LOGINหลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรี
ยิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น
“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”
ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดา
หลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล
“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”
ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน
“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัว
หลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหู
หวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น
“ตายจริง หม่อมฉันมิได้สั่งให้พระองค์ขยับได้ตามใจชอบนะเพคะ”
หมับ!
“อึก!”
หวังจิ้งเสวียนถูกมือเรียวจิกผมให้กลับมาที่ตำแหน่งเดิม เขากัดฟันกรอดเพื่อข่มอารมณ์ความโกรธและความเจ็บปวดเอาไว้
หลี่หลิ่งฟางมองต่ำด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ไม่นานบริเวณหน้าท้องของชายหนุ่มก็ถูกกำปั้นทุบเข้าไปหนึ่งทีเต็มแรง
ผัวะ!
“อ้าก!”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนเสียงร้องเจ็บปวด หลี่หลิ่งฟางลุกออกจากตัวของหวังจิ้งเสวียนจัดแต่งอาภรณ์ของตน
สายตาที่เอ่อคลอหยาดน้ำตาจ้องเขม็งที่แผ่นหลังบางด้วยความโกรธ หวังจิ้งเสวียนฝืนกายที่เจ็บปวดดึงกระชากร่างของหญิงสาวมาที่เตียง
พรึบ! ชิ้ง!
สภาพในตอนนี้ระหว่างทั้งสองไม่ต่างจากศัตรูที่กำลังหันอาวุธเข้าหากัน หวังจิ้งเสวียนที่คร่อมร่างของหญิงสาวกดคอของนางด้วยมือซ้าย และมือขวาถือมีดสั้นจ่อที่อกซ้ายของนาง
ส่วนหลี่หลิ่งฟางที่ถูกร่างของชายหนุ่มคร่อม มือซ้ายของนางจับที่ข้อมือของชายหนุ่มเอาไว้ โดยที่มือขวากำปิ่นปักผมทองจ่อที่ศีรษะของเขา
“อันใดกัน องค์รัชทายาทผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตากลับกล้าถือมีดจ่ออกซ้ายของพระชายาตนเองได้ ที่แท้ยาพิษที่วางตนเองก็คงใจกล้าไม่เบาสินะ”
“เจ้าคิดว่าเราเมตตาต่อเจ้างั้นหรือ? น่าขัน เราวางยาพิษร่างกายตนเองนี่ มิได้เดือดร้อนเจ้าเสียหน่อย”
หลี่หลิ่งฟางบีบข้อมือของชายหนุ่มด้วยความโกรธ นางกัดฟันพูดสายจ้องเขม็งไปที่ดวงตาคู่นั้น “ตรัสอีกทีสิเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนยิ้มเยาะ “พระชายา เจ้าคิดหรือว่าเราโง่เขลาจนถึงขั้นวางยาพิษตนเอง? หากมิใช่ร่างกายของเรากำเริบจากยาพิษในร่าง เจ้าก็คงยังมีชีวิตที่ดีในตำหนักเฟิ่งอี๋”
“พระองค์จะตรัสว่าทั้งหมดมิใช่ฝีมือของพระองค์หรือเพคะ?”
“พระชายาฉลาดหลักแหลม ไม่ลองคิดไตร่ตรองเองเล่า”
หลี่หลิ่งฟางไม่เคยคิดว่าจะเจอตัวละครประเภทแบบนี้มาก่อน ที่เบื้องหน้าโง่เขลาอ่อนแอ ทว่าเนื้อแท้ร้ายกว่าตัวละครหลักเสียด้วยซ้ำ
ปลายคมมีดไล้จากอกซ้ายมาที่หน้าท้องเบนราบ สายตาของหวังจิ้งเสวียนไล่มองเรือนร่างใต้ร่างเรียบนิ่ง “เจ้าคงรู้ว่าเรามีศัตรูมากมายที่คอยใช้ผลประโยชน์จากเรา การจะทำให้คนพรรค์นั้นยื่นศีรษะออกมาได้ เราต้องแกล้งอ่อนแอกว่ามิใช่หรือ?”
หลี่หลิ่งฟางคิดว่าบางทีตัวละครที่รับมือยากที่สุดไม่ใช่พวกตัวละครหลัก แต่กลับเป็นตัวประกอบที่มีอำนาจเสียมากกว่า และดันโชคร้ายที่ตนตายก่อนจะอ่านนิยายเรื่องนี้จบ บางทีเรื่องราวทั้งหมดนี้อาจจะตกอยู่ในกำมือขององค์รัชทายาทมาตั้งนานแล้ว
หวังจิ้งเสวียนเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไป ราวกับกำลังจมอยู่ในความคิด เขาจึงปล่อยให้นางเป็นอิสระ
“พระชายาเป็นคนฉลาดกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ แน่นอนว่ากระดานหมากนี้เรามิได้เอาตัวเจ้าไปวางอยู่บนกระดาน ฉะนั้นอย่าได้เข้ามาขวางทางเราเด็ดขาด”
สายตาที่จ้องมองมาสื่อถึงความจริง องค์รัชทายาทที่ทุกคนเห็นว่าอ่อนแอ โง่เขลา แท้จริงแล้วเป็นตัวละครลับที่ซุกซ่อนอยู่ในที่มืด ที่ไม่มีนักอ่านคนไหนสามารถคาดเดาได้
หลี่หลิ่งฟางลุกนั่งบนเตียงจัดอาภรณ์ของตนเองให้เรียบร้อย โดยที่ในหัวกำลังคิดถึงเรื่องราวหลังจากนี้ ว่าตนที่สมควรตายไปแล้วจะดำเนินไปในทางไหนต่อดี บางทีคำตอบของนางอาจจะมาจากชายหนุ่มตรงหน้า
“องค์รัชทายาทเพคะ”
“มีอันใด?”
