LOGIN“เป็นอะไรไปหรือเพคะ หิวงั้นหรือ”
“คือว่าข้า...”
“นี่เสี่ยวเถา เจ้ารีบไปเตรียมอาหารมาให้พระชายาเร็วเข้า” เด็กสาวไม่ทันฟังนางพูดจนจบก็หันขวับไปสั่งให้อีกคนรีบไปจัดเตรียมสำรับโดยเร็ว
เมื่อสาวใช้อีกคนได้ยินก็รีบวางเสื้อผ้าในมือลง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปทันที
“ดะ เดี๋ยวสิ! ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”
ทั้งคู่ดูเหมือนจะสาละวนกับการจัดเตรียมสิ่งของและอาหารจนไม่ทันสนใจเสียงร้องทัก
หลิวหรงผิงจึงได้แต่ปิดปากลงจ้องมองทุกการกระทำของพวกนางที่เอาแต่เดินวุ่นไปมาไม่หยุด แม้จะดูชุลมุนทว่ากลับทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็รับรู้ว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
หลังอาบน้ำชำระล้างกลิ่นกายเหม็นสาบจนหมดสิ้น หลิวหรงผิงก็ขึ้นไปเอนกายบนเตียงนอนหลังงามอย่างเหนื่อยอ่อน
ร่างบางนอนนิ่งจ้องมองขื่อบนเพดานห้องอยู่อย่างนั้นมาร่วมครึ่งชั่วยาม[1] แล้ว แม้จะอยู่ในฐานะชายาจวิ้นอ๋องแต่เรื่องราวที่นางพอจะจับต้นชนปลายได้ผ่านความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมกลับไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
นางหันไปมองหญิงสาวสองคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงพลางจ้องมองมา แววตาของพวกนางเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“พวกเจ้ามองหน้าข้านานแล้วนะ ทำไม…มีอะไรติดหน้าข้ากระนั้นหรือ”
“หามิได้เพคะ แต่ว่าพระชายาหายป่วยแล้วจริงๆ น่ะหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิไม่รู้เหมือนกันว่าหายขาดได้อย่างไร แต่เอาเป็นว่าข้าหายดีแล้ว” นางเอ่ยพลางส่งยิ้มละมุนให้บ่าวคนสนิท
“เช่นนั้น บอกกับท่านอ๋องดีหรือไม่เพคะเผื่อว่าท่านอ๋องจะ…”
“จะอะไร จะโปรดปรานข้าขึ้นมากระนั้นหรือ หึ! ไม่มีทางเสียหรอก คนจิตใจหยาบช้าเช่นนั้นมีหรือจะรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น”
“แต่ว่า...”
“เรื่องที่ข้าหายดีแล้วพวกเจ้าจงเก็บไว้เป็นความลับ รู้กันเพียงแค่พวกเราสามคนก็พอ”
“แต่ว่าพระชายาเพคะ”
“เอาน่า ทำตามที่ข้าบอก ให้พวกนั้นคิดว่าข้าเป็นแบบนี้น่ะดีแล้ว จะได้ไม่มีใครมาวุ่นวายกับข้าอีก”
เสี่ยวเถากับซิ่วอิง สาวใช้คนสนิทของเจ้าของร่างเดิมทำได้เพียงพยักหน้ารับคำ เด็กสาวทั้งสองหันมองหน้ากันก่อนจะปิดปากเงียบ
พวกนางเองก็รู้ดีว่าจวิ้นอ๋องและคนอื่นๆ ต่างไม่ชื่นชอบพระชายาเท่าใดนัก ยิ่งพอพระชายากลายเป็นคนสติไม่ดี ก็ยิ่งถูกกลั่นแกล้งรังแกหนักขึ้น
‘แต่ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้จะเป็นผลดีกับพระชายาจริงๆ หรือ’ บ่าวคนสนิทคิดในใจ
“จะว่าไปแล้วจวิ้นอ๋องนี่ก็น่ารังเกียจเสียจริง”
“พระชายาอย่าได้พูดเช่นนั้นเชียวนะเพคะ หากคนในจวนได้ยินเข้าแล้วนำไปทูลท่านอ๋อง ท่านอาจถูกลงโทษได้”
“ข้าแต่งเข้ามาเป็นพระชายาไม่ใช่บ่าว ยังต้องกลัวสิ่งใดอีก” พูดจบก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ นางจึงหันไปถามบ่าวคนสนิทอีกครั้ง
“เจ้าบอกว่าคนที่คอยกลั่นแกล้งข้าคือน้องสาวของจวิ้นอ๋องงั้นหรือ”
“คือว่า...”
