LOGINบัดนี้'เสี่ยวเยา'กลับกลายเป็น'ยู่หลง'ทหารชั้นผู้น้อย ที่ต้องไปรายงานตัวกับท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ย แม้ชุดทหารนั้นหนาแน่นเพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดเรือนร่างซูบผอมของนางไว้ได้ ดวงตาทุกคู่ของสหายร่วมทัพต่างเพ่งมองมายังร่างของนางด้วยความใคร่รู้ บ้างก็ยังซุบซิบนินทา หัวเราะเยาะเย้ยว่านางนั้น ผอมแห้งแรงน้อย จะเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาต่อกรผู้อื่นได้ ไม่แม้แต่จะผ่านด่านคัดเลือกเป็นทหารไปได้แน่นอน แต่ทว่ายังดีที่โชคชะตายังเข้าข้างนาง ไม่มีผู้ใดครางแครงใจในตัวตนที่แท้จริงของตนก็เพียงพอแล้ว ไม่รีรอต่างมุ่งหน้าไปยังจวนท่านแม่ทัพ ดวงตาสวยยังคงสอดส่องเหล่าทหารหน้าใหม่ ต่างยืนอย่างสง่าผ่าเผย แววตามุ่งมั่น ตั้งใจ ไร้ความกลัวแต่อย่างใด ช่างน่าประทับใจเสียจริง ยกเว้นแต่นาง ที่ยังคงครางแครงใจว่า เหตุใดถึงทะลุมิติมาที่แห่งนี้ได้ "ข้า เฟ่ยหลง คาราวะท่านแม่ทัพ"น้ำเสียงเข้มขึมเรียกสตินางคืนกลับมา แท้จริงนี้คือนามของทหารผู้น้อยท่านนี้ ท่าทางเคร่งขรึมช่างแตกต่างออกไปจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ทหารทุกคนต่างแสดงความเคารพอีก ทั้งยังรายงายชื่อของตนเอง ต่อท่านแม่ทัพผู้นี้จนกระทั้งถึงทีของเสี่ยวเยาแล้ว "อะ แฮ้ม!ข้ายู่หลง คาราวะท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ย" ยังดีที่เธอเรียนรู้สำนวน และมารยาทมาบ้างจึงทำให้พูด และปฏิบัติตนตามพวกเขาได้ เสี่ยวเยาอมยิ้มเล็กน้อย อย่างภาคภูมิใจในความสามารถของตน โดยนางไม่ทันระวังตัวว่า รอยยิ้มนั้นได้ไปสะกิดต่อมความสงสัยของท่านแม่ทัพผู้นี้ที่ไม่เคยเมตตา อ่อนข้อให้กับผู้ใด "ยู่หลงเหรอ!" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นก่อนจะลุกขึ้นมุ่งตรงมายังนาง หากจำไม่ผิดเขาเคยได้ยินว่าเหมยหลินมีน้องชาย ชื่อ ยู่หลง จะใช่คนเดียวกันที่ยืนตรงหน้าตนตอนนี้หรือไม่! แววตาที่เย็นคู่นั้น เพ่งมองเสี่ยวเยาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเผยยิ้มตรงมุมปากอย่างมีเลคนัย "เยี่ยงนั้น ทหารอ่อนแอ่นผู้นี้ ก็คือ บุตรชายตระกูลยู่สินะ! หึหึ"เสียงหัวเราะในลำคอ ทำให้เสี่ยวเยาขนลุกซู่ อย่างแปลกประหลาดอย่างไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว 'คงไม่เกิดเรื่องไม่ดีกับเราหรอกนะ!