เข้าสู่ระบบก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา” สิ้นเสียงเคาะประตูก็ถูกเปิดออก เบลโล่เดินเข้ามาหาเขาอ่านรายงานสถานการณ์คลังอาวุธที่อิตาลี รายงานเสร็จเบลโล่ทำท่าจะเดินออกไปแต่เขาเรียกไว้ก่อน เดินไปหน้าลูกน้องคนสนิทใช้ฝ่ามือตบลงไปที่ใบหน้าอีกฝ่าย เบลโล่นิ่งงันแต่ไม่ได้ขยับตัวหรือพูดอะไร “ทำไมถึงยอมให้ไอ้เป่ยมันอุ้มฉันห้ะ” “ก็ตอนนั้นนายท่านเจ็บตัวอยู่” “ถึงยังไงนายก็ไม่ควรยอมให้มันอุ้มฉันแบบนั้น” “ขอโทษครับ” “ไปได้แล้ว” เบลโล่โค้งก่อนที่จะรีบออกไปจากห้อง เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน หยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน “ทำอะไรอะเป่ย” เฟยหมิงชะโงกหน้าเข้ามาหาเป่ยเปียนที่กำลังก้มกดโทรศัพท์อยู่ เป่ยเปียนเอียงตัวหลบ แต่เฟยหมิงก็พยายามจะดูให้ได้ว่าในโทรศัพท์ของเป่ยเปียนนั้นมีอะไรอยู่ “ที่บ้านไม่สอนมารยาทนายรึไงเฟย” “ปากร้ายนะเราอ่ะขอดูนิดเดียวเอง” เฟยหมิงไม่ลดละความพยายาม อ้อมไปอีกฝั่งเพื่อแย่งโทรศัพท์ของเป่ยเปียน ทั้งคู่ยื้อแย่งโทรศัพท์กัน ซึ่งไม่รู้ว่ามีคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ “ไม่มีงานมีการทำกันรึไง” เยว่ซือพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เฟยหมิงหยุดมือที่คว้าโทรศัพท์ของเป่ยเปียน ส่วนเป่ยเปียนรีบเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า “เอ้ะ ขอโทษครับคุณเยว่” เฟยหมิงรีบก้มหัวขอโทษเจ้านาย แล้ววิ่งไปทางอื่น เจ้านายเขาลืมไปแล้วรึไงว่าพวกเขาทำงานเป็นนักฆ่า และตอนนี้เจ้านายยังไม่สั่งงาน แต่พูดอะไรไม่ได้ไม่งั้นหัวคงจะหลุดออกจากบ่า “ตะกี้ทำอะไรกัน” “เปล่านี่ครับ” “ก็เห็นอยู่” “ไม่มีอะไรทั้งนั้นครับคุณเยว่” “ก็ฉันเห็น” “แค่แย่งโทรศัพท์กันนิดหน่อยครับ” “แล้วโทรศัพท์มันมีอะไรห้ะ” “ไม่มีครับ” “เอามาดู” “ของส่วนตัวครับคุณเยว่” “เออ ฉันไม่ดูก็ได้วะ” พูดด้วยความอารมณ์เสีย ก่อนจะเดินหันหลังกลับไป เป่ยเปียนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหน้าจอที่เปิดค้างไว้ ปรากฏเป็นภาพเจ้านายของเขานอนคว่ำหน้าหันหน้ามาทางเขา ดวงตาปิดสนิทขนคิ้วเรียงตัวกันสวย จมูกโด่งเข้ารูปกับใบหน้า ริมฝีปากสีแดงระเรื่อจนเขาอยากจะกดปากลงจูบกับรูปบนหน้าจอมือถือ เรือนผมสีดำเงาทำให้ชวนคิดถึงยามที่เขาสัมผัสความนุ่มนิ่ม “นายท่านมีคนส่งพัสดุมา..” เบลโล่รายงานแล้วเปิดกล่องพัสดุให้ดู ภายในกล่องมีศพแมวสามตัวนอนอยู่ เยว่ซือสั่งให้เบลโล่ไปจัดการกับศพแมวให้เรียบร้อย นี่คงเป็นคำขู่จากแก๊งใดแก๊งหนึ่งและเขาคิดว่าคงเป็นแก๊งเดียวกับที่ส่งคนเข้ามาทรยศในองค์กรของเขา