LOGINไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงใด แต่เมื่อหลิงเซียวรู้สึกตัวขึ้นมา ความรู้สึกแรกก็เหมือนถูกกระชากขึ้นจากบ่อน้ำแข็งแล้วโยนลงถนน ก่อนถูกรถม้าพุ่งชนซ้ำ ความเจ็บปวดแล่นตั้งแต่ปลายเท้าถึงท้ายทอย แค่ขยับนิ้วก็ปวดราวถูกเข็มหลายร้อยเล่มพร้อมกัน นางกัดฟันแน่น พยายามดันกายขึ้นเล็กน้อย แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจ ความปวดก็แล่นจนตาพร่า
“นี่ข้า…ถูกรถม้าทับมาหรือ?” เสียงเบาหวิวหลุดออกจากริมฝีปากซีด ก่อนภาพค่ำคืนเข้าหอจะแล่นกลับเข้ามา หรือเมื่อคืน…บุรุษผู้นั้นตั้งใจทุบกระดูกนางให้แหลก?
แค่คิดถึงใบหน้าเขา แก้มของหลิงเซียวก็ร้อนวูบ ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย ทั้งอยากสาปแช่งให้เป็นหมันสามวันสามคืน มือไม้ของสวีเฟิ่งเยี่ยนหนักราวศิลาก้อนใหญ่ แรงมากราวกับกระบือไม่มีคำว่าอ่อนโยนจริงดังที่เขาบอกแต่แรก ไหนจะสายตาคมราวจะกลืนร่างนางทั้งตัว ชวนให้นางขนลุก
เขารู้เต็มอกว่านางไม่ประสีประสา แต่ยังไม่ออมมือสักนิดเดียว คำว่าอำมหิตสำหรับสามีนางยังน้อยไม่ นอนสาปแช่งเฟิ่งเยี่ยนอีกครู่หลิงเซียวจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเต็มที่ แสงแดดยามบ่ายสาดเข้ามาจนต้องหรี่ตา
…ยามบ่าย?!
หัวใจหลิงเซียวกระตุกวาบทันทีนี่นางตื่นสายตั้งแต่วันแรกที่เป็นสะใภ้จวนติ้งถิงโหวเชียวหรือ? นางควรยกน้ำชาและคารวะผู้อาวุโสตั้งแต่ยามเหม่า แต่ตอนนี้ตะวันลอยขึ้นไปกลางฟ้าแล้ว!
“สวีเฟิ่งเยี่ยน…ท่านมันอำมหิตนัก!”
นางกัดฟันแน่น กุมขมับอย่างสิ้นหวัง ทั้งร้อนใจ ทั้งแค้นจนหน้าแดงเถือก ไหนจะความระบมทั่วกายเหมือนถูกฝึกทหารทั้งคืน ไหนจะต้องเตรียมเผชิญผู้อาวุโสพร้อมคำถามทั้งหลาย…
เพราะสามีผู้นั้นแท้ ๆ!
นางลองยันตัวขึ้นอีกครั้ง แต่บั้นเอวเจ็บจนต้องกัดริมฝีปาก น้ำตาซึมอย่างห้ามไม่อยู่ชีวิตในเรือนแม่ทัพสวี…เพิ่งเริ่ม นางก็แทบสิ้นชีพแล้ว!
“คงคิดจะให้ข้าอยู่ไม่ราบรื่นตั้งแต่วันแรกสินะ” นางพึมพำอย่างเจ็บแค้น
“คิดผิดแล้วเฟิ่งเยี่ยนหลิงเซียวคนนี้ไม่ใช่สตรีอ่อนแอเช่นนั้น”
เพราะหากนางอ่อนแอไฉนเลยจะมีชีวิตในอารามเมี่ยวถังมาตลอดเก้าปี แรกเริ่มนางอยากอยู่ดี ๆ กับสวีเฟิ่งฉีด้วยซ้ำ แต่พอเริ่มต้น เขากลับกลั่นแกล้งนางเช่นนี้เห็นทีนางต้องปรับแผนชีวิตคู่ของตนเองใหม่
“สารเลว ต่ำช้า อำมหิต จิตใจทมิฬ…อยู่ดี ๆ ไม่ชอบ อย่างนั้นก็อย่าหาว่าหลิงเซียวคนนี้เป็นสตรีใจร้ายก็แล้วกัน สวีเฟิ่งเยี่ยน!”
เพิ่งสบถจบ เสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามา นางรีบดึงผ้าห่มคลุมหน้าอก เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามข่มความปวดเมื่อยทั้งกายซึ่งแทบทำไม่ได้ ก็พอดีกับเสียงประตูเปิดออกอย่างนุ่มนวล
แอ๊ด...
กุ้ยอิงเดินนำเข้ามา ร่างบอบบาง ผิวขาวราวหิมะ ใบหน้าเรียบร้อย ดวงตานุ่มละมุนดั่งพี่สาวใจดี ทุกกิริยาดูสุขุมจนชวนวางใจมาตั้งแต่เมื่อวาน
ด้านหลังเป็นเด็กหญิงวัยเริ่มสาว รูปร่างผอมบางจนลมแรง ๆ อาจพัดปลิว ใบหน้าขาวซีด ก้มหน้าจนคางแทบชิดอก
อีกคนหนึ่งยืนตัวตรง ดวงตากลมโตประกายสดใส ขยับมือเท้าไม่หยุด รอยยิ้มกว้างจนเกือบล้นหน้า ใบหน้าดูอ่อนกว่าอายุ แต่รูปร่างกลับโตกว่ากุ้ยอิงที่อายุสิบสี่เสียอีก
ทั้งสามเดินเข้ามาพร้อมกัน ทว่าทุกคนประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะยังไม่รู้ว่านายหญิงใหม่เป็นคนเช่นไร
หลิงเซียวนั้นรู้ดีว่าใต้ผ้าห่มตนไม่มีอาภรณ์ติดกายสักชิ้นก็เกือบจะร้องไห้ด้วยความอับอายออกมาแต่บังเอิญนางร้องไห้ไม่เก่งเลยไม่ขายหน้าแต่เช้าแต่นางห้ามสองแก้มไม่ให้ร้อนผ่าวได้จริงๆ
กุ้ยอิงย่อกาย เอ่ยเบา ๆ “ฮูหยินเจ้าค่ะท่านแม่ทัพสั่งให้พ่อบ้านลู่เค่อจัดหาสาวใช้มาเพิ่มให้รับใช้ฮูหยินเจ้าค่ะ พวกนางอายุสิบสองกับสิบสาม…ขอฮูหยินตั้งชื่อให้ด้วยเจ้าค่ะ”
หลิงเซียวหัวหมุน นางยังไม่ล้างหน้า ยังไม่แต่งตัว ช่วงล่างก็เจ็บจนขยับแทบไม่ได้ แต่ต้องมาตั้งชื่อสาวใช้?!
‘สามีชั่วผู้นั้นไม่ให้ข้าตั้งตัวเลยใช่หรือไม่!’ นางโวยวายในใจ แต่ภายนอกทำได้เพียงพยักหน้าเล็กน้อยและจัดสีหน้าสงบ นุ่มนวล งดงามราวเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะของนายหญิงแห่งเรือนเหลียนฮัว
แม้สีหน้าของนางยังซีดเซียวคล้ายซากศพก็ตาม แต่นางยังฝืนควบคุมกิริยาสง่างาม ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนโยน“เช่นนั้นเด็กสาวอายุสิบสองให้ชื่อกุ้ยหนิง ส่วนอีกคนชื่อกุ้ยชิงก็แล้วกัน”
สองเด็กสาวรีบคุกเข่าโขกศีรษะ ขอบคุณทันที “ขอบคุณฮูหยินที่เมตตาเจ้าค่ะ!”
