LOGINทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้
ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”
“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”
“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ
“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย
“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”
ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ
“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้าจะนั่งตรงนี้!”
“คุณหนูเจ้าคะ พอดีที่ตรงนี้เป็นที่นั่งสำหรับแขกคนสำคัญเจ้าค่ะ”
“ก็ให้แขกนั่นไปนั่งที่อื่นสิ! เหตุใดจะต้องมานั่งข้างองค์รัชทายาทด้วย ข้าต้องการจะนั่งตรงนี้!”
“คุณหนูเจ้าคะ...”
ฮูหยินถงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ปล่อยนางไปเถิด เจ้าพูดยังไงนางก็มิฟังหรอก”
คุณหนูใหญ่ส่ายหน้าเบา ๆ อย่างอ่อนใจกับความดื้อรั้นของน้องสาว
“แต่ว่าฮูหยินเจ้าคะ มามาสั่งกำชับบ่าวมาว่า...”
“เอ๊ะ! เป็นแค่บ่าวริอาจเถียงกับเจ้านายอย่างงั้นหรือ?!”
“บ่าวมิกล้า แต่ว่า...”
“ทำไมเสียงดังเอะอะวุ่นวายราวกับตลาดสดเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร!”
ทุกคนในศาลาต่างสะดุ้งตกใจเมื่อสุรเสียงทุ้มต่ำตะคอกมาจากนอกศาลา บ่าวรับใช้ต่างรีบถอยหลบเข้ามุม ชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยใบหน้าทะมึน
“เหยาเอ๋อร์ เหตุใดจึงยังมิลุกเปลี่ยนที่นั่งอีก?”
“ท่านพ่อ ลูกบอกกับท่านพ่อไปแล้วว่าลูกอยากจะนั่งข้างองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ”
“เหยาเอ๋อร์! พ่อเลี้ยงเจ้ามาจนเสียคนแล้วหรืออย่างไร ลุกเดี๋ยวนี้!”
“ท่านพ่อ!”
คุณหนูใหญ่รีบลุกขึ้นมายืนขวางกลางทั้งสอง “ท่านพ่อใจเย็นก่อนนะเจ้าคะ เหยาเอ๋อร์ยังเด็กนัก ปล่อยนางไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“เพราะเจ้าเอาแต่ตามใจน้องมิเลิก น้องเจ้าถึงได้เสียคนเช่นนี้!”
“ท่านพ่อ!” คุณหนูรองขึ้นเสียงแย้งบิดา
ขณะเดียวกัน ทางด้านหลี่หลิ่งฟางที่กำลังยืนดูละครคุณธรรมของครอบครัวผู้ดีมีฐานะก็อดรู้สึกขันไม่ได้
‘ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมนางถึงเอาแต่ใจ’ หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจเบา ๆ พลางยิ้มขบขันในใจ ‘เพราะคุณหนูรองตกหลุมรักองค์รัชทายาทเต็มเปาน่ะสิ’
หวังจิ้งเสวียนที่ยืนอยู่ข้างกายจับสังเกตได้ถึงความผิดปกติบนสีหน้าของนาง เขาจึงตรัสถามด้วยความสงสัย
“พระชายาเจ้ารู้สึกอึดอัดหรือ? ที่ต้องมาเจอกับสถานการ์เช่นนี้”
“เปล่าเพคะ” หลี่หลิ่งฟางส่ายหน้าเบา ๆ “หม่อมฉันรู้ว่าทำไมคุณหนูรองถึงเอาแต่ใจนัก”
“ทำไมงั้นหรือ?”
“ก็เพราะนางตกหลุมรักพระองค์น่ะสิเพคะ” หลี่หลิ่งฟางตอบเรียบก่อนจะยิ้มกริ่ม “สตรีเมื่อมีใจรักก็มักอยากอยู่ใกล้กับผู้ที่ตนหลงใหล บุรุษก็มิต่างกันหรอกเพคะ”
“อ้อ...พระชายาหึงหวงเราใช่หรือไม่?”
หลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นกุมขมับ “องค์รัชทายาท บางทีพระองค์ก็หลงตนเองเหมือนกันนะเพคะ”
“ฮ่าๆๆ พระชายาพูดซะเรารู้สึกเจ็บปวดใจเลย”
ไม่นานนักเจ้าตระกูลถงเดินออกมาจากศาลา
“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่ทำให้ทั้งสองพระองค์ยืนคอย เสด็จตามกระหม่อมมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางเดินตามหลังองค์รัชทายาทเข้าไปในศาลา ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาเสียงของคุณหนูรองก็ดังขึ้น
“องค์รัชทายาทเสด็จมาถึงแล้วหรือเพคะ! ที่ประทับของพระองค์อยู่ตรงนี้เพคะ!”
