Masukด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนัก
เมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้ สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระเบียงด้านหน้าเรือนหอของนางกับท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยาง “นี่น่ะหรือเจ้าคะบุรุษที่เคยบอกว่าใจของเขาหาได้สามารถแบ่งปันเจียดความรักให้สตรีนางใดได้อีกแล้วไม่ไปตลอดชั่วชีวิต…ท่านเคยสัญญากับข้า กับท่านพ่อท่านแม่ของข้า ว่าท่านจะรัก จะทะนุถนอมและดูแลข้าไม่ให้มีรอยบอบช้ำ แล้วนี่คือผลตอบแทนในคำสัตย์ที่ลั่นออกมาเช่นนั้นหรือเจ้าคะ กลับกลอก ปลิ้นปล้อน เห็นสัจจะสัญญาเป็นแค่เรื่องล้อเล่นยังมิพอ! ท่านยังกล้ายกสตรีนางขึ้นมาอยู่ในเรือน เรือนที่ท่านเคยใช้พลอดรักกันข้า!! ช่างน่าสมเพชเสียจริง” “เป่ยลี่” “ฮูหยิน” “ท่านพี่ตอบแทนความรักของข้าเช่นนี้หรือเจ้าคะ ไหนเล่า ไหนคนที่เคยบอกกับข้าว่าหลังจากที่จัดการเคลียร์ปัญหาทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านพี่จะส่งหนังสือหย่าขาดให้กับนางอย่างไรเล่า!!” น้ำตาใสใสหลั่งรินอาบสองพวงแก้มนุ่มด้วยความรู้สึกชอกช้ำใจ ทั้งความเชื่อมั่น ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความจงรักภักดี ที่มีต่อผู้เป็นสามีพังทลายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีในชั่วพริบตา นางยังจำได้แม่น ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นางเฝ้ารอคอยว่าเมื่อใดสามีและคนของสามีจะออกตามหาแล้วเจอตัวนางเสียที ถึงอย่างนั้นนางก็มักหาข้อแก้ต่างให้กับเขาสารพัดเพื่อลบเลือนรอยชอกช้ำแห่งความผิดหวังที่ต้องตื่นขึ้นมาพบเจอทุก ๆ วัน ทว่าวันนี้เป่ยลี่ได้รู้ความจริง หาใช่ว่าเขาโดนงานราชการจากพระราชโองการของฮ่องเต้บีบรัด โดนมารดากีดขวางด้วยวิธีสารพัด แต่เพราะใจเขามันมิได้อยากให้นางกลับมาแล้วต่างหากเล่า! เขาคงต้องการขับไล่นางออกจากจวนตระกูลเฉินเสียเต็มที พอเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจึงสร้างเรื่องสร้างราวให้นางแบกหม้อดำเป็นแพะรับบาปเพื่อลบคำครหาว่าได้สองแล้วลืมหนึ่ง ซ้ำร้ายนางหายตัวไปมิรู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร เขาในฐานะสามีกลับทำเหมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้น ไม่ได้ใช้อำนาจออกตามหาหรือแม้กระทั่งติดป้ายประกาศสักฉบับ มิหนำซ้ำยังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับสตรีอีกคน คล้ายกับในตอนนี้เขามองนางเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฉิน จะอยู่หรือหายไปก็หาได้มีความกระทบกระเทือนใด ๆ กับพวกเขาไม่ ขณะที่นางกำลังตรากตรำตากแดดตากฝน นอนหลังขดหลังแข็งอยู่บนแคร่ไม้ตัวเล็ก ๆ อากาศด้านนอกก็เหน็บหนาวมิมีแม้กระทั่งผ้าชั้นดีห่มคลุมสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่เขากลับกำลังเสวยสุขกับสตรีอีกคนหนึ่งที่เคยพูดกับนางเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะปฏิบัติต่อลู่ฟางเหนียนเยี่ยงภรรยาในนามเท่านั้น แล้วไยวันนี้พวกเขาทั้งสองคนถึงมีท่าทีกระหนุงกระหนิงกันอยู่ภายในเรือนหอที่เคยร่วมใช้หลับนอนกับนางเช่นนี้เล่า มันมิหยามเกียรติกันเกินไปหรอกหรือ! “ฮึก…ข้ามันโง่ ข้ามันโง่เองเจ้าค่ะดันหลงเชื่อสัญญาที่ท่านพี่เคยลั่นเอาไว้จนตามืดบอด แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ถูก ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงลมปากพล่อย ๆ ที่พ้นออกมาเพื่อให้ข้าตายใจเท่านั้น ฮึก…” ข่าวลือที่นางได้ยินจากชาวบ้านในท้องตลาดเรื่องการแต่งตั้งลู่ฟางเหนียนบุตรสาวเสนาบดีกรมโยธาขึ้นมาเป็นฮูหยินเอกแทนที่นางเห็นทีจะเป็นเรื่องจริง และหาใช่เพราะถูกมารดาบีบบังคับไม่ทว่าเกิดจากความเต็มใจของเขาต่างหาก คราวนี้เป่ยลี่เองก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วเหมือนกัน...สมรสพระราชทานที่ท่านแม่ทัพเคยบอกว่าไม่อาจขัดรับสั่งพระประสงค์ของฮ่องเต้ได้และยังติดค้างหนี้ชีวิตไว้กับเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อลบรอยครหาที่ต้องผิดสัญญาซึ่งเคยลั่นวาจาไว้กับนางอย่างที่หลิ่งจินกล่าวตักเตือนนางจริง ๆ ใช่หรือไม่ “ข้ากับท่านพี่เรารักกันเจ้าค่ะ” นางเคลื่อนตัวเข้าแนบประชิดร่างกายแกร่งกำยำของสามีแล้วจับมือถือแขนเขาเอาไว้เพื่อวางตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ “หากเจ้ายังไม่ทราบ ข้าก็ขอพูดตรงนี้ว่าท่านพี่กำลังจะแต่งตั้งข้าขึ้นเป็นฮูหยินเอกแห่งจวนตระกูลเฉินแทนที่สตรีแพศยาอย่างเจ้า และข้าขอถามหน่อยเถิดเป่ยลี่ไยเจ้าถึงได้หน้าหนากล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีกเล่า ทั้ง ๆ ที่เจ้าได้กระทำเรื่องน่าเกลียดเช่นนั้นหยามเกียรติท่านแม่ทัพใหญ่ประจำแคว้นของท่านพี่ลงไปแล้วมิใช่หรือ” “จะพูดจะจาอันใดก็ช่วยระวังปากเจ้าเอาไว้บ้างเถิดฟางเหนียน เจ้าคิดหรือว่านี่คือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจนัก! หากฮูหยินมารดาเจ้ามาเห็นกิริยาท่าทางเช่นนี้ของบุตรสาวที่ตนเลี้ยงดูอย่างกับไข่ในหินเพราะหวังจะเชิดชูปอปั้นให้เป็นหน้าเป็นตาของวงศ์ตระกูลและลบรอยมลทินที่เจ้ากับพี่สาวเจ้าเคยทำให้สกุลลู่อับอายขายขี้หน้า นางจะทำสีหน้าหน้าอย่างไรเล่า คงผิดหวังในการใช้เงินทุ่มเทเพื่อปกปิดข่าวฉาวของเจ้ามิใช่น้อย" เมื่อก่อนนางอาจพยายามผูกมิตรกับลู่ฟางเหนียนเพราะรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่นางจำต้องแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินเพื่อรักษาชื่อเสียง รักษาเกียรติยศของตนและวงศ์ตระกูล แต่วันนี้ลู่ฟางเหนียนกลับทำให้เหวินเป่ยลี่ได้เห็นว่านางเองก็แอบมีใจให้สามีของตนไม่ต่างกัน ไม่แน่แผนการนี้นางอาจจะร่วมด้วยก็เป็นได้... ตอนที่นางอาศัยอยู่บ้านท่านป้าเจียวจินที่ท้ายหมู่บ้าน มักจะได้นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านนายอำเภออยู่เป็นประจำ จึงทราบมาว่าเขาเองก็เคยเป็นบุตรเขยแซ่ลู่ ท่านนายอำเภอเล่าว่า ขณะนั้นเขาเป็นเพียงผู้รั้งตำแหน่งรองนายอำเภอคนหนึ่งได้รักชอบพออยู่กับบุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธานามว่า ลู่ฟางซิน พี่สาวแท้ ๆ ของลู่ฟางเหนียนซึ่งเกิดจากเมียบ่าว ทว่ามารดาของลู่ฟางซินวาสนาน้อยนักสิ้นใจตั้งแต่ลูกออกมาลืมตาดูโลก ทุกคนในบ้างต่างปฏิบัติต่อนางเยี่ยงสาวใช้คนหนึ่งเพราะคิดว่านางคือตัวกาลากินีไม่เว้นแม้กระทั่งลู่ฟางเหนียน ทว่าเขากลับเห็นในความงามของนาง แอบลักลอบเจอกันอยู่หลายหน จนเสนาบดีกรมโยธาจับได้จึงให้เขาไปนำแม่สื่อมาพูดคุยเรื่องสินสอดและทาบทามสู่ขอตามขนบธรรมเนียมหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