กุ้ยอิงเงยหน้าขึ้น ดวงตานุ่มลึก “นับแต่นี้ พวกเราจะรับใช้ฮูหยินด้วยความภักดีสุดชีวิตเจ้าค่ะ”
หลิงเซียวมองทั้งสามตามลำดับ กุ้ยอิง แม้อายุน้อยกว่านางสองปี แต่ดูไว้ใจได้ที่สุดในเรือนนี้ กุ้ยหนิงน่ารักน่าเอ็นดูตามวัย ส่วนกุ้ยชิงร่างอวบอั๋น แววตาจริงใจแต่คงใช้แรงงานดียิ่ง
…เพียงมีพวกนางทั้งสามคนนี้ เรือนเหลียนฮัวก็ดูน่ากลัวน้อยลงทันตา
แต่ยังไม่ทันได้พักหายใจ หลิงเซียวก็แทบกรีดร้องออกมาอย่างเสียกิริยาเสียแล้วยังดีนางมีสติรีบกลืนเสียงร้องลงท้องได้ทัน หลังจากกุ้ยอิงแจ้งว่า ตอนนี้คือช่วงบ่ายของวันที่สองหลังงานแต่งมิใช่วันแรกอย่างที่นางเข้าใจ!
“เจ้าว่าอะไรนะกุ้ยอิง?” น้ำเสียงนางหลุดสูงต่อให้พยายามควบคุมกิริยาอย่างไรก็อดไม่ได้จริงๆ นางตกใจจนผมจะร่วงหมดศีรษะแล้วจริงๆ
“บ่าวบอกว่าบัดนี้คือยามเว่ยของวันที่สองหลังงานแต่งแล้วเจ้าค่ะ แต่ฮูหยินไม่ต้องกังวล ท่านโหวมีค่ำสั่งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานว่าให้ท่านพักอีกสองวันก่อนค่อยไปยกน้ำชาและคารวะผู้อาวุโสตามธรรมเนียม”
กู้หลิงเซียวชะงักค้าง…เรียบร้อยแล้ว ชีวิตสะใภ้ใหม่ของนางพังตั้งแต่ยังไม่เริ่มแต่จะคร่ำครวญก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ผ่านไปแล้วก็ต้องปล่อยให้ผ่านไป พรุ่งนี้ค่อยตั้งหลักใหม่ก็แล้วกัน
“ช่างเถอะ” นางเอ่ยเบา ๆ ถอนหายใจแผ่ว “ข้าอยากอาบน้ำ…แล้วก็กินข้าว”
กองทัพยังต้องเดินด้วยท้อง ชีวิตสะใภ้ใหม่ก็เช่นกัน ต้องอาบน้ำกับกินข้าวก่อน ค่อยคิดแผนต่อไป
สามสาวใช้ขานรับทันที กุ้ยชิงวิ่งไปต้มน้ำเร็วปรื๋อ กุ้ยหนิงจัดเตรียมอาภรณ์อย่างตั้งใจ ส่วนกุ้ยอิงก้าวออกไปสั่งครัวให้จัดสำรับดี ๆ มาให้ฮูหยินใหม่
หลิงเซียวมองทั้งสามคนเงียบ ๆ ก่อนถอนหายใจ เด็กกลุ่มนี้…อย่างน้อยก็ดูไม่มีพิษภัย ไม่เหมือนสาวใช้ในจวนกู้ที่ล้วนเป็นคนของท่านย่ากับมารดาเลี้ยงของนาง
แต่คิดอีกทีตอนนี้ในชีวิตไม่มีใครร้ายกาจเท่าสามีแม่ทัพผู้นั้น ไม่ว่าจะเจ้าอารามเมี่ยวถัง ท่านพ่อ ท่านย่า หรือมารดาเลี้ยงมหาภัยของนาง!
