LOGINภาพตรงหน้าที่แปลกตาและไม่คุ้นเคยค่อยๆ ฉุดดึงสติสัมปชัญญะที่เคยพร่าเลือนของเธอให้กลับคืนมาทีละนิด
ยามที่ดวงตาคู่หงส์เริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ คิ้วเรียวงามก็ขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความงุนงงระคนตกใจอย่างยิ่ง
เพราะตอนนี้ร่างของเธอไม่ได้เอนกายอยู่บนเตียงนอนนุ่มหนา หากแต่กำลังนอนทอดร่างอยู่บนกองโคลนตมอันโสมมซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งปฏิกูลของสุกร
กลิ่นเหม็นสาบและคาวคละคลุ้งโชยขึ้นมาเตะจมูก ส่งผลให้หลิวหรงผิงเกิดความรู้สึกพะอืดพะอม สะอิดสะเอียนขึ้นมาในอก จนแทบจะสำรอกอาหารเก่าออกมาเสียตอนนี้ให้ได้
ทว่าท่ามกลางความสับสนในหัว เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นที่ปะปนไปกับเสียงร้องตะโกนด้วยความดีใจของหญิงสาวแปลกหน้าทั้งสองคน ก็ยังคงแผดดังก้องกังวานเข้ามาในโสตประสาทของเธอไม่ขาดสาย
“ฮือๆ บ่าวนึกว่าท่านจะไม่ฟื้นขึ้นมาเสียแล้ว”
“เจ้าว่าอะไรนะ”
“พวกบ่าวบอกว่ากลัวท่านจะไม่ยอมตื่นมาอีกแล้วน่ะสิเพคะ”
“ไม่ใช่ คือว่า”
‘มะ เมื่อครู่ฉันพูดอะไรออกไปกันเนี่ย ทำไมถึงพูดไม่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้กันล่ะ’
หลิวหรงผิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตกใจเมื่อรู้สึกได้ว่าคำพูดที่เธอพูดออกมาเมื่อครู่นั้นเหมือนไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนของเธอเลยสักเพียงนิด
“ก็พวกบ่าวดีใจที่พระชายาฟื้นเสียทีนี่เพคะ”
สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังนั่งเกาะแขนของเธอไม่ยอมปล่อย เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยโคลนตมไม่ต่างจากกัน
กลิ่นเหม็นสาบทำเอาหลิวหรงผิงที่เก็บอาการพะอืดพะอมเอาไว้ก่อนหน้านี้อาเจียนออกมาทั้งหมด
เธอพยายามตั้งสติอีกครั้งคิดเสียว่าที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้น่าจะเป็นความฝัน
“ฝันอยู่แน่ๆ ฉันต้องฝันอยู่แน่ๆ ตื่นสิหรงผิง ตื่นเดี๋ยวนี้!”
หญิงสาวพยายามตบหน้าตนเองเพื่อเรียกสติ หวังให้สิ่งที่เผชิญอยู่เป็นเพียงความฝัน
ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทุกอย่างกลับยังคงเดิม หญิงสาวสองคนนั้นยังคงนั่งจ้องมองเธออยู่ไม่ไปไหน
‘ให้ตายสิไม่ได้ฝันไปหรอกหรือ นี่มันเรื่องจริงงั้นเหรอ’
“พระชายาเป็นอะไรไปเพคะรู้สึกไม่สบายตัวใช่หรือไม่ เช่นนั้นรีบกลับเรือนกันดีกว่าวันนี้บ่าวได้ยินมาว่าฮองเฮาจะเสด็จมาที่จวนหากนางมาพบท่านในสภาพเช่นนี้คงไม่เป็นการดีแน่”
“อะไรนะ”
“บ่าวบอกว่าฮองเฮาจะเสด็จมาที่นี่เพคะ”
“ฮองเฮา?”
