로그인ศูนย์วิจัยยา เมืองปักกิ่ง
“เลยเวลาอาหารกลางวันมานานแล้วนะ รีบมากินข้าวกันเถอะ”
เสียงใสกระฉับกระเฉงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏกายของร่างบางในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาที่สวมทับชุดทำงาน ในมือของเธอถือกล่องอาหารมาสองกล่อง
“ฉันซื้อมาเผื่อเธอด้วยรีบมากินเร็วเข้า ยังมีงานทดลองที่ต้องทำต่ออีกนะ ทำเวลาหน่อย” มู่อิงเถา เพื่อนสนิทของเธอเอ่ยกระตุ้น น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตและความตื่นเต้นราวกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการอดหลับอดนอนไม่อาจทำอะไรเธอได้เลยสักนิด
“พวกเราไม่ได้ออกไปเที่ยวด้วยกันนานแค่ไหนแล้วนะ” หลิวหรงผิงเอ่ยพึมพำออกมาพลางสาวเท้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายเพื่อนสนิท
“เห็นอาจารย์เปรยๆ อยู่ว่า หากจบโครงการวิจัยชิ้นนี้แล้วพวกเราก็สามารถลาพักผ่อนยาวได้เลย”
“จริงหรือ เธอแน่ใจนะ” หลิวหรงผิงเอ่ยถามด้วยความไม่มั่นใจนัก
เพราะที่ผ่านมาไม่ว่างานวิจัยชิ้นใดจะสำเร็จลุล่วงไปได้ทว่าพวกเธอกลับไม่ได้พักจริงจังสักที ทำให้หนนี้หลิวหรงผิงไม่เชื่อมั่นในคำพูดนั้นมากนัก
“ก็จริงน่ะสิ ฉันตรวจตารางงานแล้ว โล่งยาวพอให้เราสองคนเที่ยวได้ทั้งเดือนเลย”
หญิงสาวตอบพลางยิ้มสดใส หลิวหรงผิงส่ายหัวให้เพื่อนสนิทก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นคีบเนื้อหมูเข้าปากพลางเคี้ยวตุ้ยๆ สายตาจับจ้องไปที่มู่อิงเถาซึ่งกำลังดูดน้ำหวานจากแก้วอย่างเอร็ดอร่อย
‘วันๆ ดื่มแต่เครื่องดื่มรสหวานชงเข้มข้น แต่ทำไมถึงไม่มีทีท่าว่าจะอ้วนขึ้นเลยนะ’
เธอคิดในใจอย่างนึกอิจฉา
“เอาเถอะน่า ทดลองเพิ่มอีกสักสองครั้งก็เสร็จแล้ว อดทนอีกหน่อยนะ” มู่อิงเถาเอ่ยปลอบพลางหันไปหยิบหนังสือนิยายเล่มเล็กยัดใส่กระเป๋าเสื้อกาวน์เอาไว้
“เดี๋ยวนี้เธอหันมาอ่านนิยายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“อ่านคลายเครียดน่ะ”
ทว่าในระหว่างที่ทั้งสองกำลังนั่งสนทนากันอย่างเพลิดเพลิน โดยมิได้ทันสังเกตเลยว่าตอนนี้เริ่มมีควันสีขาวจางๆ ลอยล่องคละคลุ้งเข้ามาภายในห้องพักเสียแล้ว
หลิวหรงผิงผู้มีประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นไวเป็นเลิศ รีบหันขวับไปมองยังต้นตอก่อนจะเห็นร่างสูงของอาจารย์แพทย์ที่พวกเธอให้ความเคารพ วิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้องปฏิบัติการหลัก
“รีบหนีเร็วเข้า!”