ไม่นาน น้ำอุ่นก็ถูกยกเข้ามา กุ้ยอิงค่อย ๆ พยุงนางลุกจากเตียง มือเบาราวกลัวนางแตกสลาย
“ระวังนะเจ้าค่ะ ฮูหยิน”
กุ้ยหนิงก้มหน้าจัดผ้าและรินน้ำสมุนไพรให้แช่ ส่วนกุ้ยชิงยื่นผ้าเช็ดตัวให้พร้อมรอยยิ้มสดใสจนบรรยากาศทั้งห้องสว่างขึ้น
เมื่อลงแช่น้ำอุ่น ความระบมที่เสียดแทงทั่วร่างค่อย ๆ ผ่อนเบาไปทีละน้อย พอใส่อาภรณ์ผ้าแพรเนื้อดีและนั่งหน้ากระจกให้กุ้ยอิงหวีผมให้ หลิงเซียวก็รู้สึกเหมือนตัวเองค่อย ๆ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
หลังจากนั้นสำรับมื้อแรกก็ถูกยกมา ข้าวสวยร้อน ผักตุ๋น ไก่นึ่งสมุนไพร และชาร้อนกลิ่นอ่อน ๆ หลิงเซียวคีบกับข้าวเข้าปากช้า ๆ รสชาติอุ่นละมุนไล่ความอ่อนแรงจากคืนเข้าหอออกไปจนหมดสิ้น
นางมองเรือนเหลียนฮัวที่สะอาด สงบงาม บ่าวไพร่ชายหญิงรวมสิบห้าคน และสามสาวใช้ที่ดูซื่อและนิสัยดี ไม่มีพิษภัย
‘ต่อไป…ที่แห่งนี้คือบ้านของข้าสินะ’
นางวางตะเกียบลงอย่างสง่างาม แม้สามีจะเริ่มต้นด้วยการสั่งสอนในม่านมุ้งอย่างป่าเถื่อน แล้วยังกระหน่ำกลั่นแกล้งไม่ปลุกให้นางไปคารวะผู้อาวุโสจนเกิดเรื่อง แต่นางรู้แน่ว่าชีวิตในฐานะหลานสะใภ้คนโตแห่งจวนติ้งถิงโหวจะไม่ง่ายแน่
ทว่าหลิงเซียวจะไม่ถอยอีกแน่ ก็นางเลือกแล้วย่อมต้องก้าวไปข้างหน้า จะสู้ จะไม่เป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นสามีหรือญาติสายรองใด ๆ ในจวนนี้ หรือหากไม่ไหวนางก็แค่ขอหนังสือหย่ามันจะไปยากอันใด
แต่ก่อนจะหย่านางต้องยืนหยัดในฐานะ นายหญิงเรือนเหลียนฮัว อย่างสง่างามให้ถึงที่สุดก่อน เพราะสำหรับนางหากยังไม่เต็มที่สุดทนนางไม่มีวัยท้อถอยแน่
“ตอนนี้ทุกอย่างผ่านไปแล้ว ท่านก็เป็นคนละคนกับวันนั้น ข้าไม่ถือโทษท่านตั้งแต่ปีแรกหลังแต่งงานแล้ว ท่านเปลี่ยนไปมาก…จนข้ารู้สึกว่า หากวันหนึ่งข้าต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีท่าน ข้าคงลำบากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”รอยยิ้มลึกปรากฏบนใบหน้าของเฟิ่งเยี่ยน เขาเอื้อมมือเกลี่ยไรผมบนลำคอของนาง“จริงสิช่วงหลังมานี้เจ้าเวลาเจ้าโกรธกลับไม่เคยตะโกนคำรุนแรงใส่ข้าแม้แต่ครั้งเดียวเป็นเพราะเหตุใดกันหรือ”หลิงเซียวหัวเราะหึเบาๆ“ข้าไม่ชอบให้ท่านด่าข้า ดังนั้นข้าจึงไม่ทำแบบนั้นกลับ ข้ากลัวท่านทำข้าเจ็บ ข้าย่อมไม่อยากทำให้ท่านเจ็บเช่นกัน