สีหน้างุนงงของนางทำให้เสี่ยวเถารีบพูดขยายความทันที
“ก็ฮองเฮาพระมารดาของจวิ้นอ๋องอย่างไรเล่าเพคะ นางเป็นคนโหดร้ายและเจ้าระเบียบยิ่งนักหากรู้ว่าท่านอยู่ในสภาพนี้ล่ะก็ ไม่แน่อาจได้ส่งแม่นมหูมาอบรมท่านอีกเป็นแน่ รีบกลับไปอาบน้ำเร็วเข้าเถิดเพคะ”
‘จวิ้นอ๋อง? จวิ้นอ๋องไหน ให้ตายสินี่ฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันนะ’
“เจ้าพูดเบาๆ หน่อยสิเสี่ยวเถาหรือว่าเจ้าอยากถูกโบยอีกงั้นหรือ”
“ก็พระชายาดูเหมือนจะไม่เข้าใจที่ข้าพูดนี่”
“เจ้าก็รู้ว่าพระชายาเป็นเช่นไรยังจะพูดมากอีก”
ซิ่วอิงต่อว่าสหายของนางก่อนที่ทั้งคู่จะหันมาสบตาของผู้เป็นนายที่กำลังจ้องมองมาด้วยความฉงน
“เอ่อ พระชายาไปกันเถอะเพคะ”
หญิงสาวสองคนเข้ามาประคองตัวของเธอ แต่หลิวหรงผิงก็เอาแต่จ้องมองใบหน้าของคนทั้งคู่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป
"หรือว่าพระชายาจะหิวแล้ว”
"ห้ะ”
'อยู่ในคอกหมูทั้งรูปรสกลิ่นเสียงจัดเต็มเพียงนี้ ใครจะไปมีกระจิตกระใจหิวข้าวได้ลงคอกันเล่า'
-เรือนเฟิ่งอวี้-
ไอร้อนจากอ่างอาบน้ำลอยระเหยขึ้นมาเป็นกลุ่มควันสีขาวบางๆ หลิวหรงผิงนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำปล่อยให้บ่าวคนสนิทขัดถูตัวจนตอนนี้เธอเริ่มแสบผิวขึ้นมาบ้างแล้ว
“เจ้าจะขัดอีกนานหรือไม่”
“นานเพคะ”
“อะไรนะ”
“โถ่พระชายากลิ่นตัวของท่านมีแต่กลิ่นขี้หมูนะเพคะหากไม่ขัดให้หมดแล้วกลิ่นเหม็นพวกนี้จะหายไปได้อย่างไร นี่ซิ่วอิงไปเอาถุงสมุนไพรมาเพิ่มเร็วเข้า”
“ได้”
อีกคนสั่งการส่วนอีกคนก็รีบทำตามทันทีไม่มีช่องว่างให้นางได้พูดเลยสักนิด
‘ช่างเถอะ มีคนอาบน้ำให้ก็ดีเหมือนกันสบายอะไรแบบนี้นะ’
เธอหลับตาลงพลางนึกถึงสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ไปด้วย
ฟังจากคำบอกเล่าของสตรีทั้งสองที่น่าจะเป็นบ่าวคนสนิทของเจ้าของร่างนี้แล้ว คือเธอน่าจะทะลุมิติเข้ามาอยู่ในยุคโบราณแต่ยังหาสาเหตุของการทะลุมิติเข้ามาในยุคนี้ไม่ได้
พอคิดๆ ไปแล้วศูนย์วิจัยยาที่ควรจะมีระบบป้องกันภัยในทุกรูปแบบแต่ทำไมถึงได้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้กัน วันที่เกิดเรื่องนั้นทั้งเธอและเพื่อนสนิทไม่ทันได้ก้าวพ้นประตูไปก็ถูกแรงของระเบิดนั้นสะท้อนถูกร่างกายส่งผลให้ทั้งคู่ลอยกระทบกับผนังห้องอย่างแรง
และที่สำคัญหากว่าเธอตายไปจากโลกนั้นแล้วจริงๆ แล้วมู่อิงเถาเพื่อนสนิทของเธอล่ะไปอยู่เสียที่ไหน หรือว่าจะทะลุมิติมาที่นี่เหมือนกัน
‘แล้วเธอไปอยู่ที่ไหนกันนะ มู่อิงเถา’
“พระชายา”
ขณะกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวในยุคที่จากมา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกสติของนางให้กลับคืนมาอีกครั้ง
หลิวหรงผิงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นร่างของเด็กสาวคนหนึ่งอายุน่าจะราวสิบสี่สิบห้าปี ใบหน้าอ่อนหวานนั้นกำลังเลิกคิ้วมองนางอย่างนึกสงสัยไม่ต่างจากตัวนางในเวลานี้
“เป็นอะไรไปหรือเพคะ หิวงั้นหรือ”
"หากเจ้ายกโรงเตี๊ยมให้เขาจริง ข้าว่าอาเฟยคงได้กินถังหูลู่จนหมดโรงเตี๊ยมเป็นแน่" มู่อิงเถาเอ่ยเย้าขึ้นมา พลางหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกับเยี่ยอ๋อง"ต่อให้อาเฟยอยากกินทองคำ เย่หยุนฟางผู้นี้ก็พร้อมจะหามาประเคนให้เพคะ" เย่หยุนฟางหัวเราะร่า นางลุกขึ้นยืนพลางหันไปสั่งการผู้ช่วยส่วนตัวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ผิดกับท่าทางอ่อนโยนเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง“เจ้าไปจัดห้องรับรองที่ดีที่สุด เปิดหน้าต่างเห็นทัศนียภาพแม่น้ำสายหลัก แล้วสั่งให้พ่อครัวทำขนมหวานสิบสองชนิด รวมถึงรังนกตุ๋นน้ำตาลกรวดชั้นเลิศขึ้นไปส่งเดี๋ยวนี้ วันนี้ข้าจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงต้อนรับองค์ชายน้อยเอง""ขอรับนายหญิง" พนักงานรับคำสั่งแล้วรีบแยกย้ายไปจัดการทันทีเย่หยุนฟางหันกลับมายื่นมือเรียวสวยไปตรงหน้าหนูน้อยอาเฟย"ไปกันเถอะ ป้าจะพาเจ้าไปกินของอร่อยๆ และเยี่ยมชมโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้ ดีหรือไม่""ไปขอรับ ขอบคุณท่านป้าเย่มากนะขอรับ" อาเฟยยื่นมือน้อยๆ ไปวางบนฝ่ามือของนางอย่างคุ้นเคยและแสนออดอ้อนเยี่ยอ๋องและมู่อิงเถาสบตากันพลางส่ายหน้ายิ้มๆ อย่างนึกเอ็นดู...สมแล้วที่เป็นคนที่ช่วยอุ้มชูเลี้ยงดูกันมาตั้งแต่อาเฟยยังอยู่ในครรภ์มารดา
ตกบ่าย ณ ตลาดใจกลางเมืองหลวง บรรยากาศช่างคึกคักและโอ่อ่ากว่าเมืองฉางอันที่อาเฟยเคยอยู่ลิบลับสองข้างทางเต็มไปด้วยโรงเตี๊ยมสูงใหญ่ ร้านรวงขายเครื่องประดับผ้าไหมและแผงลอยขายของเล่นละลานตา เสียงตะโกนเรียกลูกค้าและกลิ่นอายความเจริญโชยมาตามลมอาเฟยเดินตรงกลางระหว่างเยี่ยอ๋องกับมู่อิงเถา ใบหน้ากลมยิ้มจนแก้มปริพลางหันซ้ายหันขวามองสิ่งแปลกใหม่อย่างตื่นตาตื่นใจ ในอ้อมแขนเล็กๆ มีของเล่นกลไกไม้ประณีตที่เสด็จอาหนุ่มเพิ่งกว้านซื้อให้จนล้นมือ"ท่านป้ามู่ดูนั่นสิขอรับ มีลิงใส่หมวกด้วย!" เด็กน้อยชี้ชวนให้ดูคณะละครลิงริมทางอย่างตื่นเต้น"ชอบหรือไม่ ถ้าชอบป้าจะพาไปนั่งดูใกล้ๆ" มู่อิงเถาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน คอยใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ข้างขมับให้หลานชายอย่างเอาใจใส่"ชอบขอรับ แต่อาเฟยอยากซื้อขนมน้ำตาลเป่ารูปมังกรไปฝากท่านแม่กับท่านพ่อด้วยขอรับ" อาเฟยเงยหน้าบอกสตรีตรงหน้าด้วยแววตาใสซื่อมู่อิงเถาและเยี่ยอ๋องสบตากันแล้วลอบยิ้มด้วยความซาบซึ้งในความกตัญญูรู้ความของเด็กน้อย ขนาดมาเที่ยวเล่นสนุกสนานก็ยังไม่ลืมที่จะนึกถึงบิดามารดาของตน"ได้สิ เช่นนั้นเราไปซื้อขนมน้ำตาลเป่ากัน แล้วอาจะพาเจ้านั่งรถม้าเปิดโล