ทำไงดี? หากตอบว่าใช่ จะเกิดอะไรขึ้นกับเราไหม? คิดซิเสี่ยวเยา จะหลีกเลี่ยงก็คงเป็นไปไม่ได้ มีอย่างเดียวต้องเผชิญหน้ากันให้รู้แล้วรู้รอดกันไป แต่ฉันคนนี้ไม่ยอมตายในที่แห่งนี้แน่นอน' "ขอรับท่านแม่ทัพ ข้ายู่หลง บุตรชายคนรองของตระกูลยู่ " "เจ้ามาได้ตรงเวลาเสียจริง! ในเมื่อพี่สาวของเจ้า ด่วนตายไปเสียก่อนที่ข้าจะลงโทษ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...หึหึ"เจิ้งเจี๋ยโน้มตัวเล็กน้อยเพื่อกระซิบใกล้ใบหูนาง ด้วยแววตาขุ่นเคือง "เจ้าจงรับเคราะห์แทนนางเสียเถอะ หึหึ" ยิ้มบางๆของแม่ทัพผู้นี้ ทำให้นางกลืนน้ำลายตรงคอด้วยความหวาดหวั่น "มะ... มะ... ไม่ได้หรอกท่านแม่ทัพ?"แม้น้ำเสียงตะกุกตะกัก แต่ยังคงเผยยิ้มกว้างถึงตา ทำใจดีสู้เสื้อไว้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีเอาตัวรอดทีหลัง "เพราะเหตุใด ถึงไม่ได้ ฮึ!" เจิ้งเจี๋ยขมวดคิ้วสูง เพราะไม่เคยมีใครกล้าต่อขัดใจตนมาก่อน แม้แต่จะยิ้มได้ในที่หมายจะเอาชีวิต คงมีแต่คนไร้สติเท่านั้น "ความผิดของท่านพี่มิใช่ความผิดของข้า ทำไมข้าจะต้องมารับเคราะห์แทนนางด้วย เรื่องจริงหรือไม่ท่านมั่นใจได้อย่างไร? ข้าเชื่อว่าท่านพี่ปรากฏตัวในสักวันหนึ่ง เมื่อนั้นท่านต้องสืบสาวราวเรื่องหาข้อเท็จจริงเสียก่อน เป็นถึงท่านแม่ทัพก็ต้องมีความยุติธรรม ไม่ใช่อยุติธรรม หากเป็นเช่นดั่งที่ว่าไว้ ข้าน้อยยินดีรับผิดแทนท่านพี่แต่โดยดี" อะไรทำให้ฉันพูดอย่างนี้ออกไปนะ เสี่ยวเยา รนหาที่ตายแท้ๆ "ได้! ในเมื่อเจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับข้า..." นิ้วชี้ที่เรียวยาวของท่านแม่ทัพจับลำคอขาวนวลของนาง ไว้ แม้จะไม่ออกแรงใดๆ แต่เหมือนจะบอกเป็นในว่า 'หัวเจ้าจะหลุดออกจากบ่าแน่นอน' ท่านแม่ทัพผู้นี้เปลือกนอกงดงามดั่งกว่าบุรุษทั้งหมดในใต้หล้า น่าเสียดายที่ถูกจารึกไว้ซึ่ความโหดเหี้ยมของเขาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ "เอ๊ะ!!" "...." เสี่ยวเยาเงยหน้ามองท่านแม่ทัพอย่างลืมตัวเหมือนโดนมนต์สะกด นัยย์ตาสีม่วงเบ่งประกายบวกกับใบหน้าเรียว เส้นผมดำยาวสลวย แถมผิวขาวเผือก เสมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย ดั่งที่ประวัติศาสตร์ระบุไว้ หากเธอวาดภาพท่านแม่ทัพ ในยุคปัจจุบันก็คงมีแต่ผู้คนคลั่งไคล้ จนลืมความเหี้ยมโหดที่ถูกกล่าวขานไว้เป็นแน่ "องค์รักษนำทหารผู้นี้ไปโบยห้าสิบครั้ง!" "อะไรกัน? ข้าทำอะไรผิด? ท่านไม่คิดว่าโหดเหี้ยมเกินไปเหรอ? ข้าร่างบางขนาดนี้! แถมยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้า..." "หยุดพล่ามได้แล้ว ชีวิตของเจ้า เหตุใดข้าต้องสนใจด้วย!!" " ชิ! ขอปาด้วยร้องเท้าสักครั้งเถอะ!