LOGINเมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที
“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”
“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”
“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”
“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”
“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”
“หลี่หลิ่งฟาง!”
หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดี
และนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับ
เมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ
“พระชายาเพคะ...”
หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเรากันเถอะ”
“เพคะ”
-----
ณ พระตำหนักตงกง
หวังจิ้งเสวียนนั่งลงบนโต๊ะทรงงานของตนท่ามกลางความเงียบสงัด ภายในอกคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว หว่างคิ้วขมวดเข้าหากันพลางทอดถอนใจออกมา
ชิงหลานที่เห็นท่าทางขององค์รัชทายาทเป็นเช่นนี้ เขาจึงเลือกเงียบ
กระทั่งเสียงทุ้มตรัสออกมาอย่างเคร่งเครียด
“เหตุใดนางถึงมิยั้งคิดให้ดี การมีปัญญากับเจ้ากรมอาญาอาจจะเป็นภัยกับตัว นางมิรู้หรือไงว่าเจ้ากรมอาญาโหดเหี้ยมแค่ไหน เราพยายามให้นางเลือกเดินเส้นทางไร้ภยันตราย แต่เหตุใดนางถึงเลือกเดินไปหาอันตรายทุกที”
ชิงหลานที่ยืนรับฟังเงียบ ๆ ไม่ได้ทูลตอบกลับไป
“คนพวกนั้นเรารู้ธาตุแท้ดี หากเราลงมือไป ไต้เนี่ยนเจินจะต้องนำเรื่องนี้ไปบอกเจ้ากรมอาญาแน่ เรามิอยากให้นางเดือดร้อนเพราะแผนการของเราจริง ๆ”
“หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดพระองค์มิกราบทูลเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททรงทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“...”
“ใต้หล้านี้มีผู้ใดมีอำนาจเหนือฝ่าบาทอีกพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทตรัสว่ามิอยากให้พระชายาทรงเดือดร้อน แต่เหตุใดพระองค์มิหาทางออกปกป้องพระนางให้ดีกว่านี้ มิใช่ตะคอกใส่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“...!”
หวังจิ้งเสวียนเบิกพระเนตรกว้าง ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าไล่ย้อนกลับมาเป็นฉาก ๆ และจบลงด้วยความเงียบงันชวนอึดอัด
ผัวะ!
“องค์รัชทายาท!” ชิงหลานตกใจจนเผลออุทาน เมื่อเห็นองค์รัชทายาทต่อยพระพักตร์ตนเองอย่างแรง
“ชิงหลาน เราจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ รีบไปกันเถอะ”
ชิงหลานไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทกำลังคิดสิ่งใด เขาทำได้แค่ทำตามพระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทางด้านพระตำหนักเฟิ่งอี๋ตอนนี้เงียบสงบกว่าวันอื่น หลี่หลิ่งฟางกำลังนอนทอดกายอยู่บนตั่งข้างริมหน้าต่าง ทอดมองใบไม้ดอกไม้ร่วงโรยจากต้น ดูนกสองตัวนอนเบียดกันบนกิ่งไม้
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจดังขึ้น ก่อนร่างบางจะกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“หรือข้าควรไปขอโทษองค์รัชทายาทดี?”
หลี่หลิ่งฟางนั่งขัดสมาธิกอดอกโคลงศีรษะไปมาพลางใช้ความคิดอย่างจริงจัง
อันฉีที่เดินยกถาดของว่างและกาน้ำชาเข้ามา มองเห็นท่าทางของพระชายาที่กำลังนั่งขัดสมาธิเข้าทรง
ตุบ
“พระชายามีเรื่องมิสบายพระทัยหรือเพคะ?” อันฉียกถาดมาวางที่โต๊ะเตี้ยและรินชาใส่จอกให้ผู้เป็นนาย “จิบชาสักหน่อยเถิดเพคะ”
“ขอบใจเจ้ามาก” หลี่หลิ่งฟางรับจอกชามาเป่าไล่ไอร้อนเล็กน้อยและยกขึ้นจิบเบา ๆ
“อารมณ์ดีขึ้นบ้างหรือยังเพคะ?” อันฉีทูลถามด้วยความเป็นห่วง
“อืม”
แม้จะตอบรับ แต่อันฉีเห็นพระพักตร์ของพระชายายังคงเศร้าหมองต่างจากพระพักตร์ยามปกติ
“หม่อมฉันกังวลเพคะ กลัวว่าพระชายากับองค์รัชทายาทจะกลับไปเป็นเหมือนก่อนมากเลยเพคะ”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็วันที่พระองค์กับองค์รัชทายาทมิได้ใกล้ชิดกัน หรือแสดงความรักต่อกันไงเพคะ”
“เจ้าเห็นเป็นงั้นหรือ?”
