เข้าสู่ระบบบรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่
มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน
“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”
มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำ
ขณะที่มู่จงชิงกำลังพินิจอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“มีเรื่องอันใดกันหรือเปล่า?”
เหล่าผู้คนในศาลาต่างหันไปมองตามเสียง หลี่หลิ่งฟางร้องอ้อขึ้นมาในใจของตน กลุ่มที่มาทีหลังคนพวกนั้นคือเหล่าตัวละครเอกของนิยายเรื่องนี้ รวมถึงบุรุษที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
“มู่จงชิงเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเอ่ยถาม ขณะก้าวเข้าสู่ศาลาพร้อมกลุ่มบุรุษและสตรี เมื่อสายตาของพวกเขาเห็นภาพตรงหน้า สีหน้าก็ชะงักงันก่อนเสียงของสตรีผู้หนึ่งจะดังแหลมขึ้น
“ใครทำเรื่องพรรค์นี้กันแน่!”
หลี่หลิ่งฟางเดาว่าสตรีที่พูดเมื่อสักครู่ คือ ‘เจียงหนิง’ นางร้ายของนิยายเรื่องนี้ และสตรีอาภรณ์ขาวที่ยืนอยู่ด้านหลังคงไม่พ้น ‘เยว่หลิน’ นางเอกของนิยายเรื่องนี้
หลี่หลิ่งฟางยิ้มเยาะในใจ เมื่อนางร้ายผู้นี้เดินแทรกกลางระหว่างพระเอกกับนางเอกนิยายตามบทประพันธ์ที่วางเอาไว้เป๊ะ
“นี่ เจ้ามิคิดจะบอกพวกเรางั้นหรือมู่จงชิง?”
“แค่เรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย”
“เรื่องเข้าใจผิดอันใดกันคุณชายมู่ ข้าเล่าให้ท่านฟังแล้วนี่” คุณชายเนี่ยเอ่ยเสียงขัดขึ้น
“มู่จงชิงผู้เคร่งขรึม บัดนี้ถึงกับกล่าวเท็จแล้วกระนั้นหรือ?”
มู่จงชิงยกยิ้มมุมปากอย่างเป็นมิตร “ข้าฟังแล้ว แต่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ ถ้าคุณชายซิ่งมิเชื่อก็ถามคุณชายเนี่ยได้”
คุณชายซิ่งหมิงหัวเราะแผ่วในลำคอ ก่อนจะสาวเท้าเข้าหาคุณชายเนี่ย
“งั้นเจ้าก็เล่าให้ข้าฟังอีกครั้งอย่างละเอียดที”คุณชายเนี่ยพยุงร่างของตนขึ้นนั่งพิงพนักศาลา แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดแก่คุณชายซิ่งหมิง โดยมีอีกสามคนยืนฟังอย่างเงียบงันอยู่ด้านหลัง
.
.
“เรื่องทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้ขอรับ” คุณชายเนี่ยชายตามองอิสตรีที่ทำร้ายตนเอง ซึ่งสบเข้ากับสายตาของนางพอดี เขารีบหลุบตาต่ำ
เจียงหนิงที่ยืนฟังมาตลอดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหลมกว่าปกติ “สตรีเพียงคนเดียว พวกเจ้ากลับรับมือมิได้ สมควรแล้วที่จะบาดเจ็บ เรื่องเท่านี้เองกลับทำราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ช่างน่าขัน”
ดวงหน้าของหลี่หลิ่งฟางถมึงทึงลงรอบกายส่งกลิ่นอายเยียบเย็นปนคุกคาม จนหวังจิ้งเสวียนต้องยื่นมือมากุมมือนางไว้แน่น
แน่นอนว่าบรรยากาศเมื่อกี้เหล่าตัวละครเอกทั้งห้าสัมผัสได้ พวกเขาเผลอก้าวถอยหลังออกห่างจากบริเวณนั้นด้วยความตื่นตระหนก
หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มอ่อนให้องค์รัชทายาท และหันมาเผชิญหน้าเหล่าตัวละครเอก ที่ตนเคยจินตนาการระหว่างอ่านนิยายเรื่องนี้เสมอ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ขออภัยที่เสียมารยาท แต่มิทราบว่าพวกท่านมองมิเห็นพวกเราหรือไร หรือมิรู้ว่าพวกเราเป็นใคร?”
