำให้น้ำบริสุทธิ
หลังจากฟังเรื่องราวของเจ้าของร่างนี้ผ่านสาวใช้ของนางแล้ว หลิวหรงผิงก็เอาแต่นั่งพิงหัวเตียงอยู่อย่างนั้นเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยาม[1] แล้วสาวใช้คนสนิททั้งสองที่เห็นว่านางหายจากสติฟั่นเฟือนแล้วจริงๆ นั้นต่างก็ดีใจกระโดดโลดเต้นกันยกใหญ่ เพราะนอกจากว่าพวกนางจะได้ชีวิตของผู้เป็นนายกลับมาดังเดิมแล้วก็ดูเหม
-เรือนเฟิ่งอวี้-ไอร้อนจากอ่างอาบน้ำลอยระเหยขึ้นมาเป็นกลุ่มควันสีขาวบางๆ หลิวหรงผิงนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำพลางนึกถึงสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ฟังจากคำบอกเล่าของสตรีทั้งสองที่น่าจะเป็นบ่าวรับใช้ของเจ้าของร่างนี้แล้ว คือเธอน่าจะทะลุมิติเข้ามาอยู่ในยุคโบราณแต่ยังหาสาเหตุของการทะลุมิติเข้ามาในยุคนี
“พระชายา ฮือๆ พระชายาฟื้นสิเพคะ”“เสี่ยวเถาข้าจะไปแจ้งท่านอ๋องว่า ฮึก...พระชายาสิ้นใจแล้ว”เสียงของซิ่วอิงสาวใช้คนสนิทของหลิวหรงผิงอีกคนเอ่ยขึ้น ดวงตาของนางแดงก่ำจากการร้องไห้มาร่วมหลายชั่วยามแม้สตรีทั้งสองจะถูกก่นด่าต่อว่าสารพัดแต่เพราะหลิวหรงผิงเป็นคนเดียวที่พวกนางมี แม้ว่านางจะปากร้ายแต่ก็คอยดูแ
แสงสลัวสาดส่องเข้ามาในห้องหอที่ถูกประดับตกแต่งอย่างงดงาม เมื่อยามสายวาโยพัดโชยมานำพาเอากลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ลอยละล่องเข้ามาภายในห้องที่เงียบงัน ผ้าม่านสีแดงสลับทองปลิวสยายไปตามแรงลมแสงเทียนไหวเอนไปมาสะท้อนให้เห็นเงาของคนคู่หนึ่งสาดฉายเต็มทั่วทั้งผนังห้อง เป็นเวลาเนิ่นนานเทียนสีแดงที่ตั้งตระหง่านบนตะเ