“หลังจากเมื่อวานที่พระองค์เข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ทั้งสองพระองค์มักจะตัวมิยอมห่างจากกันเลยเพคะ เมื่อเช้านี้ก็เช่นกัน องค์รัชทายาทตัวติดกับพระชายาเป็นตังเมเลยเพคะ เวลาพระชายาจะเดินไปไหนก็จะมีองค์รัชทายาทคอยเดินตามพระชายาทุกฝีก้าว หรือตอนที่พระชายาจะไปต่อยตีกับพวกคุณชาย องค์รัชทายาทจะคอยทอดพระเนตรไปที่พระชายาตลอด สีพระพักตร์ขององค์รัชทายาทตอนนั้นดูกังวลและเป็นห่วงมากเลยเพคะ”
อันฉีพูดพลางจับปลายคางราวกับย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ตนเห็น
หลี่หลิ่งฟางที่ได้ฟังดวงตาพลันเบิกกว้าง หัวใจของนางเต้นถี่ระรัว ‘หรือว่าเจ้านั่นชอบข้าขึ้นมาจริง ๆ แล้ว?’ หลี่หลิ่งฟางพึมพำในใจ
พรึบ!
“เอ๊ะ? พระชายาจะเสด็จไปที่ใดหรือเพคะ”
“ข้าจะไปหาองค์รัชทายาท ข้าจะต้องพูดคุยเรื่องนี้ให้กระจ่าง ข้ามิอยากกลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว” หลี่หลิ่งฟางตรัสจบรีบวิ่งออกจากตำหนักของตนออกไปทันที
“พระชายารอหม่อมฉันด้วยเพคะ!” อันฉีรีบคว้าชายกระโปรงวิ่งตามหลังผู้เป็นนายไป
ระหว่างทางที่ก้าวเดินเร็วผ่านผู้คนในวังหลวงมากมาย มีบ้างที่หญิงสาวลืมหยุดกล่าวทักทายพระสนมทั้งหลายที่พบเจอไปหมด เพราะจุดหมายของนางในตอนนี้คือสถานที่นั้นที่เดียว ‘พระตำหนักตงกง’
อันฉีวิ่งกระหืดกระหอบตามผู้เป็นนายมาตลอดทาง จนเผลอไปชนเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง
“อ้ะ! ข้าขออภัยเจ้าค่ะ” อันฉีรีบโค้งศีรษะกล่าวขอโทษ
“มิเป็นไร เป็นข้าเองที่เดินมิดูทาง” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงอ่อน
“ยังไงข้าก็ขออภัยที่เดินชนคุณชายจริง ๆ แต่ว่าตอนนี้ข้ารีบนักจึงมิอาจรั้งรออยู่ตรงนี้นานได้ ไว้ข้าจะมากล่าวคำขอโทษคุณชายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ข้าขอลานะเจ้าคะ!”
ชายหนุ่มได้แต่มองตามแผ่นหลังของหญิงสาว ที่วิ่งห่างออกไปจนลับสายตา
“จ้าวเป่า เจ้ากำลังยืนมองอันใดอยู่น่ะ?”
ชายหนุ่มหันมามองที่สหายคนสนิทของตน ก่อนตอบกลับเรียบ ๆ ว่า “เปล่า พวกเราก็รีบกลับกันเถอะ”
“หืม? แบบนี้ทำข้าสงสัยเลยนะเนี่ย มันต้องมีอันใดแน่ ๆ ถึงทำให้คุณชายจ้าวยิ้มได้”
“พูดมาก”
“เจ้าด่าข้า คิดว่าข้าจะรู้สึกเจ็บปวดงั้นหรือ? ใช่ เจ้าคิดถูกข้าเจ็บปวดมากฮึก”
จ้าวเป่าส่ายหน้าขบขันให้กับท่าทางของสหายตน
“ตงกวาง น้องสาวของเจ้ากลับจากงานเลี้ยงน้ำชาแล้วหรือยัง?”
“หา? ถามทำไมน่ะ...หรือว่าเจ้าแอบชอบน้องสาวข้า?!”
“เจ้านี่พูดจาเลอะเทอะจริง ๆ” จ้าวเป่าทุบหลังสหายของตนไปหนึ่งที
“โอ๊ย! ทำไมต้องทำร้ายร่างกายข้าด้วย ชิ!”
“ข้าถามทำไมมิตอบ” จ้าวเป่าหันไปจ้องเขม็งใส่สหายที่กำลังกอดปลอบตนเองอยู่ด้านข้าง
“นางกลับมาแล้ว แต่วันนี้นางดูอารมณ์ดีแปลก ๆ” ตงกวางตอบกลับอย่างสบาย ๆ
“งั้นหรือ...วันนี้ข้าจะแวะไปที่จวนของเจ้า”
“เนี่ย! เจ้าแอบชอบน้องข้าจ้าวเป่า ยอมรับมาซะเถิด!”
“ไร้สาระ” จ้าวเป่าเดินทิ้งสหายที่ยืนงอแงกระทืบเท้าอย่างไม่สนใจเสียงตะโกนเรียกดังไล่ตามหลังมา
เมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”“หลี่หลิ่งฟาง!”หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดีและนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับเมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ“พระชายาเพคะ...”หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเร
บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำขณะที่มู่จงชิงกำล
หลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่มแต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”“นั่นสิเพคะ”“พระชายา...”หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน
ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทนระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เ
หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรียิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดาหลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัวหลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหูหวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น“ตายจริง หม่อมฉ