เจ้าหมาป่าน่ารังเกียจ!!! "เสี่ยวเยาฉุดคิดได้ว่าฉายานี้เป็นความลับมีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่รู้ "เจ้า!!" พลึบ! ด้วยแรงทั้งหมดที่นางมีบวกกลับไฟร้อนที่ประทุขึ้นตรงกลางใจ ไม่คิดว่าท่านแม่ทัพผู้นี้จะสั่งโบยตนทันที อย่างไร้ความเมตตา ตนเป็นผู้บริสุทธิ์เท่านั้น มีหรือที่ยอมอยู่เฉยๆแบบนี้ รองเท้าลอยสลิ่วไปตามแรงเหวี่ยงสุดกำลัง พรุ่งตรงไปยังท่านแม่ทัพโดนใบหน้าที่แสนเย็นชานั้นอย่างแม่นยำ "เยส! ต้องให้ได้อย่างนั้นซิ!" "เจ้า!!" เจิ้งเจี๋ยเดินดรุ่ยๆมุงตรงมายังเสี่ยวเยา ด้วยอารมณ์ขุนเคืองใจ พร้อมดึงกระบี่คู่กายออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ไม่รีรอจี้ตรงคอขาวนวลของนางอย่างไม่ลังเล น้ำใสสีแดงขุ่นไหลออกมาเล็กน้อย เพื่อย้ำเตือนนางว่าอย่าบังอาจหยาบคายกับเขาเช่นนี้อีก แววตาที่เเข็งกระด้างด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อมองใบหน้าเสี่ยวเยา ผู้เป็นน้องชายของนางกำนัลทรยศ ทำให้หวนนึกถึงวันวานที่ตนหลงรักนางจนหมดหัวใจ "เหตุใดเจ้าถึงล่วงรู้ฉายาของข้า?" ท่านแม่ทัพกระซิบข้างหูที่สั่นระริกไปด้วยความหวาดกลัว หัวใจเสี่ยวเยาแทบหลุดออกมา ย้อนนึกถึงวันที่นางเปิดอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ในยุคนี้ ได้ระบุฉายาฉายาลับของเขา ที่องค์จักรพรรคไทจู่เป็นผู้ประทานให้ และเบื้องหลังที่ราชสำนักได้ปกปิดไว้มากมาย เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง 'ฉายาหมาป่าจอมทมิฬผู้โหดเหี้ยม' เสี่ยวเยารู้สึกแน่นหน้าอก หายใจเริ่มติดขัด ทุกอย่างรอบๆตัวนางกำลังหมุนติ้ว 'เกิดขึ้นอีกแล้วเนี่ย' นางทำได้เพียงแค่คิดในใจ นั้นคงเป็นเพราะความเหนื่อยล้า หรือความหิวกันแน่ สายตาเริ่มพร่ามัวเหมือนทุกอย่างค่อยๆดับวูบลงไป นางผู้ซึ่งหมดสติโดยไม่ทันรู้เลยว่า ร่างบางของตนกำลังอยู่ในอ้อมแขนของเจิ้งเจี๋ยเสียแล้ว
ทุกอย่างกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ท่ามกลางผู้คนที่แสนจะวุ่นวายบนท้องถนนเดินวนไปวนมาในตัวเมืองไร้ความสงบ เป็นสัญญาณการกลับมายังยุคเดิมของใครผู้หนึ่งภายใต้ความสงสัยใคร่รู้ว่าเรื่องราวระหว่างพวกเขามันจบลงเพียงเท่านี้จริงๆ หรือ? "นี้ๆเหยา เสี่ยวเหยา" เสียงใสที่คุ้นเคยดังขึ้น"เอ๊ะ!"