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะอาจารย์”
“ไฟไหม้! ไม่ต้องสนใจอาหารพวกนั้นแล้ว รีบหนีเอาชีวิตรอดเร็วเข้า”
เหล่านักวิทยาศาสตร์และแพทย์ในศูนย์วิจัยต่างพากันวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ทว่ายังไม่ทันที่สองเท้าของพวกเธอจะก้าวพ้นขอบประตูห้อง เสียงระเบิดกัมปนาทก็แผดลั่นขึ้นจากทางด้านหลัง หลิวหรงผิงหันกลับไปมอง สมองอันชาญฉลาดประมวลผลในเสี้ยววินาทีว่าไม่มีทางหนีพ้น
เธอจึงคว้าร่างของเพื่อนสนิทเข้ามากอดกำบังเอาไว้แน่น!
“ผิงเอ๋อ…ตื่นได้แล้ว”
“ผิงเอ๋อ!”
เสียงเรียกแผ่วเบาสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ทว่าความเจ็บปวดแปลบที่แล่นพล่านในสมอง กลับฉุดรั้งไม่ให้เธอลืมตาตื่นขึ้นมาได้ในยามนี้
‘เสียงของใครกัน…’
แสงแดดอ่อนรำไรที่สาดส่องกระทบเปลือกตาไม่อาจปลุกให้เธอฟื้นตื่น ทว่ากลิ่นเหม็นสาบเข้มข้นของอะไรบางอย่างที่ลอยมาเตะจมูกกลับทำให้หลิวหรงผิงเริ่มรู้สึกตัว
ความหนักอึ้งในศีรษะเหนี่ยวรั้งให้เธออยากจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราต่อ ทว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์อันรุนแรงนั้นบีบบังคับให้เปลือกตาบางเริ่มกระพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ
“พระชายาท่านฟื้นแล้ว”
“เสี่ยวเถาพระชายาฟื้นแล้ว!”
เสียงหวีดร้องด้วยความยินดีของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นข้างหู เมื่อหญิงสาวลืมตาขึ้นเต็มตาก็พบใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของคนผู้หนึ่งที่กำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างกาย
ดวงตาของเด็กสาวบวมเป่งและแดงก่ำ ราวกับผ่านการร่ำไห้มาอย่างหนักหน่วงร่วมหลายชั่วโมง
‘ใครกัน? แล้วทำไมฉันจึงรู้สึกปวดหัวแทบระเบิดแบบนี้นะ’
ยิ่งเสียงคร่ำครวญทวีความดังมากขึ้นเท่าใด อาการปวดแปลบในหัวก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ประกอบกับร่างบอบบางถูกเขย่าด้วยแรงมหาศาล ทำให้เธอรู้สึกเจ็บร้าวไปถึงกระดูกซี่โครง
หลิวหรงผิงพยายามเบิกตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าที่พร่าเลือนก็ค่อยๆ ปรากฏชัดเจนจนทำให้เธองุนงงสับสนอย่างถึงที่สุด
เพราะสถานที่ที่เธอนอนอยู่นั้นไม่ใช่ห้องหับธรรมดา หรือห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล แต่กลับเป็นสถานที่แปลกตาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวและเหม็นสาบอย่างที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
หญิงสาวเบนสายตาตามเสียงร่ำไห้ มองเห็นสตรีสองคนที่มีใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเสื้อผ้าอาภรณ์ที่พวกเธอสวมใส่ ช่างดูคล้ายคลึงกับเครื่องแต่งกายในซีรีย์ย้อนยุคที่เธอเคยนั่งดูกับเพื่อนสนิทไม่มีผิดเพี้ยน!
‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!’