"โธ่... หลานรักของอา ช่างเข้มแข็งเหลือเกิน" เยี่ยอ๋องใจละลายกลายเป็นน้ำ ทรงใช้นิ้วเขี่ยแก้มยุ้ยด้วยความมันเขี้ยว"เจ้าเด็กหน้าเหม็นนั่นแกล้งเจ้าจนหมึกเลอะหน้ากระดาษหมดเลยรึ? ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวอาจะไปลากคอบิดามันมาโขกหัวขอขมาเจ้าถึงตำหนักบูรพาเอง""เสด็จอาโปรดอย่าลงโทษพี่ชายกู้ หรือรังแกบิดาของเขาเลยนะขอรับ" อาเฟยเอ่ยน้ำเสียงกังวานใส พลางขยับเข้าไปซบหน้าลงกับบ่ากว้างของท่านอาแล้วเอ่ยกระซิบเบาๆ"กระดาษแผ่นนี้เปื้อนไปแล้วก็แล้วไปขอรับ อาเฟยเพิ่งมาถึงเมืองหลวง ควรสร้างความเอ็นดูเมตตาให้แก่ผู้คนมากกว่าสร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง เสด็จแม่เคยสอนว่า ยิ่งเราอยู่ในฐานะสูงส่งเท่าใดก็ยิ่งต้องนอบน้อมและเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเหล่าขุนนางเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข การประพฤติตนเช่นนี้จึงจะคู่ควรแก่การเป็นบุตรของเสด็จพ่อขอรับ"เยี่ยอ๋องได้ฟังก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ดวงพระเนตรไหววูบด้วยความทึ่งและชื่นชมในสติปัญญาอันล้ำลึกเกินวัยของหลานชาย"แต่หากวันหน้าพี่ชายกู้ยังคงทำตัวแข็งข้อและรังแกผู้อื่นอีก ถึงยามนั้นอาเฟยก็จะไม่มอบโอกาสที่สองให้เขาแล้วขอรับ" อาเฟยช้อนตาขึ้นมองเสด็จอา พลางส่งยิ้มไร้เดียงสาแต่แฝงคว
"อ๊ะ... มือข้าลั่นไปหน่อย หน้ากระดาษของเจ้าเลอะหมดเลย เช่นนั้นวันนี้เจ้าคงไม่มีส่งอาจารย์ และต้องถูกทำโทษให้คุกเข่าหน้าห้องแน่!"อาเฟยจ้องมองผลงานที่ถูกทำลาย ดวงตากลมโตสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความเสียดาย ทว่าเขามิได้ร้องไห้โยเยเหมือนเด็กทั่วไป ในสมองน้อยๆ พลันนึกถึงคำสั่งสอนของท่านแม่หลิวหรงผิงที่เคยบอกว่า 'หากถูกสุนัขบ้ากัดอย่ากัดตอบ แต่จงใช้ไม้เรียวฟาดมัน'อีกทั้งยังมีคำสอนของเสด็จพ่อที่ว่า 'ผู้มีอำนาจที่แท้จริง คือผู้ที่ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้'เด็กน้อยสูดหายใจเข้าลึก หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับหมึกที่เปื้อนมืออย่างแช่มช้า ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับกู้ซิวเจี๋ยด้วยแววตานิ่งสงบ ท่าทางเยือกเย็นไร้ความหวาดกลัวนั้นถอดแบบมาจากบิดาไม่มีผิดเพี้ยน"พี่ชายกู้ทำกระดาษของข้าเปื้อนแล้ว ยังจะหัวเราะชอบใจอีกหรือขอรับ" อาเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อทว่ากังวานหนักแน่น"แล้วทำไมข้าจะหัวเราะไม่ได้! เจ้ามันก็แค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า ใครจะทำไม" กู้ซิวเจี๋ยตบโต๊ะเสียงดังลั่น เริ่มได้ใจและเตรียมจะก้าวเข้ามาหาเรื่องต่อหน้าธารกำนัลอาเฟย องค์ชายตัวน้อยผู้เป็นสายเลือดแท้ๆ ขององค์รัชทายาท ได้แต่นั่งก้มหน้าเก็บแ
