Beranda / รักโบราณ / นักฆ่าตำหนักเย็น / ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด

Share

ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด

last update Tanggal publikasi: 2026-01-17 13:00:49

หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรี

ยิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น

“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”

ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดา

หลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล

“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”

ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน

“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัว

หลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหู

หวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น

“ตายจริง หม่อมฉันมิได้สั่งให้พระองค์ขยับได้ตามใจชอบนะเพคะ”

หมับ!

“อึก!”

หวังจิ้งเสวียนถูกมือเรียวจิกผมให้กลับมาที่ตำแหน่งเดิม เขากัดฟันกรอดเพื่อข่มอารมณ์ความโกรธและความเจ็บปวดเอาไว้

หลี่หลิ่งฟางมองต่ำด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ไม่นานบริเวณหน้าท้องของชายหนุ่มก็ถูกกำปั้นทุบเข้าไปหนึ่งทีเต็มแรง

ผัวะ!

“อ้าก!”

“ฮ่าๆๆๆๆ”

เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนเสียงร้องเจ็บปวด หลี่หลิ่งฟางลุกออกจากตัวของหวังจิ้งเสวียนจัดแต่งอาภรณ์ของตน

สายตาที่เอ่อคลอหยาดน้ำตาจ้องเขม็งที่แผ่นหลังบางด้วยความโกรธ หวังจิ้งเสวียนฝืนกายที่เจ็บปวดดึงกระชากร่างของหญิงสาวมาที่เตียง

พรึบ! ชิ้ง!

สภาพในตอนนี้ระหว่างทั้งสองไม่ต่างจากศัตรูที่กำลังหันอาวุธเข้าหากัน หวังจิ้งเสวียนที่คร่อมร่างของหญิงสาวกดคอของนางด้วยมือซ้าย และมือขวาถือมีดสั้นจ่อที่อกซ้ายของนาง

ส่วนหลี่หลิ่งฟางที่ถูกร่างของชายหนุ่มคร่อม มือซ้ายของนางจับที่ข้อมือของชายหนุ่มเอาไว้ โดยที่มือขวากำปิ่นปักผมทองจ่อที่ศีรษะของเขา

“อันใดกัน องค์รัชทายาทผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตากลับกล้าถือมีดจ่ออกซ้ายของพระชายาตนเองได้ ที่แท้ยาพิษที่วางตนเองก็คงใจกล้าไม่เบาสินะ”

“เจ้าคิดว่าเราเมตตาต่อเจ้างั้นหรือ? น่าขัน เราวางยาพิษร่างกายตนเองนี่ มิได้เดือดร้อนเจ้าเสียหน่อย”

หลี่หลิ่งฟางบีบข้อมือของชายหนุ่มด้วยความโกรธ นางกัดฟันพูดสายจ้องเขม็งไปที่ดวงตาคู่นั้น “ตรัสอีกทีสิเพคะ”

หวังจิ้งเสวียนยิ้มเยาะ “พระชายา เจ้าคิดหรือว่าเราโง่เขลาจนถึงขั้นวางยาพิษตนเอง? หากมิใช่ร่างกายของเรากำเริบจากยาพิษในร่าง เจ้าก็คงยังมีชีวิตที่ดีในตำหนักเฟิ่งอี๋”

“พระองค์จะตรัสว่าทั้งหมดมิใช่ฝีมือของพระองค์หรือเพคะ?”

“พระชายาฉลาดหลักแหลม ไม่ลองคิดไตร่ตรองเองเล่า”

หลี่หลิ่งฟางไม่เคยคิดว่าจะเจอตัวละครประเภทแบบนี้มาก่อน ที่เบื้องหน้าโง่เขลาอ่อนแอ ทว่าเนื้อแท้ร้ายกว่าตัวละครหลักเสียด้วยซ้ำ

ปลายคมมีดไล้จากอกซ้ายมาที่หน้าท้องเบนราบ สายตาของหวังจิ้งเสวียนไล่มองเรือนร่างใต้ร่างเรียบนิ่ง “เจ้าคงรู้ว่าเรามีศัตรูมากมายที่คอยใช้ผลประโยชน์จากเรา การจะทำให้คนพรรค์นั้นยื่นศีรษะออกมาได้ เราต้องแกล้งอ่อนแอกว่ามิใช่หรือ?”

