로그인เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง
“หาว...”
“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน
“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตน
กระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”
“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่
หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทน
ระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท
“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”
“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เรื่องอันตรายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มันจะดีกว่าถ้าเราไม่มีขันทีข้างกาย อย่างน้อยก็ไม่มีผู้ใดต้องเจ็บตัวแทนเรา”
หลี่หลิ่งฟางลืมตาข้างเดียวมองพระพักตร์องค์รัชทายาท โดยไม่ได้ตรัสถามอันใดอีก
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามรถม้าได้ขับเคลื่อนมาจอดลงหน้าจวนตระกูลถง
ชิงหลานลงจากที่บังคับบังเหียนมายกบันไดไม้วางให้กับผู้เป็นนาย
องค์รัชทายาทเดินออกจากตัวรถม้าสวมอาภรณ์เรียบง่าย แต่ยังคงเคล้าความสง่างามตามแบบฉบับองค์รัชทายาทของวังหลวง โดยด้านหลังของเขามีหญิงสาวหน้าตาสละสลวยเดินตามหลังลงมา นางสวมอาภรณ์สบาย ๆ เรียบง่าย แต่ขลับให้นางดูงดงามดุจดอกบัวขาว
“ที่นี่คือจวนตระกูลถง หวังว่างานเลี้ยงน้ำชาจะมิทำให้เจ้ารู้สึกอึดอัดนะพระชายา”
น้ำเสียงสั่นเครือพระพักตร์วิตกกังวลขององค์รัชทายาททำให้หลี่หลิ่งฟางต้องลอบถอนหายใจ
‘ช่างเป็นการแสดงที่ดีเยี่ยมจริง ๆ’
“พระองค์คิดว่าหม่อมฉันมิรู้ความหรือเพคะ เรื่องการพบปะผู้คนหม่อมฉันก็เคยเข้าร่วมมาแล้ว ก่อนหน้าที่หม่อมฉันจะมาเป็นพระชายาของพระองค์เสียอีก”
องค์รัชทายาทหัวเราะแห้ง “เราคงกังวลเกินไปสินะ”
“หม่อมฉันมิได้ว่าพระองค์เสียหน่อย พระองค์จะรู้สึกกังวลแทนหม่อมฉันมิแปลกอันใด ก็พระองค์เป็นพระสวามีของหม่อมฉันนี่เพคะ”
“...”
หลี่หลิ่งฟางเห็นว่าอีกฝ่ายไม่โต้ตอบกลับมาทำให้เกิดกังวล แต่พอหันกลับไปมองบนพระพักตร์ของชายหนุ่มกลับยกยิ้มให้นางอยู่ เขายืนฟังที่พระชายาของตนกำลังตรัสให้ฟังอย่างเงียบสงบ
“อย่าทรงกังวลพระทัยไปเลยเพคะ หากหม่อมฉันรู้สึกเช่นนั้น พระองค์ก็แค่อยู่เคียงข้างหม่อมฉันก็พอแล้วเพคะ” หลี่หลิ่งฟางจิ้มปลายจมูกของชายหนุ่มแผ่วเบา เรียกเสียงขบขันจากชายหนุ่มได้
“เราจะอยู่เคียงข้างเจ้าเองพระชายา” องค์รัชทายาทยกยิ้มมุมปาก เดินนำหญิงสาวเข้าจวนตระกูลถง
หลี่หลิ่งฟางที่มองตามแผ่นหลังตรงหน้า ในใจของนางคิดว่าถ้าตนไม่รู้เรื่องของตัวละครนี้ตั้งแต่แรก ยามเผชิญหน้าก็คงไม่รู้สึกอึดอัดแบบนี้หรอก นางคิดผิดที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับองค์รัชทายาทมากเกินไป
‘สงสัยข้าคงต้องถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวแล้ว ชีวิตของข้ามันแขวนอยู่บนเส้นดาย หากองค์รัชทายาทรู้ว่าข้าไม่ใช่พระชายาผู้อ่อนน้อม แต่เป็นนักฆ่าขึ้นมาคงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่’
ทั้งสองเดินมาเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอเข้ากับชายสูงอายุคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาทางพวกเขา
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติที่วันนี้องค์รัชทายาทเสด็จมาเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาของกระหม่อม”
หลี่หลิ่งฟางจ้องมองชายสูงอายุกราบทูลระรัว ประหนึ่งกลัวว่าจะมีใครแย่งพูดเสียอย่างนั้น
พอลองนึกหลี่หลิ่งฟางก็พอจำได้คร่าว ๆ ว่างานเลี้ยงน้ำชาตระกูลถงคืองานเลี้ยงที่รวมเหล่าตัวเอกของเรื่องเลยนี่นา
‘งานนี้บันเทิงละ’
หลี่หลิ่งฟางเอาแต่นึกถึงนิสัยพวกตัวละครหลักจนไม่ได้ยินเสียงเรียกของชายหนุ่มข้างกาย หลี่หลิ่งฟางรู้สึกตัวอีกทีตอนเห็นพระพักตร์วิตกกังวลของหวังจิ้งเสวียน
“ฟางเอ๋อร์!”