ดวงตากลมโตพองโตด้วยความสับสนและหวาดหวั่น เมื่อพบว่าตนเองยังคงยืนจ้องมองภาพวาดพู่กันแต่ทว่าสองเท้าผงะถอยหลังเล็กน้อย เมื่อภาพวาดพู่กันใบนั้นกลับกลายเป็นภาพวาดพระราชวังอันว่างเปล่าไม่มีสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งบุคคลที่ยิ่งใหญ่ดั่งเช่นองค์จักรพรรดิไท่จู่ หรือนี่คือตอนจบที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงพร้อมเขาผู้ที่หลับใหลภายใต้อ้อมแขนเธอไปตลอดกาล"อึก!" น้ำใสเอ่อล้นตรงขอบตาเรียวราวกับว่าโดนของมีคมทิ่มแทงใจเธอตลอดเวลา"เป็นอะไรไปเสี่ยวเหยา ฉันเรียกเธออยู่ตั้งนาน สติหายไปเนี่ย...""เอ๊ะ! ปะ...เปล่าแค่คิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ!" เธอฝืนยิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนสาวเสียงพร่ำบ่นของอิงอิงทำให้รู้ตัวทันทีว่าตนได้กลับมายังปัจจุบันแล้ว ในเมื่อภาพวาดใบนั้นเปลี่ยนเช่นนั้น...ร่างบางไม่รอช้าวิ่งสุดกำลังด้วยใจที่ร้อนรนไปยังแผ่นจารึกหน้า
ร่างบางภายใต้ชุดทหารก้าวเท้าไปยังกล่องสีทองก่อนเปิดมันออกด้วยใจตื่นตระหนกเล็กน้อย ดวงตาเรียวเบิกกว้างเมื่อพบว่าในกล่องใบนั้นมีแต่ความว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใดน่าอัศจรรย์ใจกล่องที่ท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ยหวงแหนนักราวกับไข่ในหินทว่าบัดนี้กลับไม่มีสิ่งใดมันว่างเปล่าอย่างน่าเห็นใจ หากเขาฟื้นขึ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป ใครกันที่กล้าล้วงคอหมาป่าเช่นเขา"เป็นเช่นนี้แล้ว...ภาพวาดใบนั้นอยู่ใดกัน?" น้ำเสียงอันแผ่วเบาเอ่ยขึ้นอย่างผิดหวังก่อนจะพินหลังมองลี่ซานที่ตกตะลึงไม่แพ้นาง"ข้าไม่รู้จริง ๆ ข้าไปต้มยาให้ท่านแม่ทัพทานก่อน" ร่างสูงรีบวิ่งออกจากที่นี่อย่างว่องไวดุจสายลมเพราะถึงอย่างไรตนก็ไม่สามารถหาคำอธิบายมาให้นางได้ เสี่ยวเหยานั่งลงเบื้องหน้าผู้ที่นอนอย่างสงบด้วยแววตาอย่างหวาดหวั่นเพราะร่างกายที่นอนแน่นิ่งอย่างอิดโรยสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วบางมันช่างทรมานใจนางเหลือเกิน"ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรฉันจะช่วยคุณให้ได้!" คำพูดอันหนักแน่นของสตรีผู้ที่มาจากยุคปัจจุบันทำให้คิ้วข้างหนึ่งกระตุกขึ้นเหมือนจะรับรู้ความคิดของนางทว่านางพินหลังจากไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อยก่อนจะสั่งให้ทหารเฝ้ายามจวนแม่ทัพไว้อย่าง