หลี่หลิ่งฟางคิดว่าบางทีตัวละครที่รับมือยากที่สุดไม่ใช่พวกตัวละครหลัก แต่กลับเป็นตัวประกอบที่มีอำนาจเสียมากกว่า และดันโชคร้ายที่ตนตายก่อนจะอ่านนิยายเรื่องนี้จบ บางทีเรื่องราวทั้งหมดนี้อาจจะตกอยู่ในกำมือขององค์รัชทายาทมาตั้งนานแล้ว

หวังจิ้งเสวียนเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไป ราวกับกำลังจมอยู่ในความคิด เขาจึงปล่อยให้นางเป็นอิสระ

“พระชายาเป็นคนฉลาดกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ แน่นอนว่ากระดานหมากนี้เรามิได้เอาตัวเจ้าไปวางอยู่บนกระดาน ฉะนั้นอย่าได้เข้ามาขวางทางเราเด็ดขาด”

สายตาที่จ้องมองมาสื่อถึงความจริง องค์รัชทายาทที่ทุกคนเห็นว่าอ่อนแอ โง่เขลา แท้จริงแล้วเป็นตัวละครลับที่ซุกซ่อนอยู่ในที่มืด ที่ไม่มีนักอ่านคนไหนสามารถคาดเดาได้

หลี่หลิ่งฟางลุกนั่งบนเตียงจัดอาภรณ์ของตนเองให้เรียบร้อย โดยที่ในหัวกำลังคิดถึงเรื่องราวหลังจากนี้ ว่าตนที่สมควรตายไปแล้วจะดำเนินไปในทางไหนต่อดี บางทีคำตอบของนางอาจจะมาจากชายหนุ่มตรงหน้า

“องค์รัชทายาทเพคะ”

“มีอันใด?”

“องค์รัชทายาทอภิเษกกับหม่อมฉัน เพราะต้องการอำนาจจากท่านพ่อของหม่อมฉันหรือเพคะ?”

“แน่นอน ว่าสิ่งที่พระชายาคิดคือความจริง อัครมหาเสนาบดีมีอำนาจกว่าฝ่าบาท จนเราคิดว่าราชวงศ์ของเราเป็นเพียงสามัญชาด้วยซ้ำ”

องค์รัชทายาทเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเตียง ยกมือขึ้นเท้าคาง “พ่อของเจ้าดูแข็งแกร่งกว่าเสด็จพ่อของเราเสียอีก การจะควบคุมอำนาจได้เราต้องมีอำนาจอยู่ในกำมือถึงจะกำจัดพวกกบฏไปได้ โลกของการเมืองก็เป็นเช่นนี้”

‘อา...หลี่หลิ่งฟาง เจ้านี่ช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่มาหลงรักผู้ชายคนนี้’

หลี่หลิ่งฟางเข้าใจแล้วว่า ตัวละครที่อ่อนแอโง่เขลาที่สุดไม่ใช่องค์รัชทายาท แต่กลับเป็นนางเอง

พรึบ

หลี่หลิ่งฟางลุกออกจากเตียงก่อนจะค้อมกาย “วันนี้หม่อมฉันรบกวนองค์รัชทายาทมานานแล้ว หม่อมฉันขอตัวทูลลาเพคะ”

พูดจบ หลี่หลิ่งฟางก็ขอตัวกลับตำหนักของตนเอง

เมื่อแผ่นหลังบางเดินลับสายตาไป ดวงตาคมกริบกลับสั่นไหวพร้อมริมฝีปากที่กำลังสั่น องค์รัชทายาทกัดริมฝีปากของตนกลืนก้องสะอึกลงไปในลำคอ

“ขอโทษด้วยพระชายา เรามิสามารถบอกความจริงกับเจ้าได้”

-----

หลี่หลิ่งฟางกลับมาที่ตำหนักของตนในสภาพที่ไร้สติ ในหัวของนางเต็มไปด้วยความขาวโพลน ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ บนตั่งริมหน้าต่าง

อันฉีที่เป็นห่วงเจ้านายของตน นางจึงไปหาของว่างมาให่เจ้านายของตนเสวย

“พระชายาเพคะ เสวยขนมนี่สิเพคะ พระชายาจะได้อารมณ์ดี”

“อืม”

อันฉีมองดูพระชายาเสวยขนมทีละคำ ทีละคำ ดูเอื่อยเฉื่อยจนนางเป็ณกังวล

“พระชายาเพคะ พระองค์มีเรื่องไม่สบายพระทัยหรือเปล่าเพคะ?”