“แล้วคืนนั้น ข้าเข้าไปอยู่ในเล้าหมูได้อย่างไร”
ไม่ทันได้ตอบคำถามแรกคำถามที่สองก็พุ่งตรงมาติดๆ เด็กสาวทั้งสองเอาแต่อ้ำอึ้งไม่กล้าเอ่ยปากเพราะกลัวจะถูกสั่งตัดลิ้นเอาได้ง่ายๆ
ก็น้องสาวของจวิ้นอ๋องเป็นถึงองค์หญิง หากปากพร่อยพูดจาไม่คิด พวกนางจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร
“คือว่าพระชายาเรื่องนี้”
“พูดมาเถอะน่า”
“คืนนั้นที่ท่านพลัดตกลงไปในบ่อน้ำ ท่านอ๋องสั่งให้คนนำร่างของท่านขึ้นมาจากก้นบ่อ ก่อนที่จะ…”
“จะอะไร”
“จะจับท่านโยนเข้าไปในเล้าหมู. บอกว่าเผื่อท่านจะมีสติมากกว่านี้เพคะ”
“ข้าเป็นคนนะไม่ใช่หมู! เขาบ้าไปแล้วหรืออย่างไร”
หลังจากฟังเรื่องราวของเจ้าของร่างเดิมผ่านสาวใช้แล้ว หลิวหรงผิงก็เอาแต่นั่งพิงหัวเตียงอยู่อย่างนั้นมาร่วมหนึ่งชั่วยาม[2]
สาวใช้คนสนิททั้งสองเมื่อเห็นว่านายสาวหายจากสติฟั่นเฟือนแล้วจริงๆ ต่างก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้นยกใหญ่ เพราะนอกจากจะได้ชีวิตของผู้เป็นนายกลับคืนมาดังเดิมแล้ว ดูเหมือนว่าหลิวหรงผิงคนใหม่นี้จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากสตรีร้ายกาจที่เอาแต่ด่าทอทุบตีพวกนาง กลับกลายเป็นคนใจเย็นขึ้นทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะสนใจจวิ้นอ๋องอีกเลย
ทั้งสองบอกว่าจะไปเก็บผลไม้โปรดที่เจ้าของร่างเดิมชอบกินนักหนามาต้อนรับการกลับมาของนาง แม้หลิวหรงผิงจะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่พอคิดว่าการที่ตนได้มาอาศัยร่างนี้ก็เพราะนายสาวของพวกนางตายจากไปแล้ว ก็อดสงสารสตรีทั้งสองไม่ได้ อีกทั้งตัวนางเองก็ยังหาทางกลับบ้านไม่เจอเช่นกัน
“เฮ้อ...”
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ไม่รู้เลยว่าตนเองทะลุมิติมายังแห่งนี้ได้อย่างไร แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป
นางยกแขนขึ้นก่ายหน้าผาก ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนราบกับเตียงนอนอีกครั้ง
[ระบบกำลังสแกนยืนยันตัวตน กรุณาอยู่กับที่และงดขยับร่างกาย]
“หืม... นั่นเสียงอะไร” หลิวหรงผิงคิดว่าตนเองหูฝาด นางลืมตาตื่นขึ้นแล้วทำท่าจะลุกเพื่อมองหาต้นตอของเสียง
[ขอย้ำอีกครั้ง! ระบบกำลังสแกนร่างกายเพื่อยืนยันตัวตน งดทำกิจกรรมใดๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อระบบ]
ทันใดนั้นก็มีเสียงสัญญาณดัง ‘ติ๊ดๆ’ พร้อมลำแสงสีขาวพาดผ่านร่างของนางไปอย่างรวดเร็ว
หลิวหรงผิงเบิกตากว้าง ตื่นตกใจกับภาพตรงหน้า หน้าจอที่เหมือนระบบคอมพิวเตอร์ในยุคที่นางจากมา ถึงจะมีเพียงหน้าจอสี่เหลี่ยมโปร่งแสงแต่นางดูออกว่ามันไม่ธรรมดาแน่นอน
“อะ... อะไรกันเนี่ย!”