ใจเขาใจเรา…ข้าเชื่ออย่างนั้นมาตลอด”คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่นทำให้หัวใจของเฟิ่งเยี่ยนกระตุก เขาดึงมือของนางมากุมไว้ทั้งสองข้าง ราวต้องการยืนยันว่าตนโชคดีนักที่นางให้โอกาสเขา“หลิงเซียว…” เสียงของเขาแผ่วต่ำ เกือบกลายเป็นกระซิบ“ข้าขอบคุณเจ้ามากกว่าใคร ขอบคุณที่อดทน ขอบคุณที่ยังยื่นมือให้คนเช่นข้า”นางยังไม่ทันตอบ ริมฝีปากอุ่นของเขาก็แตะลงบนหน้าผากอย่างนุ่มนวล ก่อนค่อยๆ เลื่อนลงมาแตะข้างแก้ม สัมผัสนั้นมิได้เร่งรีบ หากแต่แนบแน่นจนหัวใจนางสั่นวูบหลิงเซียวหลบสายตาไม่ได้ เมื่อเขาเอียงหน้าเ
ตอนพิเศษผ่านไปครึ่งปีหลังจากสวีเฟิ่งเยี่ยนกับกู้หลิงเซียวตัดสินใจจับมือกันเดินไปข้างหน้า ชีวิตของทั้งสองสงบมั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กิจการร้านยาเหอเซียงหยู๋ที่เริ่มตั้งหลักได้มั่นคงตั้งแต่ปีก่อน บัดนี้ยิ่งรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ลูกค้าจากเมืองใกล้เคียงแวะเวียนมาซื้อยาล้วนชมว่าตัวยาของร้านคุณภาพดี ซื่อสัตย์ ราคาเหมาะสม ทำให้หลิงเซียวเอ่ยปากปรึกษากับเฟิ่งเยี่ยนต้องให้คนไปเปิดสาขาเพิ่มอีกสองแห่ง เพียงไม่นานชื่อเสียงของร้านก็ขยายไปไกลจนแม้แต่ต่างแดนยังรู้จักร้านขายยาเหอเซียงหยู๋นี้ท่านปู่ในวัยหกสิบสองผู้ดูแลกิจการของตระกูลมาตลอด เห็นงานของหลิงเซียวและเฟิ่งเยี่ยนก้าวหน้าเช่นนี้ก็ยิ่งพอใจ วันหนึ่งท่านเรียกทั้งคู่เข้าจวน พูดอย่างจริงใจว่าต้องการยกกิจการร้านค้าอื่นๆ อีกหลายชนิดให้หลิงเซียวดูแลเพิ่ม ทั้งร้านผ้า ร้านชา รวมถึงโรงเก็บสินค้าของตระกูล เพราะเห็นว่านางมีความสามารถและซื่อสัตย์แต่หลิงเซียวกับเฟิ่งเยี่ยนกลับรีบปฏิเสธโดยพร้อมเพรียง นางเอ่ยกับท่านปู่อย่างสุภาพว่า“กิจการของตระกูลมีมากมาย ข้าไม่อาจรับทั้งหมดไว้ เฟิ่งหยวนจะแต่งฮูหยินในอีกไม่นานนี้แล้ว ท่านปู่ควรมอบกิจการบางส่วนให้
คืนนั้นหลิงเซียวถูกสามีให้ใช้ปาก ใช้มือ และใช้เรือนกายเอาอกเอาใจอยู่นานเสียหนึ่งชั่วยาม กว่าจะได้เอนกายนอนอย่างสงบ…ก็เป็นครั้งแรกที่เขายอมปล่อยนางหลับก่อนโดยไม่ลากเข้าสมรภูมิรบไปอีกหลายยกวันต่อ ๆ มา ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสงบราบรื่น ร้านเหอเซียงหยู๋และสวนสมุนไพรทั้งในเมืองนอกเมืองอยู่ภายใต้การดูแลของหลิงเซียวเต็มตัว ท่านปู่และผู้อาวุโสในตระกูลสวีทั้งหลายไว้ใจนางอย่างหมดหัวใจสองปีผ่านไป