Mag-log inหลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรี
ยิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น
“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”
ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดา
หลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล
“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”
ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน
“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัว
หลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหู
หวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น
“ตายจริง หม่อมฉันมิได้สั่งให้พระองค์ขยับได้ตามใจชอบนะเพคะ”
หมับ!
“อึก!”
หวังจิ้งเสวียนถูกมือเรียวจิกผมให้กลับมาที่ตำแหน่งเดิม เขากัดฟันกรอดเพื่อข่มอารมณ์ความโกรธและความเจ็บปวดเอาไว้
หลี่หลิ่งฟางมองต่ำด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ไม่นานบริเวณหน้าท้องของชายหนุ่มก็ถูกกำปั้นทุบเข้าไปหนึ่งทีเต็มแรง
ผัวะ!
“อ้าก!”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนเสียงร้องเจ็บปวด หลี่หลิ่งฟางลุกออกจากตัวของหวังจิ้งเสวียนจัดแต่งอาภรณ์ของตน
สายตาที่เอ่อคลอหยาดน้ำตาจ้องเขม็งที่แผ่นหลังบางด้วยความโกรธ หวังจิ้งเสวียนฝืนกายที่เจ็บปวดดึงกระชากร่างของหญิงสาวมาที่เตียง
พรึบ! ชิ้ง!
สภาพในตอนนี้ระหว่างทั้งสองไม่ต่างจากศัตรูที่กำลังหันอาวุธเข้าหากัน หวังจิ้งเสวียนที่คร่อมร่างของหญิงสาวกดคอของนางด้วยมือซ้าย และมือขวาถือมีดสั้นจ่อที่อกซ้ายของนาง
ส่วนหลี่หลิ่งฟางที่ถูกร่างของชายหนุ่มคร่อม มือซ้ายของนางจับที่ข้อมือของชายหนุ่มเอาไว้ โดยที่มือขวากำปิ่นปักผมทองจ่อที่ศีรษะของเขา
“อันใดกัน องค์รัชทายาทผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตากลับกล้าถือมีดจ่ออกซ้ายของพระชายาตนเองได้ ที่แท้ยาพิษที่วางตนเองก็คงใจกล้าไม่เบาสินะ”
“เจ้าคิดว่าเราเมตตาต่อเจ้างั้นหรือ? น่าขัน เราวางยาพิษร่างกายตนเองนี่ มิได้เดือดร้อนเจ้าเสียหน่อย”
หลี่หลิ่งฟางบีบข้อมือของชายหนุ่มด้วยความโกรธ นางกัดฟันพูดสายจ้องเขม็งไปที่ดวงตาคู่นั้น “ตรัสอีกทีสิเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนยิ้มเยาะ “พระชายา เจ้าคิดหรือว่าเราโง่เขลาจนถึงขั้นวางยาพิษตนเอง? หากมิใช่ร่างกายของเรากำเริบจากยาพิษในร่าง เจ้าก็คงยังมีชีวิตที่ดีในตำหนักเฟิ่งอี๋”
“พระองค์จะตรัสว่าทั้งหมดมิใช่ฝีมือของพระองค์หรือเพคะ?”
“พระชายาฉลาดหลักแหลม ไม่ลองคิดไตร่ตรองเองเล่า”
หลี่หลิ่งฟางไม่เคยคิดว่าจะเจอตัวละครประเภทแบบนี้มาก่อน ที่เบื้องหน้าโง่เขลาอ่อนแอ ทว่าเนื้อแท้ร้ายกว่าตัวละครหลักเสียด้วยซ้ำ
ปลายคมมีดไล้จากอกซ้ายมาที่หน้าท้องเบนราบ สายตาของหวังจิ้งเสวียนไล่มองเรือนร่างใต้ร่างเรียบนิ่ง “เจ้าคงรู้ว่าเรามีศัตรูมากมายที่คอยใช้ผลประโยชน์จากเรา การจะทำให้คนพรรค์นั้นยื่นศีรษะออกมาได้ เราต้องแกล้งอ่อนแอกว่ามิใช่หรือ?”
หลี่หลิ่งฟางคิดว่าบางทีตัวละครที่รับมือยากที่สุดไม่ใช่พวกตัวละครหลัก แต่กลับเป็นตัวประกอบที่มีอำนาจเสียมากกว่า และดันโชคร้ายที่ตนตายก่อนจะอ่านนิยายเรื่องนี้จบ บางทีเรื่องราวทั้งหมดนี้อาจจะตกอยู่ในกำมือขององค์รัชทายาทมาตั้งนานแล้ว
หวังจิ้งเสวียนเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไป ราวกับกำลังจมอยู่ในความคิด เขาจึงปล่อยให้นางเป็นอิสระ
“พระชายาเป็นคนฉลาดกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ แน่นอนว่ากระดานหมากนี้เรามิได้เอาตัวเจ้าไปวางอยู่บนกระดาน ฉะนั้นอย่าได้เข้ามาขวางทางเราเด็ดขาด”
สายตาที่จ้องมองมาสื่อถึงความจริง องค์รัชทายาทที่ทุกคนเห็นว่าอ่อนแอ โง่เขลา แท้จริงแล้วเป็นตัวละครลับที่ซุกซ่อนอยู่ในที่มืด ที่ไม่มีนักอ่านคนไหนสามารถคาดเดาได้
หลี่หลิ่งฟางลุกนั่งบนเตียงจัดอาภรณ์ของตนเองให้เรียบร้อย โดยที่ในหัวกำลังคิดถึงเรื่องราวหลังจากนี้ ว่าตนที่สมควรตายไปแล้วจะดำเนินไปในทางไหนต่อดี บางทีคำตอบของนางอาจจะมาจากชายหนุ่มตรงหน้า
“องค์รัชทายาทเพคะ”
“มีอันใด?”