“...”
หลี่หลิ่งฟางกะพริบตาปริบ ๆ เอียงศีรษะมองด้วยความสงสัย
“เจ้าเป็นอันใดไป เจ้าประชวรหรือ ถึงได้ยืนเหม่อลอยไร้สติเช่นนี้”
น้ำเสียงสั่นเครือแววตาเศร้าหมองทำให้หลี่หลิ่งฟางรู้สึกผิดในใจขึ้นมา
“ทรงกังวลมากเลยสินะเพคะ หม่อมฉันขอประทานอภัยที่ทำให้พระองค์กังวล”
เพราะสิ่งที่หลี่หลิ่งฟางเห็นกลับไม่ใช่การแสดง แต่องค์รัชทายาทเป็นห่วงตนจริง ๆ
“อย่าเป็นเช่นนี้อีกเลย เจ้ามิรู้ว่าเราหวาดกลัวขนาดไหน ร่างกายของเจ้า...”
หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมา “เรื่องยาพิษนั้นไม่มีตกค้างแล้วเพคะ”
‘เพราะก่อนหน้านี้ข้าได้ถอนยาพิษออกจากร่างไปหมดแล้ว นักฆ่าเช่นข้าไม่ปล่อยให้ร่างของตนเองเป็นอะไรไปหรอก ข้ายังต้องจับคนที่วางยาพิษหลี่หลิ่งฟางให้ได้’
พระพักตร์ของหวังจิ้งเสวียนตกตะลึงไปชั่วขณะ ชายหนุ่มสะบัดหน้าตรัสถามน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าแน่พระทัยหรือ หมอหลวงบอกว่าร่างกายเจ้าไม่มีพิษหลงเหลือแล้วใช่หรือไม่?”
“เพคะ”
หมอหลวงนี่แหละคือคนที่นางสงสัยเป็นคนแรก ก่อนหน้าบอกไม่มีพิษในร่าง แต่พออาการของข้ากำเริบในตำหนักเย็นกลับบอกมีสารพิษในร่าง ถ้านางตายในตำหนักเย็นก็คงไม่มีใครล่วงรู้ เผลอ ๆ บางทีอาจจะโยนความผิดให้อันฉี ที่ตอนนั้นนางยังคงเป็นนางกำนัลห้องเครื่อง
หวังจิ้งเสวียนเห็นว่าหญิงสาวกำลังยืนคิดเรื่องอื่นอีกแล้ว เขาจำต้องเดินเข้าไปสวมกอดนาง “เรารู้สึกดีพระทัยกว่าเรื่องไหน ๆ ที่เราได้รับข่าวมาเลย”
หลี่หลิ่งฟางสวมหัวเราะในลำคอสวมกอดองค์รัชทายาทกลับ “หม่อมฉันเคยทูลไปแล้วว่าหม่อมฉันจะอยู่เคียงข้างพระองค์”
ทั้งสองยืนกอดกันกลมจนลืมว่าพวกเขายังยืนอยู่ใกล้หน้าประตูจวน เจ้าตระกูลถงจำต้องกราบทูลขัดขึ้น
“องค์รัชทายาท ตอนนี้ถึงเวลางานเลี้ยงแล้วพระองค์รีบเสด็จเข้าไปด้านในเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หวังจิ้งเสวียนผละอ้อมกอดออก บนพระพักตร์แดงก่ำเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาหัดมีความรักครั้งแรก
ภาพตรงหน้าเรียกรอยยิ้มจากเจ้าตระกูลถงได้เป็นอย่างดี
“กระหม่อมยังมิได้แนะนำตัว...”
หลี่หลิ่งฟางหันไปมองเจ้าตระกูลถงที่หันหน้ามาทางตน
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะพระชายา กระหม่อมถงเจี๋ยซวง เจ้าตระกูลถงในปัจจุบัน กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติที่พบพระองค์ในวันนี้พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางคิดว่าตนจะต้องเริ่มมีบทบาทในเนื้อเรื่องนี้ได้แล้ว นางจึงเดินเยื้องหันไปทางเจ้าตระกูลถง
“ยินดีที่ได้พบเจ้าตระกูลถงเช่นกัน เราหวังว่าการมาของเราจะมิทำให้เจ้าตระกูลอึดอัดใจ”
“พระองค์ตรัสเช่นนั้นได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
“อย่าทรงกังวลไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ถ้าเช่นนั้นองค์รัชทายาทและพระชายาเสด็จตามกระหม่อมมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพาไปที่งานเลี้ยง”
ทั้งสองผงกศีรษะพร้อมกัน และเดินตามหลังเจ้าตระกูลถงไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงน้ำชาทันที
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