หลิงเซียวรู้ตัวว่าตนเปิดใจให้สามีมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก แม้จะยังไม่ยอมเป็นฝ่ายเอ่ยคำรักก่อน เฟิ่งเยี่ยนก็ไม่บังคับ เพียงมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนจนใครต่อใครลือกันทั่วจวนและในค่ายว่าแม่ทัพอยู่ใต้อำนาจภรรยาอย่างสิ้นเชิงเขากลับยืดอกยอมรับอย่างไม่อาย “พวกเจ้าพึ่งรู้หรือ ข้าอยู่ใต้ฝ่าเท้าฮูหยินมาตั้งนานแล้ว”เสียงโห่แซวตามมาไม่ขาดสาย แต่คนหน้าด้านเช่นเขาหาได้สนใจไม่แม้แต่น้อยคืนนั้นเป็นคืนวสันต์อีกครั้ง คืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท แสงตะเกียงในห้องนอนถูกหรี่จนอบอุ่น เฟิ่งเยี่ยนเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วดึงภรรยาเข้ามากอดจากด้านหลัง กลิ่นสมุนไพรจากเสื้อผ้าของนางทำให้เขาใจอ่อนทันที“วันนี้ข้าคิดถึงเจ้านัก” เขาก้มจุมพิตแผ่นหล
ตอนจบยามเหยียนลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่ความร้อนในอกของแม่ทัพสวีกลับเดือดพลุ่งจนหลิงเซียวต้องเหลือบมองอยู่หลายครั้ง หลังคดีในจวนสงบเรียบร้อย ทั้งป้ายวิญญาณถูกตั้งเข้าที่ สุสานมารดาถูกบูรณะเสร็จสิ้น เดิมทีเฟิ่งเยี่ยนคิดว่าเรื่องทุกอย่างสงบแล้วเขากับ หลิงเซียวจะได้ปรับความเข้าใจกันอย่างแท้จริง ทว่า...เจียงถิงถิง...สตรีผู้เป็นเพียงรักเก่าแถมอีกฝ่ายเคยหักหลังเขาอย่างเลือดเย็นไม่พอหลังถูกเขาจับได้นางยังประกาศว่าตลอดมาไม่เคยรักเขามาก่อน ที่คบหาล้วนหลอกใช้ ทำเอาเขาเสียผู้เสียคนเป็นปีกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้แต่คราวนี้พอตนกลายเป็นหญิงหม้ายสามีขับออกจากจวนนางกลับหน้าไม่อายคอยตามตื๊อเขาไม่พอ ยังไปก่อกวนหลิงเซียวถึงที่ร้าน แล้วกล่าวหาว่าฮูหยินเขาใจแคบไม่ยอมให้สามีรับอี๋เหนียง หางานให้เขาโดยแท้คิดว่าจัดการจวี๋ซื่อไปแล้วชีวิตเขาจะสงบสุข ดันลืมจัดการเจียงถิงถิงเสียได้ อาจเป็นเพราะเขาเห็นนางไม่สำคัญกระมังจึงลืมไปง่ายดาย แต่ในยามนี้หลิงเซียวกำลังจ้องเขาตาเขียวปั๊ด เฟิ่งเยี่ยนหายใจไม่ทั่วท้องแล้วจริงๆ“ว่าอย่างไรเจ้าค่ะ จริงหรือที่ท่านแม่ทัพคิดจะรับแม่นางเจียงเป็นอี๋เหนียง?”ขนหลังต