“องค์รัชทายาทอภิเษกกับหม่อมฉัน เพราะต้องการอำนาจจากท่านพ่อของหม่อมฉันหรือเพคะ?”
“แน่นอน ว่าสิ่งที่พระชายาคิดคือความจริง อัครมหาเสนาบดีมีอำนาจกว่าฝ่าบาท จนเราคิดว่าราชวงศ์ของเราเป็นเพียงสามัญชาด้วยซ้ำ”
องค์รัชทายาทเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเตียง ยกมือขึ้นเท้าคาง “พ่อของเจ้าดูแข็งแกร่งกว่าเสด็จพ่อของเราเสียอีก การจะควบคุมอำนาจได้เราต้องมีอำนาจอยู่ในกำมือถึงจะกำจัดพวกกบฏไปได้ โลกของการเมืองก็เป็นเช่นนี้”
‘อา...หลี่หลิ่งฟาง เจ้านี่ช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่มาหลงรักผู้ชายคนนี้’
หลี่หลิ่งฟางเข้าใจแล้วว่า ตัวละครที่อ่อนแอโง่เขลาที่สุดไม่ใช่องค์รัชทายาท แต่กลับเป็นนางเอง
พรึบ
หลี่หลิ่งฟางลุกออกจากเตียงก่อนจะค้อมกาย “วันนี้หม่อมฉันรบกวนองค์รัชทายาทมานานแล้ว หม่อมฉันขอตัวทูลลาเพคะ”
พูดจบ หลี่หลิ่งฟางก็ขอตัวกลับตำหนักของตนเอง
เมื่อแผ่นหลังบางเดินลับสายตาไป ดวงตาคมกริบกลับสั่นไหวพร้อมริมฝีปากที่กำลังสั่น องค์รัชทายาทกัดริมฝีปากของตนกลืนก้องสะอึกลงไปในลำคอ
“ขอโทษด้วยพระชายา เรามิสามารถบอกความจริงกับเจ้าได้”
-----
หลี่หลิ่งฟางกลับมาที่ตำหนักของตนในสภาพที่ไร้สติ ในหัวของนางเต็มไปด้วยความขาวโพลน ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ บนตั่งริมหน้าต่าง
อันฉีที่เป็นห่วงเจ้านายของตน นางจึงไปหาของว่างมาให่เจ้านายของตนเสวย
“พระชายาเพคะ เสวยขนมนี่สิเพคะ พระชายาจะได้อารมณ์ดี”
“อืม”
อันฉีมองดูพระชายาเสวยขนมทีละคำ ทีละคำ ดูเอื่อยเฉื่อยจนนางเป็ณกังวล
“พระชายาเพคะ พระองค์มีเรื่องไม่สบายพระทัยหรือเปล่าเพคะ?”
หลี่หลิ่งฟางเบนหน้ามาสบตากับอันฉีก่อนจะตรัสขึ้นว่า “ข้ารู้สึกว่าตัวข้านั้นอ่อนแอและโง่เขลานัก”
“เหตุใดพระชายาถึงตรัสเช่นนั้นเพคะ?”
“เพราะว่ามันคือความจริงยังไงล่ะ”
อันฉีไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นระหว่างพระชายากับองค์รัชทายาทหรือเปล่า นางไม่อยากให้พระชายารู้สึกเช่นนี้เลย
“พระชายาเพคะ คนเราเกิดมามีมุมอ่อนแอและโง่เขลกันทั้งนั้น มิได้มีคนที่ฉลาดหลักแหลมและแข็งแกร่งเสมอไปเพคะ วันนี้พระชายาอ่อนแอ แต่มันยังมีวันหน้าอยู่นะเพคะ! พระชายาที่หม่อมฉันรู้จักในตอนนี้แข็งแกร่งที่สุดแล้วเพคะ!”
หลี่หลิ่งฟางดวงตาเป็นประกายแวววับขึ้นมา ราวกับมีแสงสว่างมาฉุดให้นางออกจากความคิดไร้สาระพวกนั้น
ใช่
หลี่หลิ่งฟางคนเก่านั้นอ่อนแอและโง่เขลาในเรื่องความรัก แต่ทว่าหลี่หลิ่งฟางที่มีข้าที่เป็นนักฆ่านั้นแข็งแกร่งและฉลาดกว่า จะให้มาจมปลักอยู่ในความคิดพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน!
“อันฉี ข้าขอบใจเจ้ามากที่ดึงสติข้าให้กลับมา!”
“มิเป็นไรเพคะ อย่างไรหม่อมฉันก็เป็นนางกำนัลของพระชายาอยู่แล้วเพคะ”
หลี่หลิ่งฟางยกยิ้ม “อันฉี เจ้ามิใช่นางกำนัลของข้าเพียงอย่างเดียว เจ้าคือสหายของข้าด้วย! จำเอาไว้ห้ามลืมเด็ดขาด”
อันฉียิ้มกว้าง “เพคะ!”
หลี่หลิ่งฟางเบนหน้ากลับไปจ้องมองนอกหน้าต่าง 'ในกระดานหมากนี้ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด'
*****
เมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”“หลี่หลิ่งฟาง!”หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดีและนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับเมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ“พระชายาเพคะ...”หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเร
บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำขณะที่มู่จงชิงกำล
หลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่มแต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”“นั่นสิเพคะ”“พระชายา...”หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน
ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทนระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เ
หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรียิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดาหลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัวหลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหูหวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น“ตายจริง หม่อมฉ