ทั้งห้ารีบค้อมกาย “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”
หลี่หลิ่งฟางรู้สึกไม่พอใจเท่าใด ถ้าหากนางไม่ทักขึ้น คนพวกนี้คงไม่ได้นึกถึงฐานะขององค์รัชทายาทด้วยซ้ำ... อีกความคิดหนึ่ง บางทีเนื้อเรื่องอาจเริ่มเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ เพราะในบทประพันธ์เนื้อเรื่องนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย จึงอาจมีเรื่องผิดพลาดกันบ้างย่อมได้
แต่คราวหลังนางจะไม่ปล่อยเอาไว้แน่
“ขอบคุณพวกท่านที่ยังรู้จักมารยาท”
แม้จะยิ้มอย่างเป็นมิตร ทั้งห้าคนกลับมองต่างออกไป เพราะแววตาที่พวกเขาเห็นกลับเยียบเย็นราวคมมีด
หลี่หลิ่งฟางเดินมาหาองค์รัชทายาทที่ยืนนิ่งอยู่ “องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันเห็นว่าเราควรกลับวังหลวงกันเถิดเพคะ”
“แต่พวกเขา...” หวังจิ้งเสวียนปรายตาไปที่คนพวกนั้นที่นอนบาดเจ็บอยู่
“เรื่องนั้นเดี๋ยวกระหม่อมจัดการให้เองพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงทุ้มดังขึ้นด้านข้างของทั้งสอง หลี่หลิ่งฟางและหวังจิ้งเสวียนหันไปมองทางต้นเสียงพร้อมกัน
“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยทั้งสองพระองค์ ที่กระหม่อมละเลยมารยาทในวันนี้” หลิวอวี่ค้อมกายอีกครั้งอย่างนอบน้อม
“มิเป็นไรหรอกเสด็จพี่ เปิ่นกงมิถือสาเรื่องพวกนี้”
“พระองค์ควรถือสาบ้างเพคะ จะปล่อยให้คนอื่นพูดจาสามหาวต่อพระองค์หรือเพคะ พระองค์ลืมไปแล้วหรือว่าพระองค์คือโอรสของสวรรค์”
“...”
หวังจิ้งเสวียนที่ถูกพระชายาดุครั้งแรกได้แต่ยืนสงบเสงี่ยมฟังที่พระชายากำลังตรัสสั่งสอนตน ไม่เอ่ยโต้ตอบสักคำ ภาพนั้นทำให้หลิวอวี่และผู้คนในศาลาต่างแปรเปลี่ยน
“เมื่อก่อนองค์รัชทายาทมิได้ตามหลังเจ้าเยว่หลินต้อย ๆ หรือ?” เจียงหนิงเอ่ยถามขึ้นมาระหว่างมององค์รัชทายาทไปด้วย
“บางที...พระองค์อาจจะเลิกเดินตามข้าแล้วก็ได้” เยว่หลินตอบกลับ
“เจ้ามั่นใจเกินไปหรือไม่ ไม่มีบุรุษคนใดเลิกรักหญิงที่เขารักทั้งชีวิตได้ภายในวันสองวันหรอก เชื่อข้าเถิด อีกไม่นานองค์รัชทายาทก็จะกลับไปเดินตามหลังเจ้าอีกครั้งเยว่หลิน”
“หุบปากซะ” เยว่หลินโกรธที่เจียงหนิงพูดราวกับองค์รัชทายาทเป็นบ่าวรัชใช้
แน่นอนว่าหูของนักฆ่าที่ดีอย่างหลี่หลิ่งฟางได้ยินเรื่องราวที่คนทั้งสองต่างพูดคุยกันทั้งหมด แต่จะให้นางเดินเข้าไปจิกผมกระชากแบบคุณชายสวะนั่นได้ยังไง นางเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่อง และเป็นสตรี...