ร่างสูงสวมเสื้อผ้าสีขาวบางเส้นผมยุ่งเหยิงไร้ความสง่าผ่าเผยดังเช่นก่อนมือหนาคู่นั้นเคยทุบตีทำร้ายผู้อ่อนแออย่างไร้ความปรานีบัดนี้ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเพื่อตอกย้ำความเลวทรามที่ตนเป็นผู้ก่อ ร่างสูงย่างก้าวไปพร้อมองครักษ์ซ้ายขวาแต่ทว่าไม่ใช่องครักษ์ที่เฝ้าอารักขาเขาดั่งเช่นก่อนมุ่งหน้าไปสู่ลานประหารเพื่อให้เหล่าราษฎรทั้งหลายรับรู้ถึงการกระทำชั่วอันมีโทษถึงตายดังเช่นการก่อกบฏโดยหมายจะปลิดชีพฮ่องเต้ผู้เที่ยงธรรมอีกทั้งยังเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดอย่างไร้ความสำนึกผิดชอบชั่วดี ทุกอย่างที่วางแผนไว้จบสิ้นเพียงเพราะเฮ่ออี้ทนต่อพิษบาดแผลไม่ไหวจึงยอมเปิดปากเผยความจริงจนหมดสิ้น"ข้าแค่ทำตามคำสั่งของท่านอ๋อง สั่งการให้ข้าหาวิธีทำให้ท่านแม่ทัพเข้าใจผิดว่านางทรยศต่อท่าน! ข้าจะได้ทองคำเป็นสิ่งตอบแทน"" เพียงเพราะต้องการทองคำเจ้าถึงกับทำร้ายสตรีเช่นนี้ยังเป็นบุรุษอยู่หรือไม่! " ริมฝีปากของเขาเม้มแน่นด้วยความพยายามกลั้นความรู้สึกอันโทสะไว้ในใจ"ชะ..ใช่! ข้าไม่สมควรเกิดมาเป็นบุรุษท่านแม่ทัพโปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยเถอะ ขะ..ข้า..สาบานว่าจะไม่ทำเยี่ยงนี้กับผู้ใดอีก""อย่างนั้นเหรอ ฮึ! " เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย'
จันทราสีทองสว่างรายล้อมไปทั่วหุบเขากิ่งไม้ไผ่กระทบไปมาท่ามกลางสายลมพัดโบกสลับกิ่งไม้ดังสนั่นไปทั่วใบไม้นั้นกระทบแสงทองของดวงจันทร์งดงามดุจดั่งสวนสวรรค์ ร่างบางถูกวางไว้บนเสื้อคลุมขนสัตว์อันอบอุ่นของเขา ไม่รู้เวทมนตร์อันใดถึงทำให้นางยอมจำนนต่อเขาอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ แม้จะหักห้ามใจไว้เพียงใดแต่กลับถลำลึกอยากถอนตัวยิ่งมองแผ่นอกกว้างอันไร้พันธนาการมันช่างหอมหวานรัญจวนใจเหลือเกิน 'นี่หรือ? หากได้ลิ้มลองสักครั้งยากจะลืมได้ โรคจิตเหรอเปล่าเราแล้วอย่างนี้จะทำใจกลับบ้านได้อย่างไร อึก!' ความคิดหยุดนิ่งเมื่อริมฝีปากหนาบดริมฝีปากสวยได้รูปของนางเพื่อชิมรสหวาน สัมผัสนั้นช่างเร่าร้อนยิ่งกว่าไฟสงครามเสียอีก มือหนาเคล้นคลึงทรวงอกอย่างไม่ทันให้นางได้เตรียมใจความเสียวสะท้านแผ่ซ่านไปทั้งตัวอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เขาเปลื้องชุดบางที่สวมใส่ในตัวนางออกอย่างง่ายดาย "อะ..อะ...ดะเดี๋ยวสิ!" ดวงตาคู่สวยถี่ลงเล็กน้อย "ครั้งนี้...จะเจ็บไหม?" น้ำเสียงสั่นระริกของนางทำให้เขาเผยยิ้มอย่างเอ็นดู"ข้าจะทะนุถนอมเจ้าเป็นอย่างดี จงอย่าได้เป็นกังวลไปเพราะข้ารักเจ้าเพียงผู้เดียว"" อืม" นางพยักหน้าตอบรับอย่างง่ายดาย
