LOGINเป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำ
ทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธาจึงตัดสินใจสลัดนางทิ้งและตัดนางออกจากทำเนียบรายชื่อของตระกูลลู่ ก่อนจะยกลู่ฟางเหนียนให้ทุกคนได้รู้จักในฐานะบุตรสาวคนโตแทน นับว่าจากนี้ตระกูลเฉินมิมีหญิงสาวที่มีนามว่า 'ลู่ฟางซิน' อีกต่อไป ทำให้นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจากที่ไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซ้ำยังถูกชาวบ้านครหาว่าเป็นหญิงแพศยา จะหันไปทางใดมืดแปดด้าน มีแต่ผู้คนรอซ้ำเติมทับถม ปัญหามากมายรุมล้อม คับแค้นใจต้อนนางให้จนตรอก จึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวผูกคอตายหน้าประตูจวนตระกูลเฉินให้คนเขาประณามถึงความโหดเหี้ยมที่นางได้รับจากพวกเขา! ชาวบ้านบางกลุ่มบ้างก็นำเอาเรื่องราวมหากาพย์ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนจบมาประติดประต่อเข้าด้วยกัน จึงมีข้อสันนิษฐานว่าบุตรสาวเสนาบดีกรมโยธาที่เคยมีข่าวลือออกมาว่าใช้สามีร่วมกับพี่สาวจนเป็นผลพวงมาถึงการผูกคอฆ่าตัวตายหน้าจวนตระกูลเฉิน คือ ลู่ฟางเหนียน ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ทว่า ลู่ฟางเหนียน ก็คือบุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาซึ่งเกิดจากภรรยาเอกที่ตบแต่งกันด้วยความรัก เขาย่อมต้องหาหนทางช่วยเหลือ จึงส่งบุตรสาวเข้าไปถวายตัวรับใช้น้องสาวของตนเองในวังหลังซึ่งขณะนั้นวาสดีได้เป็นถึงพระสนมของฮ่องเต้ หลังจากนั้นก็หาตัวแพะรับบาป หยิบหญิงสาวใช้คนหนึ่งในเรือนขึ้นมาเป็นคุณหนู สร้างเรื่องว่านางคือบุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเกิดจากเมียบ่าว ทว่ามิได้นำรายชื่อขึ้นทำเนียบตระกูลเพราะมารดาของนางสร้างเรื่องวุ่นวายไว้กับตระกูลลู่ใหญ่โตนัก และส่งหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกับนางเพื่อให้ผู้คนต่างคิดกันไปเองว่า นางคือสตรีใจโฉดที่เป็นสาเหตุทำให้ลู่ฟางซินฆ่าตัวตายก็เป็นได้ “เจ้า!!!” ลู่ฟางเหนียนโมโหจนตัวสั่นงันงก นางหวาดกลัวว่าเป่ยลี่จะล่วงรู้ถึงความลับที่นางพยายามปกปิดและซ่อนเร้นมันมาตลอดระยะเวลาสามสี่ปี ไยนางถึงทราบเรื่องนี้เล่า! นางหาใช่คนแคว้นเหม่ยกวางไม่ และที่สำคัญท่านพ่อก็โยนหม้อก้นดำให้สาวรับใช้คนนั้นเป็นแพะรับบาปแทนนางแล้วมิใช่หรือ “ตกใจหรือเจ้าคะที่ข้ารู้ความลับของคุณหนูลู่ฟางเหนียน สตรีผู้เพียบพร้อมทั้งชาติตระกูลและกิริยามารยาท ไร้ซึ่งตำหนิติเตียน ควรค่าแก่การนำมาประดับข้างกายสามีเพื่อเสริมบารมี ทั้ง ๆ ที่เนื้อแท้แล้วหาได้สูงส่งเช่นเปลือกนอกที่ถูกสร้างขึ้นมาปกปิดตัวตนที่แท้จริงไม่” ตอนนี้ความอดทนของเป่ยลี่ขาดสะบั้น “คราวแรกที่ข้าได้ยินเรื่องนี้มาจากคนที่รู้จักทั้งฮูหยินและคุณหนูลู่ฟางซินพี่สาวต่างมารดาของคุณหนูดียิ่งกว่าใคร ๆ ข้าก็ตั้งใจเอาไว้แล้วล่ะเจ้าค่ะว่าข้าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับเพราะหาใช่เรื่องที่ข้าต้องยื่นมือเข้าไปสอดไม่ แต่ในเมื่อเจ้ายิงธนูใส่ข้าก็จงอย่าหวังว่าข้าจะโปรยกลีบกุหลาบส่งกลับหาเจ้า” “เจ้าพูดเรื่องอันใด! เจ้าอยากโดนข้าตบปากสั่งสอนเช่นนั้นหรือ” ลู่ฟางเหนียนหลังจากย้ายเข้ามาอยู่จวนตระกูลเฉินร่วมสองเดือน นางก็เริ่มเปิดเผยธาตุแท้ที่ถูกปิดตายขังลืมไว้ด้านในมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่มิต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิติเตียนจากท่านแม่หรือท่านพ่อ เพราะขณะนี้นางคือฮูหยินเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยาง “รับไม่ได้หรือที่ข้าพูดความจริง? นี่น่ะหรือบุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาที่คนเขาร่ำลือนัก ร่ำลือหนาว่างามพร้อมทั้งรูปโฉม ทั้งกิริยามารยาท ถ้อยคำวาจา ท่วงทีชวนมองไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น ทว่าแท้จริงแล้ว… ” เป่ยลี่ใช้สายตาดูถูกเหยียดหยามตวัดมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าเช่นเดียวกับที่มารดาและน้องสาวสามีเคยกระทำต่อนาง “คงสมใจอยากเจ้าแล้วล่ะสิท่า น่าสมเพชยิ่งนัก” “เจ้าต่างหากที่น่าสมเพช ลักลอบแอบได้เสียกับไอ้ชายชู้ในระหว่างที่ท่านพี่ควบคุมกำลังพลนับแสนนายตั้งฐานทัพรอนแรมกลางป่าร่วมสามเดือนเศษจนสามารถคว้าชัยชนะกลับแคว้นเหม่ยกวางมาได้ แต่เจ้ากลับตอบแทนความรักของท่านพี่เช่นนี้น่ะหรือ! สิ่งที่เจ้าทำคงยังไม่สาแก่ใจจึงได้หนีไปกับไอ้บุรุษผู้นั้น ปล่อยให้มันมาหยามเกียรติท่านพี่ แล้วไยวันนี้เจ้าถึงกล้าหน้าหนากลับมาเหยียบจวนตระกูลเฉินอีกเล่าเป่ยลี่! ไอ้ชายชู้คนนั้นมันบำเรอเจ้าไม่ถึงใจหรอกหรือ” ถ้อยคำที่ถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของลู่ฟางเหนียน แม้นเป่ยลี่เองก็แทบมิอยากจะเชื่อหูของตนเช่นเดียวกัน “เจ้า!!!” เป่ยลี่กำลังจะพุ่งตัวเข้าไปหาลู่ฟางเหนียน แต่ทว่า… “หยุดเสียทีเถิดเป่ยลี่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางทนฟังถ้อยคำเสียดสีความรู้สึกมิไหวอีกต่อไปแล้ว เขารีบใช้กายแกร่งเข้ากำบังลู่ฟางเหนียนเอาไว้เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจทำร้ายนาง ทว่าไม่ทันระวังแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวจึงกระทบเข้ากับเรือนร่างบางของฮูหยินเป่ยลี่จนล้มลงไปกับพื้น ตุ้บ!! “โอ๊ย…” “เป่ยลี่” ท่านแม่ทัพเองก็ตกใจไม่ใช่น้อยจึงจะพุ่งตัวเข้าไปช่วยเหลือนางเอาไว้ แต่ทว่ากลับโดนลู่ฟางเหนียนรั้งเอาไว้เสียก่อน “ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง” ลู่ฟางเหนียน มักจะพูดเป่าหูท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความโหดเหี้ยมที่ฮูหยินเป่ยลี่ทำให้เขาต้องรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับกระทั่งล้มป่วยนอนสลบอยู่บนเตียงร่วมสี่วันเต็ม ๆ “…” ท่านแม่ทัพใหญ่ทั้งรัก ทั้งโกรธแค้นเป่ยลี่ในเวลาเดียวกัน…เขาหาได้อยากเป็นคนใจไม้ไส้ระกำกับคนที่ตัวเองรักอยู่เต็มหัวใจลงคอไม่ แต่สิ่งที่นางกระทำก็ยากเกินจะสามารถทำใจให้อภัยได้เช่นเดียวกัน “ทะ…ท่านพี่” เรือนร่างบางหมดสติหล่นวูบลงไปกับพื้นหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