หลี่หลิ่งฟางเห็นคุณหนูรองยกยิ้มกว้างต้อนรับองค์รัชทายาทด้วยดวงตาเปล่งประกาย นางคงคิดว่าตนจะได้นั่งเคียงข้างองค์รัชทายาทในฝัน
หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
“พระชายา เหตุใดเจ้ามิเดินตามเรามาเล่า มานั่งตรงนี้ข้าง ๆ เราสิ”
หลี่หลิ่งฟางมองจ้องไปที่คุณหนูรองที่มีใบหน้าเผือดสี ร่างแข็งค้างเหมือนถูกสาป และไม่ใช่เพียงแค่นางเท่านั้น เหล่าแขกเหรื่อคนอื่น ๆ ก็ล้วนแสดงสีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน
หลี่หลิ่งฟางยิ้มบางเดินไปประทับนั่งลงเคียงข้างองค์รัชทายาท บ่าวรับใช้รีบเดินยกชาราคาแพงมารินลงจอกตรงหน้าด้วยความเร่งรีบ
“พวกเจ้านั่งลงเถิด”
เสียงตรัสขององค์รัชทายาทเรียกสติของทุกคน พวกเขาทยอยนั่งลงกับที่ของตนเอง คุณหนูรองนั่งลงใกล้กับหลี่หลิ่งฟางทางด้านขวามือ นางเอาแต่พึมพำจนคุณหนูใหญ่ต้องห้ามปราม
“มาเถิด เลยเวลางานเลี้ยงน้ำชามามากแล้ว” เจ้าตระกูลถงยกจอกชากล่าวทักทายแขกเหรื่อในงาน
งานเลี้ยงน้ำชาจึงเริ่มขึ้นตามกำหนด อาหารเลิศรสมากมายบนโต๊ะเรียกต่อมน้ำลายของหลี่หลิ่งฟางเป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนนางจะยังทานไม่ได้ ถ้าไม่ได้ตรวจสอบพิษก่อน
“องค์รัชทายาทเพคะ เราจะมิตรวจสอบพิษก่อนหรือเพคะ” หลี่หลิ่งฟางทูลถาม เพราะเห็นว่าชายหนุ่มคีบอาหารเข้าปากไปคำหนึ่งแล้ว
“อาหารที่นี่ปลอดภัยทุกอย่าง เจ้าสามารถเสวยได้เลยพระชายา”
‘แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะ เจ้าลูกเจี๊ยบนี่! เอ๊ะ? ข้ายังเรียกเจ้านี่เป็นลูกเจี๊ยบได้อีกเหรอ’
นางบ่นในใจก่อนจะคีบหมูสามชั้นเข้าปาก รสชาติอาหารกลมกล่อมอร่อยจนน้ำตาแทบไหล หลี่หลิ่งฟางเห็นว่าหมูสามชั้นอร่อยเลยคีบใส่ถ้วยข้าวขององค์รัชทายาท
“อร่อยมากเลยเพคะ! พระองค์ลองชิมหมูสามชั้นดูบ้างสิเพคะ!”
หวังจิ้งเสวียนเห็นดวงตาเปล่งประกายก็รีบคีบหมูสามชั้นเข้าปากทันที
“จริงด้วย!”
ทั้งสองผลัดกันชิมอาหารอย่างสนิทสนม ราวกับลืมไปว่าตนกำลังอยู่ท่ามกลางสายตาของแขกนับสิบ หลี่หลิ่งฟางคีบข้าวเข้าปากเคี้ยวแก้มตุ่ย
ขณะที่สายพระเนตรขององค์รัชทายาททอดมองพระชายา ซึ่งทำให้ทุกคนในศาลาต่างประหลาดใจ สายพระเนตรที่อ่อนโยนลึกซึ้งราวกับมีเพียงแค่นางที่อยู่ในสายพระเนตรเท่านั้น
หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุมปากพลางคิดในใจ ‘เจ้าเป็นกระรอกงั้นหรือ ถึงได้เอาอาหารไปเก็บที่กระพุ้งแก้มมากมายเช่นนี้’
ฝ่ามือหนายื่นนิ้วไปจิ้มที่แก้มนุ่มนิ่มนั้น จนทำให้หญิงสาวหันมาขู่ใส่ที่รบกวนเวลากินของนาง หวังจิ้งเสวียนถึงกลับหัวเราะในลำคอ
เหล่าคุณหนูแต่ละตระกูลต่างหันหน้าซุบซิบกัน
“ไหนเจ้าบอกว่าองค์รัชทายาทกับพระชายามิลงรอยกันไง ที่ข้าเห็นอยู่นี่คืออันใด?”
“ก็ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาแตกหักกันเรื่องเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ ถึงแม้จะมีราชโองการออกมาว่าเป็นการเข้าใจผิด ยังไงองค์รัชทายาทก็สนพระทัยแม่นางเยว่หลินมากกว่ามิใช่หรือ?”