หลังพวกเขาขุดศพขึ้นมาได้ในคืนนั้น ทุกอย่างก็ประจักษ์แจ้งทั้งหลักฐานและพยาน ไม่มีสิ่งใดสามารถปกปิดความจริงได้อีกต่อไป กระดูกที่ถูกพิษจนดำคล้ำ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแต่ยังมองเห็นชัดว่าผู้ตายต้องทรมานเพียงใดก่อนสิ้นใจ ใบหน้าของเฟิ่งเยี่ยนกับเฟิ่งหยวนขณะยืนมองศพของมารดาถูกยกขึ้นจากดินนั้นซีดเผือดยิ่งกว่าคืนหิมะ ตะเกียงที่จิ่งหมัวมัวถือส่องสว่างเพียงเล็กน้อย แต่ความจริงที่เปิดเผยกลับหนักจนทุกคนแทบหายใจไม่ทั่วท้องรุ่งเช้าวันต่อมา ในช่วงยามอู่ สือซานนำกังลังพร้อมทหารเฝ้าศาลต้าหลี่มาถึงจวนติ้งถิงโหวทันที พวกเขาได้รับคำสั่งจากทางการให้จับกุมจวี๋ซื่ออย่างเร่งด่วนโดยไม่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า จวี๋ซื่อที่กำลังนั่งดื่มยาคลายอาการปวดศีรษะอยู่ในห้องโถงยังไม่ทันตั้งตัวเมื่อบานประตูถูกผลักเปิดกว้าง เสียงประกาศกร้าวดังขึ้น“จวี๋ซื่อ แห่งสกุลสวี รับคำสั่งศาลต้าหลี่ ต้องถูกควบคุมตัวในข้อหาฆ่าคนตาย ปลอมหลักฐาน และปิดบังความผิดของตนมานานหลายปี!”จวี๋ซื่อหน้าเปลี่ยนสีในชั่วพริบตา มือที่ถือถ้วยน้ำชาสั่นจนหกเลอะโต๊ะ นางมองรอบตัวอย่างหาที่พึ่ง แต่บ่าวที่เคยภักดีล้วนหลบสายตาทั้งหมด ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อ
ตอนที่ 30หลังจัดการหลอกให้หลินซื่อออกมาจากจวนสำเร็จ ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่จวี๋ซื่อคาดหวังไว้แต่แรกอันที่จริงนางวางแผนนี้มานานจนแทบจำไม่ได้ว่าวันใดเริ่มคิดอยากกำจัดศัตรูหัวใจตนเองเสียทีวันนั้น จวี๋ซื่อสั่งให้บ่าวที่ไว้วางใจ พาหลินซื่อไปยังบ้านร้างนอกกำแพงเมือง ความเงียบงันของสถานที่เหมาะสำหรับจัดการใครสักคน หลินซื่อเองย่อมไม่คิดว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายในชีวิต ตั้งแต่ออกจากจวนก็ยังคิดว่าจวี๋ซื่อคงหวังดีต่อตนเองจากใจทว่าเมื่อถูกเชื้อเชิญให้นั่งพัก และถ้วยชาถูกยื่นให้ นางก็รับมันมาดื่มด้วยความเกรงใจ ไม่ทันคิดว่ากลิ่นหอมของใบชานั้นแฝงกลิ่นยาพิษที่ร้ายกาจเพียงใด ไม่นานนัก ร่างของหลินซื่อก็ล้มลงอย่างใกล้สิ้นลมหายใจ ดวงตาเบิกขึ้นครั้งสุดท้ายเห็นใบหน้าของจวี๋ซื่อยืนเหนือหัวของตน รอยยิ้มที่เคยเห็นว่าอ่อนหวาน กลับดูเหมือนคนที่รอวันกำจัดศัตรูมานาน“ข้ารอเวลานี้มาหลายปี” จวี๋ซื่อพูดเบาๆ คล้ายพึมพำกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับคนที่กำลังจะตาย “ในที่สุดก็สมหวังสักครา”พอหลินซื่อสิ้นใจ นางก็สั่งบ่าวชายสามคนให้ช่วยกันย้ายศพไปฝังด้านหลังเรือนร้างราวกับฝังสุนัขหนึ่งตัว แม้แต่ดินที่กลบก็ยังขรุขระราวกับชีว