ความทรงจำสุดท้ายที่จำได้ชัดเจน คือเธอกำลังนั่งกินอาหารกลางวันกับเพื่อนสนิทในศูนย์วิจัยยาของมหาวิทยาลัยเอกซ์ หลังจากนั้นเสียงกรีดร้องเตือนภัยก็ดังลั่น
แต่เมื่อหันกลับไปมองสิ่งที่ปะทะสายตากลับมีเพียงลำแสงสีขาวสว่างจ้าส่องประกายวาบ เข้ากระแทกสะท้อนร่างของเธออย่างจัง
ร่างกายของเธอพลันเบาหวิวคล้ายปุยนุ่นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ สติสัมปชัญญะสุดท้ายดับวูบไปพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่น ทว่าเมื่อฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าตนเองมาติดอยู่ในสถานที่แห่งนี้
‘ที่นี่คือที่ไหนกันแน่? เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแล้วคนแปลกหน้าในชุดโบราณเหล่านี้ล่ะเป็นใครกัน’
"ในใจของข้า... เจ้าคือภรรยาเพียงคนเดียว และอาเฟยคือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของข้าตลอดไป เช่นนี้แล้วเจ้ายังคิดจะทิ้งพวกเราไปอีกหรือ"น้ำตาที่หลิวหรงผิงพยายามสะกดกลั้นไว้พังทลายลงมาเป็นสาย นางมองดูราชโองการในมือสลับกับใบหน้าของชายหนุ่มที่ยอมสยบแทบเท้านางเพื่อร้องขอความรักความรักที่เขาโยนเกราะกำบังอันแน่นหนาที่สุดมาปกป้องนางทำให้นางซาบซึ้ง ทว่าลึกๆ ในใจของหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ก็ยังคงกรีดร้องด้วยสัจธรรมอันโหดร้าย"ท่านพี่... ท่านช่างแสนดีกับข้าเหลือเกิน" นางเอ่ยปนสะอื้น"แต่ท่านคิดบ้างหรือไม่ การที่ท่านกักขังพวกนางไว้ให้ไร้รัก ไร้สิทธิ์ ไร้ทายาทมันไม่เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูที่เคียดแค้นข้าและอาเฟยเพิ่มขึ้นอีกร้อยเท่าพันทวีหรือเพคะ และสำหรับข้า… การที่ต้องแบ่งปันพื้นที่บ้านหลังนี้กับสตรีที่ข้ารู้ดีว่าท่านต้องรับผิดชอบชีวิตพวกนางตามหน้าที่ มันคือการทรมานใจกันไปชั่วชีวิต"องค์รัชทายาทนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวเข้าไปสวมกอดร่างบางไว้แน่นหนา ซบใบหน้าลงบนซอกคอของนาง"ข้ารู้... ข้ารู้ว่ามันไม่ยุติธรรมต่อเจ้า" เขาซุกหน้าสะอื้นเบาๆ"แต่นี่คือโลกของข้า ผิงเอ๋อ... ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้จริงๆ หากเจ
"หึ!... ข้าในยามนั้นยังไม่ใจกล้าและเจ้าแผนการเท่าเขาเลยเสียด้วยซ้ำ"ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยยาวพลางเคาะพระดัชนีลงบนเทียบรายชื่อสีแดงชาดบนโต๊ะทรงงานเสียงดัง กึก... กึก..."ในตอนแรก ข้านึกว่าเขาจะดื้อรั้นแข็งทื่อจนยอมหักไม่ยอมงอเพื่อสตรีเพียงคนเดียวเหมือนพวกคนเขลาทั่วไป ทว่าที่ไหนได้… เขากลับยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อกลืนสตรีตระกูลใหญ่เหล่านั้นเข้ามา แล้วใช้อำนาจที่มีผนึกอำนาจพวกนางให้อยู่ในกรงขังที่เขาเป็นผู้คุมกฎแต่เพียงผู้เดียว"ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเทียบรายชื่อนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าและยากจะหยั่งถึง"การรับชายารองและอนุในครั้งนี้ ขุนนางเหล่านั้นคิดว่าตนเองได้ส่งลูกสาวมาเสวยสุขและกุมอำนาจร่วมกับมังกร... แต่แท้จริงแล้วลูกชายของข้ากลับตลบหลังใช้ลูกสาวของพวกเขามาเป็นตัวประกันทางการเมืองเพื่อคานอำนาจพวกนั้นเสียเองต่างหาก""ยอมทำตามประเพณีเพื่อปิดปากราชสำนักแต่ในขณะเดียวกันก็กางปีกปกป้องเมียรักและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนได้อย่างหมดจด... ช่างเป็นหมากที่ไร้ช่องโหว่และเหี้ยมเกรียมสิ้นดี”"องค์รัชทายาททรงปรีชาสามารถยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ แผ่นดินนี้ภายใต้การปกครองของพระองค์ในวันข้างหน้าย่อมต้องเกรียงไกรและมั่นคงดั
กลิ่นหมึกและกระดาษอบอวลไปทั่วห้องทรงพระอักษรฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสผู้เย็นชาที่กำลังคุกเข่าอยู่อย่างสงบนิ่ง เบื้องพระพักตร์ขององค์เหนือหัวคือม้วนเทียบรายชื่อหญิงงามจากตระกูลใหญ่ที่ฮองเฮาส่งมา"เจ้ามาพบข้าด้วยเรื่องสตรีเหล่านี้ใช่หรือไม่"ฮ่องเต้ตรัสทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นคำแรก สุรเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจและยากจะหยั่งถึง"ฮองเฮารายงานข้าว่าเจ้าต่อต้านอย่างหนัก... รัชทายาท เจ้าเป็นผู้ชนะในศึกรุ่ยอ๋อง ทว่าเจ้าจะพ่ายแพ้พังพินาศเพียงเพราะเรื่องสตรีฝ่ายในไม่ได้ จารีตนี้มีมาแต่โบราณก็เพื่อค้ำจุนราชบัลลังก์ของตัวเจ้าเองทั้งสิ้น""ลูกทราบดีพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ"องค์รัชทายาททูลตอบพลางประสานมือถวายบังคม สุรเสียงเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นและกังวานไปทั่วห้องทรงพระอักษร"ลูกไม่ได้มาเพื่อปฏิเสธสมรสพระราชทาน ลูกยินดีจะรับสตรีจากทั้งสองตระกูลเข้าสู่ตำหนักบูรพาตามจารีตประเพณีทุกประการ"ฮ่องเต้เลิกพระขนงขึ้นด้วยความแปลกพระทัย"โอ้? แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงอาละวาดจนฮองเฮาต้องปวดหัวกันเล่า""เพราะลูกต้องการข้อแลกเปลี่ยนพ่ะย่ะค่ะ" องค์รัชทายาทเงยพระพักตร์ขึ้นสบตาผู้เป็นบิดาอย่างไม่เกรงกลัว"ลูกยอมรับพว
"เจ้าพูดอะไรออกไป" มู่อิงเถารีบขยับเข้าไปใกล้ พลางจ้องมองใบหน้าเพื่อนรักเขม็ง"ข้าบอกเขาว่า… ให้เขาทำเพื่อตัวเองและอาเฟย และข้ามีวิธีของข้าเอง"พูดจบนางก็ถอนหายใจยาว แววตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด"พยัคฆ์อย่างเขา... ไวต่อกลิ่นอายอันตรายเสมอ พอได้ยินเช่นนั้นเขาคงสั่งเพิ่มกำลังทหารเพื่อกักบริเวณข้าทันที เป็นการบีบบังคับกลายๆ ไม่ให้ข้าก้าวขาออกจากตำหนักบูรพาแห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียว"มู่อิงเถาสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้างามซีดเผือดลงทันใดเมื่อตระหนักถึงความจริงอันโหดร้าย"นี่มันไม่ใช่การอารักขาธรรมดาแล้วนะหรงผิง... แต่มันคือกรงขังทองคำชัดๆ องค์รัชทายาทกำลังใช้กำลังทหารทั้งหมดที่มีเพื่อล่ามเจ้าไว้ใต้ปีกของเขา