Home / รักโบราณ / นักฆ่าตำหนักเย็น / ตัวละครเอกคลี่คลายสถานการณ์

Share

ตัวละครเอกคลี่คลายสถานการณ์

last update Last Updated: 2026-01-24 15:00:18

บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่

มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน

“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”

เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้า

คุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”

มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำ

ขณะที่มู่จงชิงกำลังพินิจอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอก

“มีเรื่องอันใดกันหรือเปล่า?”

เหล่าผู้คนในศาลาต่างหันไปมองตามเสียง หลี่หลิ่งฟางร้องอ้อขึ้นมาในใจของตน กลุ่มที่มาทีหลังคนพวกนั้นคือเหล่าตัวละครเอกของนิยายเรื่องนี้ รวมถึงบุรุษที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย

“มู่จงชิงเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเอ่ยถาม ขณะก้าวเข้าสู่ศาลาพร้อมกลุ่มบุรุษและสตรี เมื่อสายตาของพวกเขาเห็นภาพตรงหน้า สีหน้าก็ชะงักงันก่อนเสียงของสตรีผู้หนึ่งจะดังแหลมขึ้น

“ใครทำเรื่องพรรค์นี้กันแน่!”

หลี่หลิ่งฟางเดาว่าสตรีที่พูดเมื่อสักครู่ คือ ‘เจียงหนิง’ นางร้ายของนิยายเรื่องนี้ และสตรีอาภรณ์ขาวที่ยืนอยู่ด้านหลังคงไม่พ้น ‘เยว่หลิน’ นางเอกของนิยายเรื่องนี้

หลี่หลิ่งฟางยิ้มเยาะในใจ เมื่อนางร้ายผู้นี้เดินแทรกกลางระหว่างพระเอกกับนางเอกนิยายตามบทประพันธ์ที่วางเอาไว้เป๊ะ

“นี่ เจ้ามิคิดจะบอกพวกเรางั้นหรือมู่จงชิง?”

“แค่เรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย”

“เรื่องเข้าใจผิดอันใดกันคุณชายมู่ ข้าเล่าให้ท่านฟังแล้วนี่” คุณชายเนี่ยเอ่ยเสียงขัดขึ้น

“มู่จงชิงผู้เคร่งขรึม บัดนี้ถึงกับกล่าวเท็จแล้วกระนั้นหรือ?”

มู่จงชิงยกยิ้มมุมปากอย่างเป็นมิตร “ข้าฟังแล้ว แต่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ ถ้าคุณชายซิ่งมิเชื่อก็ถามคุณชายเนี่ยได้”

คุณชายซิ่งหมิงหัวเราะแผ่วในลำคอ ก่อนจะสาวเท้าเข้าหาคุณชายเนี่ย

“งั้นเจ้าก็เล่าให้ข้าฟังอีกครั้งอย่างละเอียดที”

คุณชายเนี่ยพยุงร่างของตนขึ้นนั่งพิงพนักศาลา แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดแก่คุณชายซิ่งหมิง โดยมีอีกสามคนยืนฟังอย่างเงียบงันอยู่ด้านหลัง

.

.

“เรื่องทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้ขอรับ” คุณชายเนี่ยชายตามองอิสตรีที่ทำร้ายตนเอง ซึ่งสบเข้ากับสายตาของนางพอดี เขารีบหลุบตาต่ำ

เจียงหนิงที่ยืนฟังมาตลอดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหลมกว่าปกติ “สตรีเพียงคนเดียว พวกเจ้ากลับรับมือมิได้ สมควรแล้วที่จะบาดเจ็บ เรื่องเท่านี้เองกลับทำราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ช่างน่าขัน”

ดวงหน้าของหลี่หลิ่งฟางถมึงทึงลงรอบกายส่งกลิ่นอายเยียบเย็นปนคุกคาม จนหวังจิ้งเสวียนต้องยื่นมือมากุมมือนางไว้แน่น

แน่นอนว่าบรรยากาศเมื่อกี้เหล่าตัวละครเอกทั้งห้าสัมผัสได้ พวกเขาเผลอก้าวถอยหลังออกห่างจากบริเวณนั้นด้วยความตื่นตระหนก

หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มอ่อนให้องค์รัชทายาท และหันมาเผชิญหน้าเหล่าตัวละครเอก ที่ตนเคยจินตนาการระหว่างอ่านนิยายเรื่องนี้เสมอ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ

“ขออภัยที่เสียมารยาท แต่มิทราบว่าพวกท่านมองมิเห็นพวกเราหรือไร หรือมิรู้ว่าพวกเราเป็นใคร?”