เบลโล่สั่งให้ลูกน้องยศน้อยกว่าเขานำศพแมวไปทิ้งก่อนจะได้รับโทรศัพท์ว่ามีคนอยากติดต่องานกับเยว่ซือ เขาจึงเดินกลับไปหาเจ้านาย “ลูกชายตระกูลเฉินจะขอเข้าพบเพื่อติดต่องานพรุ่งนี้ครับ” “อืม” “ผมเดาว่าน่าจะเป็นงานจ้างวานฆ่า” “ไม่แปลกใจเท่าไร” “เป่ยเปียนนี่ดีเนอะครับเข้ามาในแก๊งก็งานเข้าเยอะแยะ” “ซื้อตัวมาแพงต้องใช้ให้คุ้ม” “อะไรที่ทำให้นายท่านยอมจ่ายเงินขนาดนั้น” “ไม่ใช่เรื่องของนาย” “ขอโทษครับ” “ไปได้แล้ว” “คุณเยว่แม่งโคตรน่ากลัวเลยเป่ย นายเห็นรึเปล่าตอนที่เขาส่งสายตามา เย็นอย่างกับเทือกเขาน้ำแข็งแหน่ะ” เฟยหมิงพูดแล้วลูบแขนตัวเอง “อืม” “มีคนเคยทักหรือเปล่าว่านายเป็นใบ้น่ะเป่ย” “แล้วมีคนเคยทักนายหรือเปล่าว่านายพูดมากน่ะเฟย” “โหปากร้ายชะมัด” “...” “ปากแบบนี้ชาตินี้จะมีแฟนมั้ยไอ้หล่อ” เฟยหมิงกระทุ้งศอกใส่เป่ยเปียนเบาๆ แล้วผละออก เป่ยเปียนถอนหายใจออกมาเขาเริ่มรำคาญเพื่อนร่วมงานที่ช่างจ้อ “ไม่ใช่เรื่องของนาย” “ครับๆ เฟยหมิงคนนี้แค่เป็นห่วงกลัวไม่มีเมีย” “…” แค่มีเจ้านายอย่าเยว่ซือ จริงๆ เขาคงไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นแล้วแหละ แค่คิดถึงใบหน้าดุดันของเยว่ซือ คิ้วเรียวสวยที่มักจะขมวดเป็นปมตอนเขาดุ ปากสีสวยที่มักจะเม้มเข้าหากัน หรือส่งเสียงครางหวานหู มือขาวที่มักจะจับปืนและมีด ท่าทางโมโหยามที่เขาทำหน้านิ่งใส่ เขาก็อยากจะกักให้เป็นของเขาคนเดียวไม่ให้ใครได้เห็น “ฆ่าล้างแก๊งฟางหรง” ลูกชายของตระกูลเฉินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือประสานกันวางบนเข่า “ฉันคิดห้าพันล้าน” จรดบุหรี่เข้าที่ริมฝีปาก ดูดให้เต็มปอดก่อนจะพ่นควันสีเทาออกมา ชายวัยกลางคนปัดควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งมาตรงหน้า แต่เยว่ซือไม่สนใจยังคงปล่อยควันบุหรี่ออกมาเรื่อยๆ “เรื่องเงินฉันไม่มีปัญหาทำงานให้สำเร็จเป็นพอ” “ไม่มีอะไรที่ซีห่าวทำไม่ได้” ดับบุหรี่ลงกับโต๊ะ นำมือข้างขวาขึ้นมาเท้าคาง นิ้วเรียวยาวข้างซ้ายเคาะลงกับโต๊ะเป็นจังหวะ สายตาเฉียบคมบ่งบอกถึงความมั่นใจ รอยยิ้มอันแสนเย่อหยิ่งปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า “ฉันจะคอยดู” “ซีห่าวจะไม่มีวันทำให้คุณผิดหวัง” “นายเป็นอะไรมากกับสวนของคฤหาสน์ฉันหรือเปล่าเป่ย” “…” “เหอะ ไม่ได้เข้ากับเบ้าหน้าเลยสักนิด” “ความชอบส่วนตัวไม่เกี่ยวกับหน้าตาเลยครับ” “แล้วชอบมากหรือไงไอ้ดอกสีม่วงนั่นหน่ะ” เยว่ซือพยักพเยิดไปที่ดอกไม้สีม่วงอ่อนที่เขาเห็นเป่ยเปียนจ้องมันมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว “เขาเรียกว่าดอกไฮเดรนเยียครับ” “ดอกบ้าดอกบออะไรก็ช่างมันเถอะ ฉันเห็นนายชอบมองมันตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว” “ครับผมชอบมัน” “มันสวยสำหรับนายขนาดนั้นเลยเหรอ” “สวย แต่คุณเยว่สวยกว่ามันตั้งเยอะ” พูดแล้วก็ละสายตาจากดอกไม้มาจ้องเจ้านายตรงๆ ใบหน้าที่เขาคิดว่าสวยกว่าดอกไม้ทำสีหน้าไม่พอใจ “อะไรของนาย สมองกลับรึยังไง” “ผมแค่พูดสิ่งที่คิดแล้วมันผิดตรงไหนครับ” “ฉันเป็นผู้ชาย” “ครับ” เขาไม่คิดจะเถียงอะไรเจ้านายต่อ ถึงพูดไปเจ้านายเขาก็คงเถียงอย่างไม่ลดละ นิสัยอยากเอาชนะของเยว่ซือเป็นแบบนี้มานานแล้ว และเจ้าตัวก็คงไม่คิดจะแก้ไข “เออ มีงานให้ทำ” “ครับ” “ฆ่าล้างแก๊งฟางหรง” งานใหญ่ออกจากปากเจ้านาย ครั้งนี้ซีห่าวต้องใช้คนจำนวนไม่น้อย แต่เมื่อรับงานมาแล้วซีห่าวต้องทำงานให้สำเร็จแม้จะเสี่ยงอันตรายเพียงไหนก็ตามเบลโล่เดินหน้ามุ่ยมาหาเจียอี เจียอีหลับตาปี๋เตรียมรอรับคำต่อว่า แต่ไม่มีคำพูดว่าร้ายออกมาจากปากของเบลโล่เลย เบลโล่คว้าถุงของใช้จากมือเจียอีมาถือเอง“คุณเบลเจียขอโทษ”“เฮ้อ ช่างมันเถอะ”“โกรธเจียไหม”เบลโล่มองใบหน้าหวานที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตา ตอนแรกก็ว่าจะโกรธอยู่หรอกแต่พอเห็นท่าทีสลดแล้วก็โมโหไม่ลง อีกฝ่ายพึ่งจะเคยมาเมืองหลวง ไม่แปลกใจที่จะหลง มาถึงห้างได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว“ไม่”เบลโล่เดินนำเจียอีมาที่รถ แต่เจียอีทำเพียงแต่ก้มหน้านิ่งไม่ยอมขยับตัว เบลโล่ถอนหายใจออกมาแล้วย้ายของใช้ที่ถืออยู่ไปไว้ที่มือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างเอื้อมไปจูงเจียอีให้ออกก้าวเดิน“ฮึก..”เสียงสะอื้นเบาๆ จนแทบไม่ได้ยินดังขึ้นคนที่เดินนำอยู่ชะงักกึก เจียอีน้ำตาหยดลงพื้นพยายามกลั้นเสียงไม่กล้าที่จะร้องไห้ออกมาดังๆ เมืองหลวงน่ากลัว แถมคุณเบลโล่ก็ยังทำท่าเหมือนจะรำคาญเขาอีก ไม่รู้ว่าถ้ากลับไปที่เพนท์เฮาส์จะโดนดุอะไรบ้าง“เป็นอะไร”“เปล่าครับ...”เจียอีรีบตอบทันควัน ปาดน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ แต่อาการสั่นเทายังไม่ลดละ มือขวาของมาเฟียกรอกตามองบนเขาไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็กสักหน่อย จะให้ปลอบเด็กมันก็กระไรอยู่“อย่าร้อง”ยิ่งห้ามเ
เป็นเบลโล่งั้นไม่ง่ายเลย เพราะอะไรน่ะหรือ เขาต้องมาดูเด็กใหม่เจียอีทำงานยังไงล่ะ เป็นคำสั่งจากเยว่ซือว่าให้คอยมองเอาไว้เผื่อเด็กนั่นทำอะไรผิดแปลก และตอนนี้เขากำลังใช้เจียอีชงกาแฟอยู่ กาแฟดำถูกวางลงบนโต๊ะทำงาน เขาคว้าขึ้นมาจิบแต่ไม่ทันได้กลืนมันลงคอก็ต้องพ่นกาแฟรสประหลาดออกมาก่อน“ทำไมมันเค็มแบบนี้!”