‘เป็นสตรีแล้วอย่างไร พูดจาไร้สามัญสำนึกฉันก็ตบหมด’
หลี่หลิ่งฟางชำเลืองมองไปที่หวังจิ้งเสวียนที่กำลังยืนพูดคุยกับหลิวอ๋อง โดยมีคุณชายอีกสองคนยืนอยู่ตรงกลุ่มคุณชายไต้นั่น และเป้าหมายของหลี่หลิ่งฟางคือสตรีอาภรณ์แดง
หลี่หลิ่งฟางเดินก้าวอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปที่เป้าหมายด้วยความสงบ ไม่มีใครสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของนาง พอเดินเข้าใกล้ก็ยิ่งได้ยินบทสนทนาชัดเจน
และเป้าหมายก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ฉะนั้น...
หมับ
“อ้ะ!” เจียงหนิงสะดุ้งหันขวับ ที่ จู่ ๆ มีใครมาสัมผัส
พอนางเห็นว่าเป็นใคร ดวงตาก็สั่นระริก หัวใจเต้นโครมคราม เมื่อพบว่ารอยยิ้มที่จ้องมองมานั้นมีความนัยลึกล้ำแอบแฝงเอาไว้
ครั้นริมฝีปากบางเผยอและขยับพูด ดวงตาของเจียงหนิงก็เบิกกว้าง ขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบไปนั่งอยู่กับพื้น ร่างกายของนางสั่นเทาหลุบตาต่ำไม่กล้าแม้จะมองหน้า
เยว่หลินที่ยืนอยู่ใกล้ยังพยายามกุมมือที่สั่นของตนเอาไว้ หลบเลี่ยงที่จะสบตากับหญิงสาวตรงหน้า
เหตุการณ์นั้นทำให้บุรุษทั้งหลายต่างรีบวิ่งกรูเข้ามาดู
“เจ้าเป็นอันใดน่ะเจียงหนิง?” ซิ่งหมิงเอ่ยถามขณะจับร่างของนางเขย่าเรียกสติเบา ๆ
“ขะ...ข้ามิเป็นอันใด เพียงแค่...หน้ามืดเล็กน้อย”
น้ำเสียงสั่นเครือกับร่างกายสั่นเทาทำให้พวกเขาไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อาจคาดคั้นเอาคำตอบจากนางได้ พวกเขาจำต้องปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป
หวังจิ้งเสวียนพอจะเดาออกรีบเดินไปยืนใกล้พระชายา ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูของนางว่า “พระชายาข่มขู่แม่นางเจียงงั้นหรือ?”
ลมหายใจอุ่นรินรดที่ใบหูทำเอาหลี่หลิ่งฟางสะดุ้งเผลอหันมามองเขา นางรีบตรัสกลับไปว่า “หม่อมฉันแค่ขู่นางนิด ๆ หน่อย ๆ เองเพคะ”
ประโยคท้ายของหลี่หลิ่งฟางเบาหวิว สีหน้าเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
หวังจิ้งเสวียนทอดถอนใจเบา ๆ ก่อนจะหมุนกายเดินไปหาเสด็จพี่ของตน“เสด็จพี่ เปิ่นกงขอตัวพาพระชายากลับวังหลวงก่อน ส่วนเรื่องทางนี้เปิ่นกงขอฝากเสด็จพี่ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”
หลิวอวี่ผงกศีรษะ “องค์รัชทายาทรีบเสด็จพาพระชายากลับวังหลวงเถิดพ่ะย่ะค่ะ ที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระหม่อม”
“เช่นนั้นเรากับพระชายาขอตัวกลับก่อน คุณหนูถงช่วยเรียนท่านเจ้าตระกูลถงแทนเราด้วย ว่าวันนี้สนุกยิ่งนัก”
“เพคะ”
“เราขอกลับก่อนนะทุกคน” หวังจิ้งเสวียนทอดสายตามองเหล่ามิตรสหายรอบด้านอีกครั้ง
“เดินทางโดยสวัสดิภาพเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ”
หวังจิ้งเสวียนยิ้มน้อย ๆ ก่อนเอื้อมมือไปจับมือนุ่มของหลี่หลิ่งฟางไว้ เขาก้าวนำพระชายาเดินไปยังประตูหน้าจวนอย่างเงียบงัน
ใต้แสงแดดอ่อนยามบ่าย บรรยากาศรอบกายคล้ายชะลอลงชั่วขณะ เงาร่างของทั้งสองเคียงข้างเคลื่อนไหวช้า ๆ ฝีเท้าสงบเสงี่ยม ทว่าในความเงียบนั้นกลับเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ย
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น







