LOGINเช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง
“หาว...”
“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน
“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตน
กระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”
“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่
หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทน
ระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท
“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”
“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เรื่องอันตรายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มันจะดีกว่าถ้าเราไม่มีขันทีข้างกาย อย่างน้อยก็ไม่มีผู้ใดต้องเจ็บตัวแทนเรา”
หลี่หลิ่งฟางลืมตาข้างเดียวมองพระพักตร์องค์รัชทายาท โดยไม่ได้ตรัสถามอันใดอีก
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามรถม้าได้ขับเคลื่อนมาจอดลงหน้าจวนตระกูลถง
ชิงหลานลงจากที่บังคับบังเหียนมายกบันไดไม้วางให้กับผู้เป็นนาย
องค์รัชทายาทเดินออกจากตัวรถม้าสวมอาภรณ์เรียบง่าย แต่ยังคงเคล้าความสง่างามตามแบบฉบับองค์รัชทายาทของวังหลวง โดยด้านหลังของเขามีหญิงสาวหน้าตาสละสลวยเดินตามหลังลงมา นางสวมอาภรณ์สบาย ๆ เรียบง่าย แต่ขลับให้นางดูงดงามดุจดอกบัวขาว
“ที่นี่คือจวนตระกูลถง หวังว่างานเลี้ยงน้ำชาจะมิทำให้เจ้ารู้สึกอึดอัดนะพระชายา”
น้ำเสียงสั่นเครือพระพักตร์วิตกกังวลขององค์รัชทายาททำให้หลี่หลิ่งฟางต้องลอบถอนหายใจ
‘ช่างเป็นการแสดงที่ดีเยี่ยมจริง ๆ’
“พระองค์คิดว่าหม่อมฉันมิรู้ความหรือเพคะ เรื่องการพบปะผู้คนหม่อมฉันก็เคยเข้าร่วมมาแล้ว ก่อนหน้าที่หม่อมฉันจะมาเป็นพระชายาของพระองค์เสียอีก”
องค์รัชทายาทหัวเราะแห้ง “เราคงกังวลเกินไปสินะ”
“หม่อมฉันมิได้ว่าพระองค์เสียหน่อย พระองค์จะรู้สึกกังวลแทนหม่อมฉันมิแปลกอันใด ก็พระองค์เป็นพระสวามีของหม่อมฉันนี่เพคะ”
“...”
หลี่หลิ่งฟางเห็นว่าอีกฝ่ายไม่โต้ตอบกลับมาทำให้เกิดกังวล แต่พอหันกลับไปมองบนพระพักตร์ของชายหนุ่มกลับยกยิ้มให้นางอยู่ เขายืนฟังที่พระชายาของตนกำลังตรัสให้ฟังอย่างเงียบสงบ
“อย่าทรงกังวลพระทัยไปเลยเพคะ หากหม่อมฉันรู้สึกเช่นนั้น พระองค์ก็แค่อยู่เคียงข้างหม่อมฉันก็พอแล้วเพคะ” หลี่หลิ่งฟางจิ้มปลายจมูกของชายหนุ่มแผ่วเบา เรียกเสียงขบขันจากชายหนุ่มได้
“เราจะอยู่เคียงข้างเจ้าเองพระชายา” องค์รัชทายาทยกยิ้มมุมปาก เดินนำหญิงสาวเข้าจวนตระกูลถง
หลี่หลิ่งฟางที่มองตามแผ่นหลังตรงหน้า ในใจของนางคิดว่าถ้าตนไม่รู้เรื่องของตัวละครนี้ตั้งแต่แรก ยามเผชิญหน้าก็คงไม่รู้สึกอึดอัดแบบนี้หรอก นางคิดผิดที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับองค์รัชทายาทมากเกินไป
‘สงสัยข้าคงต้องถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวแล้ว ชีวิตของข้ามันแขวนอยู่บนเส้นดาย หากองค์รัชทายาทรู้ว่าข้าไม่ใช่พระชายาผู้อ่อนน้อม แต่เป็นนักฆ่าขึ้นมาคงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่’
ทั้งสองเดินมาเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอเข้ากับชายสูงอายุคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาทางพวกเขา
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติที่วันนี้องค์รัชทายาทเสด็จมาเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาของกระหม่อม”
หลี่หลิ่งฟางจ้องมองชายสูงอายุกราบทูลระรัว ประหนึ่งกลัวว่าจะมีใครแย่งพูดเสียอย่างนั้น
พอลองนึกหลี่หลิ่งฟางก็พอจำได้คร่าว ๆ ว่างานเลี้ยงน้ำชาตระกูลถงคืองานเลี้ยงที่รวมเหล่าตัวเอกของเรื่องเลยนี่นา
‘งานนี้บันเทิงละ’
หลี่หลิ่งฟางเอาแต่นึกถึงนิสัยพวกตัวละครหลักจนไม่ได้ยินเสียงเรียกของชายหนุ่มข้างกาย หลี่หลิ่งฟางรู้สึกตัวอีกทีตอนเห็นพระพักตร์วิตกกังวลของหวังจิ้งเสวียน
“ฟางเอ๋อร์!”