- - - - - - - - - -
[1] ครึ่งชั่วยาม = 1 ชั่วโมง
[2] หนึ่งชั่วยาม = 2 ชั่วโมง
"ในใจของข้า... เจ้าคือภรรยาเพียงคนเดียว และอาเฟยคือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของข้าตลอดไป เช่นนี้แล้วเจ้ายังคิดจะทิ้งพวกเราไปอีกหรือ"น้ำตาที่หลิวหรงผิงพยายามสะกดกลั้นไว้พังทลายลงมาเป็นสาย นางมองดูราชโองการในมือสลับกับใบหน้าของชายหนุ่มที่ยอมสยบแทบเท้านางเพื่อร้องขอความรักความรักที่เขาโยนเกราะกำบังอันแน่นหนาที่สุดมาปกป้องนางทำให้นางซาบซึ้ง ทว่าลึกๆ ในใจของหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ก็ยังคงกรีดร้องด้วยสัจธรรมอันโหดร้าย"ท่านพี่... ท่านช่างแสนดีกับข้าเหลือเกิน" นางเอ่ยปนสะอื้น"แต่ท่านคิดบ้างหรือไม่ การที่ท่านกักขังพวกนางไว้ให้ไร้รัก ไร้สิทธิ์ ไร้ทายาทมันไม่เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูที่เคียดแค้นข้าและอาเฟยเพิ่มขึ้นอีกร้อยเท่าพันทวีหรือเพคะ และสำหรับข้า… การที่ต้องแบ่งปันพื้นที่บ้านหลังนี้กับสตรีที่ข้ารู้ดีว่าท่านต้องรับผิดชอบชีวิตพวกนางตามหน้าที่ มันคือการทรมานใจกันไปชั่วชีวิต"องค์รัชทายาทนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวเข้าไปสวมกอดร่างบางไว้แน่นหนา ซบใบหน้าลงบนซอกคอของนาง"ข้ารู้... ข้ารู้ว่ามันไม่ยุติธรรมต่อเจ้า" เขาซุกหน้าสะอื้นเบาๆ"แต่นี่คือโลกของข้า ผิงเอ๋อ... ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้จริงๆ หากเจ
"หึ!... ข้าในยามนั้นยังไม่ใจกล้าและเจ้าแผนการเท่าเขาเลยเสียด้วยซ้ำ"ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยยาวพลางเคาะพระดัชนีลงบนเทียบรายชื่อสีแดงชาดบนโต๊ะทรงงานเสียงดัง กึก... กึก..."ในตอนแรก ข้านึกว่าเขาจะดื้อรั้นแข็งทื่อจนยอมหักไม่ยอมงอเพื่อสตรีเพียงคนเดียวเหมือนพวกคนเขลาทั่วไป ทว่าที่ไหนได้… เขากลับยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อกลืนสตรีตระกูลใหญ่เหล่านั้นเข้ามา แล้วใช้อำนาจที่มีผนึกอำนาจพวกนางให้อยู่ในกรงขังที่เขาเป็นผู้คุมกฎแต่เพียงผู้เดียว"ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเทียบรายชื่อนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าและยากจะหยั่งถึง"การรับชายารองและอนุในครั้งนี้ ขุนนางเหล่านั้นคิดว่าตนเองได้ส่งลูกสาวมาเสวยสุขและกุมอำนาจร่วมกับมังกร... แต่แท้จริงแล้วลูกชายของข้ากลับตลบหลังใช้ลูกสาวของพวกเขามาเป็นตัวประกันทางการเมืองเพื่อคานอำนาจพวกนั้นเสียเองต่างหาก""ยอมทำตามประเพณีเพื่อปิดปากราชสำนักแต่ในขณะเดียวกันก็กางปีกปกป้องเมียรักและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนได้อย่างหมดจด... ช่างเป็นหมากที่ไร้ช่องโหว่และเหี้ยมเกรียมสิ้นดี”"องค์รัชทายาททรงปรีชาสามารถยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ แผ่นดินนี้ภายใต้การปกครองของพระองค์ในวันข้างหน้าย่อมต้องเกรียงไกรและมั่นคงดั