แล้วหากกองกำลังทหารหนาแน่นถึงเพียงนี้ แผนการเดินทางไปหุบเขาซีหยวนในอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้าจะเริ่มลงมือได้อย่างไรกัน"หลิวหรงผิงไม่ได้ตอบคำถาม นางเพียงแต่ลดสายตาลงมองฝ่ามือของตนเองที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย"ถึงอย่างไร ข้าก็แค่ย้อนถามเจ้าไปอย่างนั้น วันก่อนข้าก็ย้ำกับเจ้าไปแล้วเรื่องของอาเฟย... เจ้าทำใจทิ้งเด็กค
“ท่านพี่ ในเมื่อจารีตของที่นี่กักขังท่านไว้และกำลังจะบดขยี้ข้า ข้าก็คงต้องขอเลือกเส้นทางของข้าเอง เพื่อให้ท่านได้เป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยไม่มีข้าเป็นจุดอ่อนอีกต่อไป”องค์รัชทายาทตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยินนางเอ่ยออกมา ดวงตาคู่คมเบิกกว้างพลางจ้องมองใบหน้าหวานของหญิงสาวที่เพิ่งเอ่ยวาจาคล้ายการลาจาก หัวใจของเขาบีบรัดรุนแรงจนแทบหยุดหายใจ"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือหนาเอื้อมไปจับบ่าทั้งสองข้างของนางเอาไว้แน่น"มีวิธีของเจ้าเองอย่างนั้นหรือ ผิงเอ๋อ... เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร!”หลิวหรงผิงไม่ได้หลบสายตา นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของสวามีด้วยแววตาที่นิ่งสงบอย่างน่าใจหาย"ท่านเพียงแต่รับรู้ไว้ว่าจากนี้ไปจงทำเพื่อตัวท่านเองและเพื่ออาเฟย อย่าทำให้เขาต้องลำบาก ส่วนตัวข้าๆ มีวิธีของข้าเอง""วิธีของเจ้าคืออะไร ตอบข้ามา!" ชายหนุ่มคาดคั้น เวลานี้เสียงของเขาเริ่มสั่นด้วยความกลัว…. กลัวว่าจะเสียนางไปอีกครั้ง"เจ้าจะหนีข้าไปอีกอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าแผ่นดิ
ภายในนั้นนอกจากตำรายาโบราณ กลับมีม้วนกระดาษผ้าไหมสีแดงชาดหรูหราขอบทองคำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของทางตำหนักเหยียนเหอ ตำหนักส่วนพระองค์ของฮองเฮาซุกซ่อนอยู่ชั้นล่างสุดชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะดึงม้วนผ้าไหมนั้นขึ้นมาคลี่ออกทันที แสงเทียนสาดส่องกระทบตัวอักษรหวัดสีทองที่เรียงรายอยู่ด้านใน‘รายชื่อบุตรีขุนนางผู้เพียบพร้อม เพื่อคัดเลือกตำแหน่งชายารองและอนุ’ไล่มาตั้งแต่บุตรีมหาเสนาบดีซ้ายไปจนถึงบุตรีแม่ทัพรักษาพระนคร หัวใจขององค์รัชทายาทพลันกระตุกวูบ เมื่อพอจะรับรู้ความจริงทุกอย่างที่ทำให้นางแปรเปลี่ยนไปสัญลักษณ์ตราประทับสีแดงฉานของฮองเฮาที่มุมกระดาษ เปรียบเสมือนตราบาปที่เหยียบย่ำหัวใจของภรรยาเขาอย่างทารุณ"ฮองเฮา!"สุรเสียงขององค์รัชทายาทแหบพร่าและสั่นเทาด้วยความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นในอก ลำคอแกร่งปรากฏเส้นเลือดปูดโป่ง พระหัตถ์หนาบีบม้วนเทียบเชิญคัดเลือกชายารองในมือแน่นจนกระดาษยับย่นแทบแหลกคามือเขารู้ทันทีว่าเหตุใดนางจึงได้ทำตัวแปลกแยกและโศกเศร้าถึงเพียงนี้นางได้รับแรงกดดันและคำข่มขู่จากแม่เลี้ยงใจยักษ์ของเขามาโดยตรงอย่างหลีกเ