“เอ้ะ เจียว่าเจียใส่น้ำตาลนะ”“เกลือชัดๆ”กาแฟรสชาติดื่มไม่ได้ถูกดันออกไป ใครสั่งใครสอนให้ชงแบบนี้ เจ้าเด็กนี่แยกน้ำตาลกับเกลือไม่ออกหรือไงทำงานร้านอาหารประสาอะไร ถ้าชงกาแฟแบบนี้ไปให้เยว่ซือมีหวังตายแน่นอน คงถูกจับโยนออกไปข้างนอก“เดี๋ยวเจียไปชงให้ใหม่”“พอเลยพอ”เบลโล่รีบห้ามปราม ถ้าขืนปล่อยให้ชงกาแฟใหม่มีหวังเลวร้ายมากไปกว่านี้ สงสัยคงต้องให้อีกฝ่ายทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เข้าครัว อาจจะเป็นทำความสะอาดบนโต๊ะทำงาน ต้องได้สิแค่ทำความสะอาดเอง“มาทำความสะอาดบนโต๊ะนี่ซะ”สั่งร่างตรงหน้า เจียอีรีบไปหาอุปกรณ์ทำความสะอาดทันที เบลโล่ปล่อยให้เจียอีทำความสะอาดไปเรื่อยๆ โดยที่เขานั่งทำเอกสารอยู่ข้างๆ เขาคงไม่ปล่อยให้เจียอีอยู่ตามลำพังแน่ เพราะว่า...เพล้งนั่นไงพูดไม่ทันขาดคำ!หันไปมองตามเสียงของตก ถึงกั
เยว่ซือเดินทางมาตามที่เฟิงฉินบอกเขามาพร้อมบอดี้การ์ดของเฟิงฉิน พบร้านอาหารเล็กๆ ซึ่งพ่อลูกคู่หนึ่งกำลังทำความสะอาดร้านอยู่ เยว่ซือก้าวขาเข้าไปคนเป็นลูกรีบวิ่งเข้ามาต้อนรับ“รับอะไรดีครับ”“เงินที่กู้ไปเมื่อไรจะคืน”“เอ้ะ!”ร่างบางหวีดร้องอย่างตกใจเมื่อเยว่ซือถีบเก้าอี้ตรงหน้าล้มลง บอดี้การ์ดกรูเข้ามาล้อมไว้ พ่อลูกแสดงท่าทีหวาดหวั่น แต่สวีเยว่ซือไม่คิดจะสนใจ กระชากคอเสื้อคนเป็นพ่อลอยหวือขึ้นมากลางอากาศ“อย่าทำอะไรพ่อผมเลยนะ!”เสียงหวานตะโกน ร่างนั้นเข้ามากอดขาเยว่ซือไว้ เยว่ซือมองเพียงแค่หางตาพยายามสะบัดขาให้ออกจากการเกาะกุม“เงินจะจ่ายตอนไหน”เยว่ซือถามอีกครั้งด้วยเสียงเย็นยะเยือก“ผมยังไม่มีจ่ายเลยครับ”ชายมีอายุหลับตาปี๋ตอบด้วยท่าทีหวาดกลัวเริ่มทวีคูณขึ้น บอดี้การ์ดที่มากับเยว่ซือเริ่มพังร้าน คนเป็นลูกกอดขาเข้าร้องไห้ออกมา“ผมไม่มีจ่าย ผมไปทำงานใช้หนี้คุณได้ไหม”ลูกชายเจ้าของร้านอาหารเสนอ เงยหน้าขึ้นสบตาเยว่ซือที่จ้องมองอยู่แล้ว ใบหน้าหวานน้ำตานองหน้าจมูกแดงจากการร้องไห้ ร่างกายสั่นเทาช่างเหมือนลูกนกตกรังที่อยู่ในกำมือเขา อยากจะขยี้ให้แหลกคามือ“มันไม่ใช่เรื่อง”“ได้โปรด”อ้อนวอนด้วยเ
แสงจันทร์สะท้อนผืนแผ่นน้ำในยามราตรี เสียงของเกลียวคลื่นกระทบฝั่ง มีสายลมพัดให้เย็นสบายแต่ภายในจิตใจของผู้เป็นมือขวาเจ้านายไม่ได้เย็นตามลมเลย เงยหน้าขึ้นท้องฟ้าที่มืดสนิท อยากอ้อนวอนดวงดาวให้อยู่เป็นเพื่อนในตอนนี้ ท่ามกลางความเงียบสงบทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ทำไมโชคชะตาถึงทำร้ายกันขนาดนี้ดันไปรักใครคนหนึ่งที่เขาไม่รักเสียงฝีเท้าหยุดอยู่ข้างหลังทำให้หันไปมอง ร่างสูงของนักฆ่าฝีมือดีมองตรงมา เฟยหมิงขยับเข้ามาใกล้เบลโล่ เห็นหยดน้ำตาไหลมาจากดวงตาคู่สวย คนตรงหน้าคงจะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมา“เบลโล่”“อย่ามองนะ!”