กลิ่นหมึกและกระดาษอบอวลไปทั่วห้องทรงพระอักษรฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสผู้เย็นชาที่กำลังคุกเข่าอยู่อย่างสงบนิ่ง เบื้องพระพักตร์ขององค์เหนือหัวคือม้วนเทียบรายชื่อหญิงงามจากตระกูลใหญ่ที่ฮองเฮาส่งมา"เจ้ามาพบข้าด้วยเรื่องสตรีเหล่านี้ใช่หรือไม่"ฮ่องเต้ตรัสทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นคำแรก สุรเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจและยากจะหยั่งถึง"ฮองเฮารายงานข้าว่าเจ้าต่อต้านอย่างหนัก... รัชทายาท เจ้าเป็นผู้ชนะในศึกรุ่ยอ๋อง ทว่าเจ้าจะพ่ายแพ้พังพินาศเพียงเพราะเรื่องสตรีฝ่ายในไม่ได้ จารีตนี้มีมาแต่โบราณก็เพื่อค้ำจุนราชบัลลังก์ของตัวเจ้าเองทั้งสิ้น""ลูกทราบดีพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ"องค์รัชทายาททูลตอบพลางประสานมือถวายบังคม สุรเสียงเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นและกังวานไปทั่วห้องทรงพระอักษร"ลูกไม่ได้มาเพื่อปฏิเสธสมรสพระราชทาน ลูกยินดีจะรับสตรีจากทั้งสองตระกูลเข้าสู่ตำหนักบูรพาตามจารีตประเพณีทุกประการ"ฮ่องเต้เลิกพระขนงขึ้นด้วยความแปลกพระทัย"โอ้? แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงอาละวาดจนฮองเฮาต้องปวดหัวกันเล่า""เพราะลูกต้องการข้อแลกเปลี่ยนพ่ะย่ะค่ะ" องค์รัชทายาทเงยพระพักตร์ขึ้นสบตาผู้เป็นบิดาอย่างไม่เกรงกลัว"ลูกยอมรับพว
"เจ้าพูดอะไรออกไป" มู่อิงเถารีบขยับเข้าไปใกล้ พลางจ้องมองใบหน้าเพื่อนรักเขม็ง"ข้าบอกเขาว่า… ให้เขาทำเพื่อตัวเองและอาเฟย และข้ามีวิธีของข้าเอง"พูดจบนางก็ถอนหายใจยาว แววตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด"พยัคฆ์อย่างเขา... ไวต่อกลิ่นอายอันตรายเสมอ พอได้ยินเช่นนั้นเขาคงสั่งเพิ่มกำลังทหารเพื่อกักบริเวณข้าทันที เป็นการบีบบังคับกลายๆ ไม่ให้ข้าก้าวขาออกจากตำหนักบูรพาแห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียว"มู่อิงเถาสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้างามซีดเผือดลงทันใดเมื่อตระหนักถึงความจริงอันโหดร้าย"นี่มันไม่ใช่การอารักขาธรรมดาแล้วนะหรงผิง... แต่มันคือกรงขังทองคำชัดๆ องค์รัชทายาทกำลังใช้กำลังทหารทั้งหมดที่มีเพื่อล่ามเจ้าไว้ใต้ปีกของเขา แล้วหากกองกำลังทหารหนาแน่นถึงเพียงนี้ แผนการเดินทางไปหุบเขาซีหยวนในอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้าจะเริ่มลงมือได้อย่างไรกัน"หลิวหรงผิงไม่ได้ตอบคำถาม นางเพียงแต่ลดสายตาลงมองฝ่ามือของตนเองที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย"ถึงอย่างไร ข้าก็แค่ย้อนถามเจ้าไปอย่างนั้น วันก่อนข้าก็ย้ำกับเจ้าไปแล้วเรื่องของอาเฟย... เจ้าทำใจทิ้งเด็กค