หลี่หลิ่งฟางนั่งเคี้ยวข้าวเงียบ ๆ โดยไม่ได้แสดงสีหน้าออกไปว่าตนนั้นได้ยินทุกถ้อยคำ
ทันใดนั้นบ่าวรับใช้คนหนึ่งวิ่งตะลีตะลานเข้ามาในศาลา รีบคุกเข่าคานเข้าไปหาเจ้าตระกูล
“นายท่านขอรับ นายท่านรีบไปที่เรือนรับรองก่อนเถิดขอรับ ใต้เท้ามู่และฮูหยินมู่มาหาขอรับ”
เจ้าตระกูลถงรีบหันไปหาฮูหยิน “ฮูหยินพวกเราต้องรีบไปพบใต้เท้ามู่กับฮูหยินมู่แล้วล่ะ”
“เจ้าค่ะ”
เจ้าตระกูลถงหันมากราบทูลให้องค์รัชทายาททราบพร้อมบอกกล่าวกับบุตรีของตนให้ต้อนรับแขกให้ดี
เมื่อทั้งสองออกจากศาลาไปบรรยากาศก็สงบลง หลี่หลิ่งฟางละมือออกจากอาหาร แม้เพิ่งจะทานไปเพียงเล็กน้อย แต่นางยังรู้สึกอิ่มและไม่ใช่เวลาอาหารของนางอยู่ดี เพื่อไม่ให้เสียมารยาทต่อเจ้าภาพจึงทานเท่าที่ทานได้
และดูเหมือนองค์รัชทายาทก็เช่นกัน เขาวางตะเกียบลงทันทีที่คีบข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก
บ่าวรับใช้ต่างเก็บถ้วยชามขององค์รัชทายาทและพระชายา ก่อนจะรินชาและถวายของว่างแทน
ฟู่วว
หลี่หลิ่งฟางเป่าไอร้อนในจอกชาก่อนจะยกขึ้นจิบ อากัปกิริยาที่หญิงสาวแสดงออกมาดุจกุลสตรีสูงส่ง ความอ่อนช้อยงดงามสะกดสายตาให้บุรุษมากมายไม่อาจละสายตาได้
หวังจิ้งเสวียนเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
ตุบ
จอกชาวางลงบนโต๊ะก่อนที่ดวงหน้างามจะหันไปมองพระพักตร์ขององค์รัชทายาท
“องค์รัชทายาท ทรงมีสิ่งใดอยากจะตรัสกับหม่อมฉันหรือเปล่าเพคะ?”
เพราะเสียงเรียกทำให้หวังจิ้งเสวียนสะดุ้งเล็กน้อย พวงแก้มทั้งสองขึ้นสีจาง ๆ แต่หลังใบหูกลับแดงก่ำเหมือนมะเขือเทศต้มสุก
“เปล่าหรอก เราแค่มองพระชายาของเราเท่านั้น...มองมิได้หรือ?” หวังจิ้งเสวียนเอียงคอมอง
“หามิได้เพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มมุมปาก
การกระทำที่เหมือนบุปผาแรกแย้มชวนให้ผู้คนในศาลาต่างอิจฉา
“จริงสิ เรายังมิได้แนะนำตัวเจ้าให้พวกเขารู้จักเลย”
หลี่หลิ่งฟางกะพริบตาปริบ ๆ ไม่เข้าใจที่องค์รัชทายาทตรัสมา
หวังจิ้งเสวียนจับไหล่ทั้งสองข้างของหญิงสาว ก่อนจะจับหันไปทางแขกเหรื่อมากมายในศาลา
“พวกเจ้าคงเพิ่งจะเคยได้พบกับนางเป็นครั้งแรก เราจะแนะนำให้พวกเจ้ารู้จัก นี่หลี่หลิ่งฟางบุตรีของอัครมหาเสนาบดี และนางคือพระชายาของเรา ฝากพวกเจ้าเป็นมิตรสหายที่ดีต่อนางด้วย”
หลี่หลิ่งฟางเอี้ยวตัวมามองชายหนุ่มที่ยิ้มแก้มปริ พอหันกลับมาเหล่าแขกมากมายต่างมีสีหน้าตกตะลึง บ้างก็ดวงตาเปล่งประกาย บ้างก็ทำเหมือนเจอเรื่องสนุกสนาน
หลี่หลิ่งฟางได้แต่ยิ้มแห้งอย่างจนใจ ‘เหมือนแนะนำแฟนคนแรกให้เพื่อน ๆ รู้จักเลยแฮะ เจ้าลูกเจี๊ยบคงเป็นเด็กน้อยในกลุ่มล่ะมั้งนะ เอาเถอะมิตรสหายของเจ้าลูกเจี๊ยบทั้งที ถึงพวกเขาจะไม่รู้ว่าหมอนี่เป็นหมาป่าหุ้มหนังลูกเจี๊ยบก็ตาม’ หลี่หลิ่งฟางคิดในใจ
“ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนเช่นกัน หลังจากนี้เราขอฝากตัวกับพวกเจ้าด้วย”
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