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาอันหวานล้ำในห้องอาบน้ำหลิวหรงผิงในชุดผลัดเปลี่ยนใหม่คอยช่วยซับผมดกดำของผู้เป็นสามีจนแห้งสนิททั้งสองเอนกายลงบนเตียงกว้างในห้องบรรทมอันเงียบสงบ ลมราตรีโชยชายพัดพาความเย็นสบายเข้ามา ทว่าความเงียบสงัดของราตรีกาลกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ดัง ตึก... ตึก... ตึก... มาจากหน้าประตูแกรก...บานประตูไม้ฉลุถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างกลมป้อมในชุดนอนผ้าฝ้ายตัวยาวสีขาวสะอาด อ้อมแขนสั้นๆ นั้นโอบกอดหมอนใบเล็กและตุ๊กตาเสือน้อยที่อาสะใภ้มู่อิงเถาเย็บปักให้ไว้แน่นใบหน้าจิ้มลิ้มแก้มยุ้ยฉายแววง่วงงุน ดวงตากลมโตปรือปรอยคล้ายก้อนแป้งที่กำลังจะละลาย"ท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ" เสียงใสเจือความอู้อี้เอ่ยเรียกแผ่วเบาองค์รัชทายาทและหลิวหรงผิงสะดุ้งน้อยๆ รีบผละออกจากกันทันที หลิวหรงผิงยันกายลุกขึ้นนั่ง พลางแย้มยิ้มด้วยความเอ็นดู"อาเฟยลูกรัก เหตุใดยังไม่นอนอีกเล่า... แล้วเหตุใดถึงออกมาเดินคนเดียว เสี่ยวเถาไปไหนเสียแล้ว""อาเฟยให้พี่เสี่ยวเถากับพวกพี่ๆ ขันทีรออยู่ข้างนอกขอรับ"เจ้าตัวน้อยก้าวเท้าสั้นๆ นำพาร่างกลมป้อมมาหยุดอยู่ข้างเตียงกว้าง ดวงตาโตที่เคยสุกใสบัดน
"หลบไป ผิงเอ๋อ!"องค์รัชทายาทตวาดเสียงดังขืนร่างของตัวเองเพื่อเดินออกจากตำหนัก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะออมแรงไว้เพราะกลัวว่านางจะบาดเจ็บ"นางคิดจะเอาชีวิตของเจ้าและหากว่าเจ้าไม่มีความรู้เรื่องพิษ ป่านนี้เจ้าจะเป็นอย่างไร! ข้าปล่อยให้นางมีลมหายใจต่อไปไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว""ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้ากับอาเฟย แต่ตอนนี้นางถูกฮองเฮาสั่งลงโทษกักบริเวณแล้วหากท่านบุ่มบ่ามชักกระบี่ไปบั่นคอองค์หญิงถึงตำหนักใน ย่อมเท่ากับท่านหักหน้าฮองเฮาและละเมิดกฎมณเฑียรบาล ขุนนางเฒ่าพวกนั้นย่อมได้ทีเขียนฎีกากล่าวหาว่าท่านใช้อำนาจบาตรใหญ่เป็นแน่สิ่งที่ท่านทำมาทั้งหมดไม่เท่ากับสูญเปล่าหรอกหรือ""ข้าหาได้กลัวพวกสุนัขรับใช้เหล่านั้นไม่" องค์รัชทายาทเค้นเสียงรอดไรฟัน ทว่าฝ่ามือที่กุมด้ามกระบี่เริ่มคลายออกเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นและกลิ่นกายหอมละมุนของหญิงสาว"ท่านไม่กลัว แต่ข้ากลัวนี่นา" หลิวหรงผิงเงยหน้าขึ้นดวงตากลมโตสุกใสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่คุกรุ่นด้วยเพลิงกิเลสของเขา น้ำเสียงของนางอ่อนลงเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลชวนให้ใจเย็น"เสด็จพี่ ท่านดูข้าตอนนี้สิ ข้ายังอยู่ดีมีสุขไร้รอยขีดข่วน อีกอย่างวันน