เบลโล่หันหน้าหนีไปอีกทาง ปาดน้ำที่ใบหน้าออกจนหมด สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติ“ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่าเป็นอะไร”คนที่มักจะขี้เล่นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก้าวขาไปยืนข้างกายคนร้องไห้ จับใบหน้าหวานให้หันมาใช้นิ้วเรียวยาวปาดคราบน้ำตาที่หลงเหลืออยู่“นายมาทำอะไรตรงนี้เฟย”“มาเดินเล่นน่ะ”หลังจากคำตอบกลับความเงียบก็เข้าปกคลุม เบลโล่ยืนกัดปากกลั้นน้ำตาไม่ให้ร่วงหล่นจากดวงตา เขาไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ถึงความอ่อนแอของเขา“ถ้าจะร้องไห้ ยืมไหล่ฉันก็ได้นะ”เฟยหมิงกระซิบที่ข้างหู ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับตวั
“จิน!” เบลโล่ก้าวเท้าฉับให้ทันร่างสูง เรียกตะโกนให้อีกฝ่ายหยุดรอ จินหันมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่นองหน้า“...”“นะ..นายร้องไห้”“ฉันจะร้องไห้บ้างไม่ได้หรือไง”ปาดน้ำตาบนใบหน้าออกจนหมด สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ให้คงที่ อยากลบเลือนภาพที่บาดตาให้ออกจากสมองแต่มันก็เอาแต่ฉายซ้ำๆ ในหัวของเขา ถ้าบังคับให้เลือกส่งหัวใจดวงน้อยได้เขาคงไม่เลือกส่งให้คนไร้หัวใจอย่าสวีเยว่ซือ“นายชอบนายท่านจริงๆ หรือ”“การแสดงออกของฉันมันไม่มากพอสินะ”ตัดพ้อออกมากรอกตาขึ้นมองข้างบน น้ำตาที่อยากจะกลั้นไว้ก็จะไหลมาอีกครั้งจนต้องหันหน้าหนีไปอีกทางเพื่อไม่ให้เบลโล่เห็นหยดน้ำที่หล่นมาจากดวงตา“ก็ไม่ใช่..แต่”“แต่ไม่ควรรักสวีเยว่ซือยังไงล่ะ”พูดออกมาทันควัน เขาไม่ควรรักผู้เป็นนายในแง่นี้ไม่ควรเลย รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบรับความรู้สึกแต่ความรักที่มีให้มันมากเกินไปที่จะเก็บไว้ อยากจะห้ามตัวเองเท่าไรแต่หัวใจไม่เคยที่จะเชื่อฟัง เจ็บเจียนตายขนาดไหนอีกฝ่ายก็คงไม่รับรู้อยู่ดี“ทั้งชีวิตไม่ได้มีแค่นายท่านสักหน่อย”“นายจะไปเข้าใจอะไร”เบลโล่นิ่งงันกำหมัดแน่น ในใจตีด้วยหลากหลายเหตุผลที่จะพูดความรู้สึกออกไปดีไหม วูบไหวทุก
เยว่ซือลืมตามาภายในห้องที่มืดสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเท่านั้นที่ดังให้ได้ยิน รู้สึกหนักเพราะท่อนแขนแกร่งพาดอยู่ที่เอวขยับตัวนิดหน่อยอ้อมกอดก็กระชับแน่นขึ้น คนถูกกอดยิ้มออกมาราวกับผู้ชนะ ใครกันแน่ที่หนีไปจากเขาไม่ได้ แผนที่เขาสร้างขึ้นไม่ไม่ใช่เพราะเขาต้องการชนะพนัน