ทั้งห้ารีบค้อมกาย “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”

หลี่หลิ่งฟางรู้สึกไม่พอใจเท่าใด ถ้าหากนางไม่ทักขึ้น คนพวกนี้คงไม่ได้นึกถึงฐานะขององค์รัชทายาทด้วยซ้ำ... อีกความคิดหนึ่ง บางทีเนื้อเรื่องอาจเริ่มเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ เพราะในบทประพันธ์เนื้อเรื่องนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย จึงอาจมีเรื่องผิดพลาดกันบ้างย่อมได้

แต่คราวหลังนางจะไม่ปล่อยเอาไว้แน่

“ขอบคุณพวกท่านที่ยังรู้จักมารยาท”

แม้จะยิ้มอย่างเป็นมิตร ทั้งห้าคนกลับมองต่างออกไป เพราะแววตาที่พวกเขาเห็นกลับเยียบเย็นราวคมมีด 

หลี่หลิ่งฟางเดินมาหาองค์รัชทายาทที่ยืนนิ่งอยู่ “องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันเห็นว่าเราควรกลับวังหลวงกันเถิดเพคะ”

“แต่พวกเขา...” หวังจิ้งเสวียนปรายตาไปที่คนพวกนั้นที่นอนบาดเจ็บอยู่

“เรื่องนั้นเดี๋ยวกระหม่อมจัดการให้เองพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงทุ้มดังขึ้นด้านข้างของทั้งสอง หลี่หลิ่งฟางและหวังจิ้งเสวียนหันไปมองทางต้นเสียงพร้อมกัน

“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยทั้งสองพระองค์ ที่กระหม่อมละเลยมารยาทในวันนี้” หลิวอวี่ค้อมกายอีกครั้งอย่างนอบน้อม

“มิเป็นไรหรอกเสด็จพี่ เปิ่นกงมิถือสาเรื่องพวกนี้”

“พระองค์ควรถือสาบ้างเพคะ จะปล่อยให้คนอื่นพูดจาสามหาวต่อพระองค์หรือเพคะ พระองค์ลืมไปแล้วหรือว่าพระองค์คือโอรสของสวรรค์”

“...”

หวังจิ้งเสวียนที่ถูกพระชายาดุครั้งแรกได้แต่ยืนสงบเสงี่ยมฟังที่พระชายากำลังตรัสสั่งสอนตน ไม่เอ่ยโต้ตอบสักคำ ภาพนั้นทำให้หลิวอวี่และผู้คนในศาลาต่างแปรเปลี่ยน

“เมื่อก่อนองค์รัชทายาทมิได้ตามหลังเจ้าเยว่หลินต้อย ๆ หรือ?” เจียงหนิงเอ่ยถามขึ้นมาระหว่างมององค์รัชทายาทไปด้วย

“บางที...พระองค์อาจจะเลิกเดินตามข้าแล้วก็ได้” เยว่หลินตอบกลับ

“เจ้ามั่นใจเกินไปหรือไม่ ไม่มีบุรุษคนใดเลิกรักหญิงที่เขารักทั้งชีวิตได้ภายในวันสองวันหรอก เชื่อข้าเถิด อีกไม่นานองค์รัชทายาทก็จะกลับไปเดินตามหลังเจ้าอีกครั้งเยว่หลิน”

“หุบปากซะ” เยว่หลินโกรธที่เจียงหนิงพูดราวกับองค์รัชทายาทเป็นบ่าวรัชใช้

แน่นอนว่าหูของนักฆ่าที่ดีอย่างหลี่หลิ่งฟางได้ยินเรื่องราวที่คนทั้งสองต่างพูดคุยกันทั้งหมด แต่จะให้นางเดินเข้าไปจิกผมกระชากแบบคุณชายสวะนั่นได้ยังไง นางเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่อง และเป็นสตรี...

‘เป็นสตรีแล้วอย่างไร พูดจาไร้สามัญสำนึกฉันก็ตบหมด’

หลี่หลิ่งฟางชำเลืองมองไปที่หวังจิ้งเสวียนที่กำลังยืนพูดคุยกับหลิวอ๋อง โดยมีคุณชายอีกสองคนยืนอยู่ตรงกลุ่มคุณชายไต้นั่น และเป้าหมายของหลี่หลิ่งฟางคือสตรีอาภรณ์แดง

หลี่หลิ่งฟางเดินก้าวอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปที่เป้าหมายด้วยความสงบ ไม่มีใครสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของนาง พอเดินเข้าใกล้ก็ยิ่งได้ยินบทสนทนาชัดเจน

และเป้าหมายก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ฉะนั้น...