“...”
หลี่หลิ่งฟางกะพริบตาปริบ ๆ เอียงศีรษะมองด้วยความสงสัย
“เจ้าเป็นอันใดไป เจ้าประชวรหรือ ถึงได้ยืนเหม่อลอยไร้สติเช่นนี้”
น้ำเสียงสั่นเครือแววตาเศร้าหมองทำให้หลี่หลิ่งฟางรู้สึกผิดในใจขึ้นมา
“ทรงกังวลมากเลยสินะเพคะ หม่อมฉันขอประทานอภัยที่ทำให้พระองค์กังวล”
เพราะสิ่งที่หลี่หลิ่งฟางเห็นกลับไม่ใช่การแสดง แต่องค์รัชทายาทเป็นห่วงตนจริง ๆ
“อย่าเป็นเช่นนี้อีกเลย เจ้ามิรู้ว่าเราหวาดกลัวขนาดไหน ร่างกายของเจ้า...”
หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมา “เรื่องยาพิษนั้นไม่มีตกค้างแล้วเพคะ”
‘เพราะก่อนหน้านี้ข้าได้ถอนยาพิษออกจากร่างไปหมดแล้ว นักฆ่าเช่นข้าไม่ปล่อยให้ร่างของตนเองเป็นอะไรไปหรอก ข้ายังต้องจับคนที่วางยาพิษหลี่หลิ่งฟางให้ได้’
พระพักตร์ของหวังจิ้งเสวียนตกตะลึงไปชั่วขณะ ชายหนุ่มสะบัดหน้าตรัสถามน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าแน่พระทัยหรือ หมอหลวงบอกว่าร่างกายเจ้าไม่มีพิษหลงเหลือแล้วใช่หรือไม่?”
“เพคะ”
หมอหลวงนี่แหละคือคนที่นางสงสัยเป็นคนแรก ก่อนหน้าบอกไม่มีพิษในร่าง แต่พออาการของข้ากำเริบในตำหนักเย็นกลับบอกมีสารพิษในร่าง ถ้านางตายในตำหนักเย็นก็คงไม่มีใครล่วงรู้ เผลอ ๆ บางทีอาจจะโยนความผิดให้อันฉี ที่ตอนนั้นนางยังคงเป็นนางกำนัลห้องเครื่อง
หวังจิ้งเสวียนเห็นว่าหญิงสาวกำลังยืนคิดเรื่องอื่นอีกแล้ว เขาจำต้องเดินเข้าไปสวมกอดนาง “เรารู้สึกดีพระทัยกว่าเรื่องไหน ๆ ที่เราได้รับข่าวมาเลย”
หลี่หลิ่งฟางสวมหัวเราะในลำคอสวมกอดองค์รัชทายาทกลับ “หม่อมฉันเคยทูลไปแล้วว่าหม่อมฉันจะอยู่เคียงข้างพระองค์”
ทั้งสองยืนกอดกันกลมจนลืมว่าพวกเขายังยืนอยู่ใกล้หน้าประตูจวน เจ้าตระกูลถงจำต้องกราบทูลขัดขึ้น
“องค์รัชทายาท ตอนนี้ถึงเวลางานเลี้ยงแล้วพระองค์รีบเสด็จเข้าไปด้านในเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หวังจิ้งเสวียนผละอ้อมกอดออก บนพระพักตร์แดงก่ำเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาหัดมีความรักครั้งแรก
ภาพตรงหน้าเรียกรอยยิ้มจากเจ้าตระกูลถงได้เป็นอย่างดี
“กระหม่อมยังมิได้แนะนำตัว...”
หลี่หลิ่งฟางหันไปมองเจ้าตระกูลถงที่หันหน้ามาทางตน
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะพระชายา กระหม่อมถงเจี๋ยซวง เจ้าตระกูลถงในปัจจุบัน กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติที่พบพระองค์ในวันนี้พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางคิดว่าตนจะต้องเริ่มมีบทบาทในเนื้อเรื่องนี้ได้แล้ว นางจึงเดินเยื้องหันไปทางเจ้าตระกูลถง
“ยินดีที่ได้พบเจ้าตระกูลถงเช่นกัน เราหวังว่าการมาของเราจะมิทำให้เจ้าตระกูลอึดอัดใจ”
“พระองค์ตรัสเช่นนั้นได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
“อย่าทรงกังวลไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ถ้าเช่นนั้นองค์รัชทายาทและพระชายาเสด็จตามกระหม่อมมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพาไปที่งานเลี้ยง”
ทั้งสองผงกศีรษะพร้อมกัน และเดินตามหลังเจ้าตระกูลถงไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงน้ำชาทันที
*****
เมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”“หลี่หลิ่งฟาง!”หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดีและนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับเมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ“พระชายาเพคะ...”หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเร
บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำขณะที่มู่จงชิงกำล
หลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่มแต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”“นั่นสิเพคะ”“พระชายา...”หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน
ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทนระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เ
หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรียิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดาหลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัวหลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหูหวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น“ตายจริง หม่อมฉ