เขารู้อยู่แล้วทั้งของเดิมพันของเป่ยเปียนและเรื่องที่เป่ยเปียนจะชนะ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นแผนการที่เขาสร้างขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายตกในบ่วงของเขา ลุ่มหลงแค่เขาการใช้ร่างกายเพื่อให้ร่างสูงอยู่ในโอวาทก็เป็นแผนที่ไม่เลว หลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อนแผนร้ายที่สร้างไว้สูบพลังงานไปเยอะไออุ่นที่แนบสนิทเชิญชวนให้นอนหลับฝันดีเป่ยเปียนตื่นมามองคนที่หลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอด ไออุ่นจากร่างกายแนบชิดสนิทกระชับอ้อมกอดให้แน่นดั่งกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีหายไปจากเขา หอมเรือนผมนิ่มจูบซับที่พวงแก้มใสคลอเคลียไม่ห่างจากกาย เอื้อมมือบีบจมูกคนนอนหลับอย่างมันเขี้ยว อยากจะจับฟัดกดอีกคนให้จมเตียงคนถูกรบกวนส่งเสียงในลำคอแต่ไม่ได้ลืมตา ปัดมือแกร่งที่กำลังรังแกจมูกเขา คนขี้แกล้งหัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่ทำอะไรเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวอีก อยากจะนอนกกไปทั้งวันซึมซ
“ฮึ่มมมม” เสียงครางแผ่วบ่งบอกถึงความพอใจของเจ้านาย เป่ยเปียนขยับริมฝีปากให้เร็วขึ้นเพื่อเร่งอารมณ์เยว่ซือให้ได้ถึงฝั่งฝัน เร่งจังหวะสักพักน้ำรักสีขาวขุ่นก็ถูกปลดปล่อยออกมา เป่ยเปียนกลืนกินเข้าไปทั้งหมดลิ้นอุ่นตวัดเลียคราบน้ำที่เกาะไปทั่วแก่นกลางกาย จูบซับไปทั่วลำท่อน เขาข่มอารมณ์ที่เกิดขึ้นแต่ไม่นา
ผ่านมาสองเดือนเยว่ซือได้เจรจากับฝ่ายรัฐบาลเรียบร้อย เขาจ่ายค่าเสียหายห้าร้อยล้านให้ทางรัฐบาลจากการเอาตัวนักฆ่ามือฉมังอย่างลู่ เป่ยเปียนมา อาการของเป่ยเปียนดีขึ้นทุกวันแขนที่หักก็รักษาจนหายซึ่งไม่แปลกสำหรับร่างกายที่แข็งแรง หลังจากวันนั้นเยว่ซือก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกับเป่ยเปียนอีก เยว่ซือให้คนรับใช้และ
เช้าวันต่อมาเยว่ซือมาดูอาการของเป่ยเปียนเขานั่งอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง ในมือถือวรรณกรรมจีนเปิดอ่านไปด้วยภายในห้องเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงพลิกหน้ากระดาษของเยว่ซือเท่านั้น“ตื่นแล้วจะแกล้งหลับทำไมลู่เป่ยเปียน” สิ้นเสียงเยว่ซือเปลือกตาของเป่ยเปียนก็เปิดขึ้น คนเจ็บไม่หันมามองหน้าเขาส
ปัง ปัง ปัง!เสียงของปืนดังขึ้น กลิ่นเขม่าดินปืนลอยมาแตะจมูก เยว่ซือในวัยสิบหกปีชักมือกลับจากการเล็งปืนไปที่เป้าหลังจากเจ้าตัวนั้นยิงเข้าเป้าตรงกลางสามนัด พ่นลมหายใจออกมาทางปากเบา ๆ ก่อนที่ปากเรียวสวยจะยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เป็นอย่างที่คาดมันต้องออกมาเพอร์เฟค เรื่องปืนนี่เขาถนัดนัก เพราะเนื่องจากเขา