หมับ

“อ้ะ!” เจียงหนิงสะดุ้งหันขวับ ที่ จู่ ๆ มีใครมาสัมผัส

พอนางเห็นว่าเป็นใคร ดวงตาก็สั่นระริก หัวใจเต้นโครมคราม เมื่อพบว่ารอยยิ้มที่จ้องมองมานั้นมีความนัยลึกล้ำแอบแฝงเอาไว้

ครั้นริมฝีปากบางเผยอและขยับพูด ดวงตาของเจียงหนิงก็เบิกกว้าง ขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบไปนั่งอยู่กับพื้น ร่างกายของนางสั่นเทาหลุบตาต่ำไม่กล้าแม้จะมองหน้า

เยว่หลินที่ยืนอยู่ใกล้ยังพยายามกุมมือที่สั่นของตนเอาไว้ หลบเลี่ยงที่จะสบตากับหญิงสาวตรงหน้า

เหตุการณ์นั้นทำให้บุรุษทั้งหลายต่างรีบวิ่งกรูเข้ามาดู

“เจ้าเป็นอันใดน่ะเจียงหนิง?” ซิ่งหมิงเอ่ยถามขณะจับร่างของนางเขย่าเรียกสติเบา ๆ

“ขะ...ข้ามิเป็นอันใด เพียงแค่...หน้ามืดเล็กน้อย”

น้ำเสียงสั่นเครือกับร่างกายสั่นเทาทำให้พวกเขาไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อาจคาดคั้นเอาคำตอบจากนางได้ พวกเขาจำต้องปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป

หวังจิ้งเสวียนพอจะเดาออกรีบเดินไปยืนใกล้พระชายา ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูของนางว่า “พระชายาข่มขู่แม่นางเจียงงั้นหรือ?”

ลมหายใจอุ่นรินรดที่ใบหูทำเอาหลี่หลิ่งฟางสะดุ้งเผลอหันมามองเขา นางรีบตรัสกลับไปว่า “หม่อมฉันแค่ขู่นางนิด ๆ หน่อย ๆ เองเพคะ”

ประโยคท้ายของหลี่หลิ่งฟางเบาหวิว สีหน้าเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

หวังจิ้งเสวียนทอดถอนใจเบา ๆ ก่อนจะหมุนกายเดินไปหาเสด็จพี่ของตน

“เสด็จพี่ เปิ่นกงขอตัวพาพระชายากลับวังหลวงก่อน ส่วนเรื่องทางนี้เปิ่นกงขอฝากเสด็จพี่ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”

หลิวอวี่ผงกศีรษะ “องค์รัชทายาทรีบเสด็จพาพระชายากลับวังหลวงเถิดพ่ะย่ะค่ะ ที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระหม่อม”

“เช่นนั้นเรากับพระชายาขอตัวกลับก่อน คุณหนูถงช่วยเรียนท่านเจ้าตระกูลถงแทนเราด้วย ว่าวันนี้สนุกยิ่งนัก”

“เพคะ”

“เราขอกลับก่อนนะทุกคน” หวังจิ้งเสวียนทอดสายตามองเหล่ามิตรสหายรอบด้านอีกครั้ง

“เดินทางโดยสวัสดิภาพเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ”

หวังจิ้งเสวียนยิ้มน้อย ๆ ก่อนเอื้อมมือไปจับมือนุ่มของหลี่หลิ่งฟางไว้ เขาก้าวนำพระชายาเดินไปยังประตูหน้าจวนอย่างเงียบงัน

ใต้แสงแดดอ่อนยามบ่าย บรรยากาศรอบกายคล้ายชะลอลงชั่วขณะ เงาร่างของทั้งสองเคียงข้างเคลื่อนไหวช้า ๆ ฝีเท้าสงบเสงี่ยม ทว่าในความเงียบนั้นกลับเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ย

*****

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ไม่อยากกลับไปเป็นเช่นเดิม

    เมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”“หลี่หลิ่งฟาง!”หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดีและนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับเมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ“พระชายาเพคะ...”หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเร

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ตัวละครเอกคลี่คลายสถานการณ์

    บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำขณะที่มู่จงชิงกำล

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พวกเจ้าใช่หรือไม่ที่ล้อชื่อเขา

    หลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่มแต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”“นั่นสิเพคะ”“พระชายา...”หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   มิตรสหายของเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้า

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   รุ่งอรุณการเริ่มต้นใหม่

    เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทนระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เ

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด

    หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรียิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดาหลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัวหลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหูหวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น“ตายจริง หม่อมฉ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status