หลี่หลิ่งฟางเบนหน้ามาสบตากับอันฉีก่อนจะตรัสขึ้นว่า “ข้ารู้สึกว่าตัวข้านั้นอ่อนแอและโง่เขลานัก”

“เหตุใดพระชายาถึงตรัสเช่นนั้นเพคะ?”

“เพราะว่ามันคือความจริงยังไงล่ะ”

อันฉีไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นระหว่างพระชายากับองค์รัชทายาทหรือเปล่า นางไม่อยากให้พระชายารู้สึกเช่นนี้เลย

“พระชายาเพคะ คนเราเกิดมามีมุมอ่อนแอและโง่เขลกันทั้งนั้น มิได้มีคนที่ฉลาดหลักแหลมและแข็งแกร่งเสมอไปเพคะ วันนี้พระชายาอ่อนแอ แต่มันยังมีวันหน้าอยู่นะเพคะ! พระชายาที่หม่อมฉันรู้จักในตอนนี้แข็งแกร่งที่สุดแล้วเพคะ!”

หลี่หลิ่งฟางดวงตาเป็นประกายแวววับขึ้นมา ราวกับมีแสงสว่างมาฉุดให้นางออกจากความคิดไร้สาระพวกนั้น

ใช่

หลี่หลิ่งฟางคนเก่านั้นอ่อนแอและโง่เขลาในเรื่องความรัก แต่ทว่าหลี่หลิ่งฟางที่มีข้าที่เป็นนักฆ่านั้นแข็งแกร่งและฉลาดกว่า จะให้มาจมปลักอยู่ในความคิดพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน!

“อันฉี ข้าขอบใจเจ้ามากที่ดึงสติข้าให้กลับมา!”

“มิเป็นไรเพคะ อย่างไรหม่อมฉันก็เป็นนางกำนัลของพระชายาอยู่แล้วเพคะ”

หลี่หลิ่งฟางยกยิ้ม “อันฉี เจ้ามิใช่นางกำนัลของข้าเพียงอย่างเดียว เจ้าคือสหายของข้าด้วย! จำเอาไว้ห้ามลืมเด็ดขาด”

อันฉียิ้มกว้าง “เพคะ!”

หลี่หลิ่งฟางเบนหน้ากลับไปจ้องมองนอกหน้าต่าง 'ในกระดานหมากนี้ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด'

*****

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   มิติเสมือน

    หลี่หลิ่งฟางนั่งนิ่งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดังขึ้น หลิ่หลิ่งฟางตัดสินใจเทสัมภาระในถุงผ้าออกมาดู ซึ่งในนั้นมีอุปกรณ์ของใช้ในยุคปัจจุบันทั้งหมดและที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหย่าถิง คือ สมุดสะสมการ์ดศิลปินของนาง“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเนี่ย!”

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พบเจอบิดาครั้งแรก

    เสียงฝีเท้านับสิบดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนขบวนรถม้าจะแล่นผ่านประตูบานใหญ่ของสำนักศึกษาเข้ามาอย่างเร่งร้อน“เปิดทาง! อัครมหาเสนาบดีหลี่มาถึงแล้ว!”ประตูหน้าเปิดออกผู้ที่ปรากฏกายท่ามกลางบ่าวรับใช้ ก็คือบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางชั้นสูง อาภรณ์แพรสีเข้มบารมีแผ่ซ่านทั่วร่าง ดวงตาคม

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เจ้าเจ็บ แต่ข้าเจ็บยิ่งกว่า

    ฉึก!โลหิตสาดกระเซ็นบนดวงหน้างาม ดวงตาดอกท้อเบิกโพลงรีบทิ้งดาบโผเข้าประคองร่างที่ล้มหน้าคว่ำมาทันที“อึก!”โลหิตอุ่นร้อนสำลักออกจากริมฝีปากเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาหมดจด อาภรณ์ขาวตอนนี้กลับเปียกชุ่มไปด้วยสีแดงฉาน“เหตุใด...ทำ

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   สะกดรอยตาม

    ยามรัตติกาลเข้ามาเยือนในคืนนั้น ทั่วทั้งสำนักศึกษาตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารยามที่ผลัดเวรลาดตระเวนดังก้องเบา ๆ บนพื้นหินกรวดเหนือหลังคาเรือนกลางของสำนักศึกษา เงาร่างหนึ่งยืนทอดกายท่ามกลางสายลมหยอกเย้า ชายอาภรณ์ดำปลิวสะบัดราวกับกำลังร่ายรำกลางอากาศ ดวงหน้าขาวเนียนด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status