“ท่านพี่ ในเมื่อจารีตของที่นี่กักขังท่านไว้และกำลังจะบดขยี้ข้า ข้าก็คงต้องขอเลือกเส้นทางของข้าเอง เพื่อให้ท่านได้เป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยไม่มีข้าเป็นจุดอ่อนอีกต่อไป”องค์รัชทายาทตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยินนางเอ่ยออกมา ดวงตาคู่คมเบิกกว้างพลางจ้องมองใบหน้าหวานของหญิงสาวที่เพิ่งเอ่ยวาจาคล้ายการลาจาก หัวใจของเขาบีบรัดรุนแรงจนแทบหยุดหายใจ"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือหนาเอื้อมไปจับบ่าทั้งสองข้างของนางเอาไว้แน่น"มีวิธีของเจ้าเองอย่างนั้นหรือ ผิงเอ๋อ... เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร!”หลิวหรงผิงไม่ได้หลบสายตา นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของสวามีด้วยแววตาที่นิ่งสงบอย่างน่าใจหาย"ท่านเพียงแต่รับรู้ไว้ว่าจากนี้ไปจงทำเพื่อตัวท่านเองและเพื่ออาเฟย อย่าทำให้เขาต้องลำบาก ส่วนตัวข้าๆ มีวิธีของข้าเอง""วิธีของเจ้าคืออะไร ตอบข้ามา!" ชายหนุ่มคาดคั้น เวลานี้เสียงของเขาเริ่มสั่นด้วยความกลัว…. กลัวว่าจะเสียนางไปอีกครั้ง"เจ้าจะหนีข้าไปอีกอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าแผ่นดิ
ภายในนั้นนอกจากตำรายาโบราณ กลับมีม้วนกระดาษผ้าไหมสีแดงชาดหรูหราขอบทองคำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของทางตำหนักเหยียนเหอ ตำหนักส่วนพระองค์ของฮองเฮาซุกซ่อนอยู่ชั้นล่างสุดชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะดึงม้วนผ้าไหมนั้นขึ้นมาคลี่ออกทันที แสงเทียนสาดส่องกระทบตัวอักษรหวัดสีทองที่เรียงรายอยู่ด้านใน‘รายชื่อบุตรีขุนนางผู้เพียบพร้อม เพื่อคัดเลือกตำแหน่งชายารองและอนุ’ไล่มาตั้งแต่บุตรีมหาเสนาบดีซ้ายไปจนถึงบุตรีแม่ทัพรักษาพระนคร หัวใจขององค์รัชทายาทพลันกระตุกวูบ เมื่อพอจะรับรู้ความจริงทุกอย่างที่ทำให้นางแปรเปลี่ยนไปสัญลักษณ์ตราประทับสีแดงฉานของฮองเฮาที่มุมกระดาษ เปรียบเสมือนตราบาปที่เหยียบย่ำหัวใจของภรรยาเขาอย่างทารุณ"ฮองเฮา!"สุรเสียงขององค์รัชทายาทแหบพร่าและสั่นเทาด้วยความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นในอก ลำคอแกร่งปรากฏเส้นเลือดปูดโป่ง พระหัตถ์หนาบีบม้วนเทียบเชิญคัดเลือกชายารองในมือแน่นจนกระดาษยับย่นแทบแหลกคามือเขารู้ทันทีว่าเหตุใดนางจึงได้ทำตัวแปลกแยกและโศกเศร้าถึงเพียงนี้นางได้รับแรงกดดันและคำข่มขู่จากแม่เลี้ยงใจยักษ์ของเขามาโดยตรงอย่างหลีกเ