ในเวลาต่อมากำลังพลเคลื่อนที่ นำทัพโดยท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋คุ้นเคยผู้บัญชาการมุ่งหน้าไปยังหุบเขาเพลิง ที่ซ่อนตัวของเหล่านักรบชุดดำ ซึ่งเป็นทาสกบฏของอ๋องจี๋ชงซึ่งวางแผนรวบรวมกำลังพลได้จากเหล่าบรรดานักโทษในคดีร้ายแรง มาฝึกฝนซักซ้อมอย่างเข้มงวดไม่มีความปรานี หากผู้ใดคิดจะถอนตัวเป็นอันต้องโดนจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา ความโหดเหี้ยมของนักรบชุดดำ แม้จะเป็นสตรี หรือเด็กก็ไม่อาจพ้นความตายจากกระบี่ไปได้ จนกลายเป็นตำนานถึงความไร้ปรานีไม่แพ้โจรป่า เพียงไม่กี่เวลาเหล่าทหารของท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ยได้มาถึงจุดหมายปลายทางที่ว่าไว้ ชายร่างสูงบนอ่านม้าด้วยสีหน้าของเขานิ่งสงบเหมือนผิวน้ำนิ่งชูมือขึ้น เพื่อส่งสัญญาณให้เหล่าทหารโจมตีฝีเท้าทหารเงียบงันดุจเงาวิญญาณ เสียงศรแหวกก้องสะท้อนในม่านรัตติกาล ประกายอัคคีแรกในค่ายกบฏลุกโชน ดุจอุกกาบาตพัดตกจากสวรรค์สู่ชะตากรรมมิอาจเลี่ยงได้"อ๊าก!!" เสียงร้องของเหล่ากบฏดังก้องไปทั่วหุบเขาอย่างน่าเวทนา เพราะมิอาจตั้งรับได้ทันท่วงที "บุก!!" เสียงเข้มยังคงสั่งการบนอ่านม้า แววตาดุดันไหวพริบเฉียบแหลมเยี่ยงหมาป่า ก่อนเคลื่อนทัพโจมตีค่ายกบฏเพื่อยุติสงครามบัลลังก์เลือด หอกและกร
เพียงไม่กี่ชั่วยาม เมื่อรุ่งสางมาเยือน เหล่าวิหคปักษาต่างบินล่องลอยไปตามสายลม ส่งเสียงขับขานอันไพเราะ เพื่อต้อนรับเช้าวันใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเช่นเดิม ทว่าร่างบางภายใต้ผ้าผืนหนายังคงพริ้มตานอนด้วยความอ่อนเพลียจากการทำศึกอันแสนหนักหน่วงเอาการ ไม่อาจหลบหนีให้ไกลจากน้ำมือหมาป่าจอมหื่นกระหายได้เลย ใบหน้าคมยังคงดูสะอาดตาเผยยิ้มมุมปากเล็กน้อย ไม่คิดว่าสตรีผู้แข็งแกร่งดั่งหินผา จะงดงามและทรงพลังราวกวางป่าเช่นนี้ อีกทั้งยังมีไหวพริบอันฉลาดดั่งนกอินทรี ทว่าบัดนี้นางกลับตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว มันช่างสุขใจราวกับได้รับของขวัญอันล้ำค่าเกินกว่าจะหาสิ่งใดมาเทียบนางได้เสี่ยวเหยาพริ้มตาตื่น ดวงคู่สวยเพ่งมองผู้ที่นั่งใกล้ตนเหมือนเป็นฝ่ายแพ้ให้เขาอย่างง่ายดาย เพราะภาพมากมายเมื่อยามราตรีได้เกิดขึ้นในห้วงความทรงจำ ก่อนลุกพรวดดึงผ้าคลุมร่างตนไว้ แววตาเกรี้ยวกราดดั่งแมวน้อย ยังคงมองบุรุษผู้ไร้สำนึกผิดต่อนาง"ท่านมันป่าเถื่อน ไร้ความปรานี ข่มเหงรังแก..."นางอ้ำอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง "ข้าทั้งคืนอย่างนั้นเหรอ" "ท่าน!!" นางชี้นิ้วไปยังบุรุษเจ้าปัญหาด้วยไฟมรสุมที่อัดแน่นภายในใจ"เจ้าดูมีความสุขม