“องค์รัชทายาทอภิเษกกับหม่อมฉัน เพราะต้องการอำนาจจากท่านพ่อของหม่อมฉันหรือเพคะ?”
“แน่นอน ว่าสิ่งที่พระชายาคิดคือความจริง อัครมหาเสนาบดีมีอำนาจกว่าฝ่าบาท จนเราคิดว่าราชวงศ์ของเราเป็นเพียงสามัญชาด้วยซ้ำ”
องค์รัชทายาทเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเตียง ยกมือขึ้นเท้าคาง “พ่อของเจ้าดูแข็งแกร่งกว่าเสด็จพ่อของเราเสียอีก การจะควบคุมอำนาจได้เราต้องมีอำนาจอยู่ในกำมือถึงจะกำจัดพวกกบฏไปได้ โลกของการเมืองก็เป็นเช่นนี้”
‘อา...หลี่หลิ่งฟาง เจ้านี่ช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่มาหลงรักผู้ชายคนนี้’
หลี่หลิ่งฟางเข้าใจแล้วว่า ตัวละครที่อ่อนแอโง่เขลาที่สุดไม่ใช่องค์รัชทายาท แต่กลับเป็นนางเอง
พรึบ
หลี่หลิ่งฟางลุกออกจากเตียงก่อนจะค้อมกาย “วันนี้หม่อมฉันรบกวนองค์รัชทายาทมานานแล้ว หม่อมฉันขอตัวทูลลาเพคะ”
พูดจบ หลี่หลิ่งฟางก็ขอตัวกลับตำหนักของตนเอง
เมื่อแผ่นหลังบางเดินลับสายตาไป ดวงตาคมกริบกลับสั่นไหวพร้อมริมฝีปากที่กำลังสั่น องค์รัชทายาทกัดริมฝีปากของตนกลืนก้องสะอึกลงไปในลำคอ
“ขอโทษด้วยพระชายา เรามิสามารถบอกความจริงกับเจ้าได้”
-----
หลี่หลิ่งฟางกลับมาที่ตำหนักของตนในสภาพที่ไร้สติ ในหัวของนางเต็มไปด้วยความขาวโพลน ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ บนตั่งริมหน้าต่าง
อันฉีที่เป็นห่วงเจ้านายของตน นางจึงไปหาของว่างมาให่เจ้านายของตนเสวย
“พระชายาเพคะ เสวยขนมนี่สิเพคะ พระชายาจะได้อารมณ์ดี”
“อืม”
อันฉีมองดูพระชายาเสวยขนมทีละคำ ทีละคำ ดูเอื่อยเฉื่อยจนนางเป็ณกังวล
“พระชายาเพคะ พระองค์มีเรื่องไม่สบายพระทัยหรือเปล่าเพคะ?”
หลี่หลิ่งฟางเบนหน้ามาสบตากับอันฉีก่อนจะตรัสขึ้นว่า “ข้ารู้สึกว่าตัวข้านั้นอ่อนแอและโง่เขลานัก”
“เหตุใดพระชายาถึงตรัสเช่นนั้นเพคะ?”
“เพราะว่ามันคือความจริงยังไงล่ะ”
อันฉีไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นระหว่างพระชายากับองค์รัชทายาทหรือเปล่า นางไม่อยากให้พระชายารู้สึกเช่นนี้เลย
“พระชายาเพคะ คนเราเกิดมามีมุมอ่อนแอและโง่เขลกันทั้งนั้น มิได้มีคนที่ฉลาดหลักแหลมและแข็งแกร่งเสมอไปเพคะ วันนี้พระชายาอ่อนแอ แต่มันยังมีวันหน้าอยู่นะเพคะ! พระชายาที่หม่อมฉันรู้จักในตอนนี้แข็งแกร่งที่สุดแล้วเพคะ!”
หลี่หลิ่งฟางดวงตาเป็นประกายแวววับขึ้นมา ราวกับมีแสงสว่างมาฉุดให้นางออกจากความคิดไร้สาระพวกนั้น
ใช่
หลี่หลิ่งฟางคนเก่านั้นอ่อนแอและโง่เขลาในเรื่องความรัก แต่ทว่าหลี่หลิ่งฟางที่มีข้าที่เป็นนักฆ่านั้นแข็งแกร่งและฉลาดกว่า จะให้มาจมปลักอยู่ในความคิดพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน!
“อันฉี ข้าขอบใจเจ้ามากที่ดึงสติข้าให้กลับมา!”
“มิเป็นไรเพคะ อย่างไรหม่อมฉันก็เป็นนางกำนัลของพระชายาอยู่แล้วเพคะ”
หลี่หลิ่งฟางยกยิ้ม “อันฉี เจ้ามิใช่นางกำนัลของข้าเพียงอย่างเดียว เจ้าคือสหายของข้าด้วย! จำเอาไว้ห้ามลืมเด็ดขาด”
อันฉียิ้มกว้าง “เพคะ!”
หลี่หลิ่งฟางเบนหน้ากลับไปจ้องมองนอกหน้าต่าง 'ในกระดานหมากนี้ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด'
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







