เข้าสู่ระบบเมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที
“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”
“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”
“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”
“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”
“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”
“หลี่หลิ่งฟาง!”
หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดี
และนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับ
เมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ
“พระชายาเพคะ...”
หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเรากันเถอะ”
“เพคะ”
-----
ณ พระตำหนักตงกง
หวังจิ้งเสวียนนั่งลงบนโต๊ะทรงงานของตนท่ามกลางความเงียบสงัด ภายในอกคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว หว่างคิ้วขมวดเข้าหากันพลางทอดถอนใจออกมา
ชิงหลานที่เห็นท่าทางขององค์รัชทายาทเป็นเช่นนี้ เขาจึงเลือกเงียบ
กระทั่งเสียงทุ้มตรัสออกมาอย่างเคร่งเครียด
“เหตุใดนางถึงมิยั้งคิดให้ดี การมีปัญญากับเจ้ากรมอาญาอาจจะเป็นภัยกับตัว นางมิรู้หรือไงว่าเจ้ากรมอาญาโหดเหี้ยมแค่ไหน เราพยายามให้นางเลือกเดินเส้นทางไร้ภยันตราย แต่เหตุใดนางถึงเลือกเดินไปหาอันตรายทุกที”
ชิงหลานที่ยืนรับฟังเงียบ ๆ ไม่ได้ทูลตอบกลับไป
“คนพวกนั้นเรารู้ธาตุแท้ดี หากเราลงมือไป ไต้เนี่ยนเจินจะต้องนำเรื่องนี้ไปบอกเจ้ากรมอาญาแน่ เรามิอยากให้นางเดือดร้อนเพราะแผนการของเราจริง ๆ”
“หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดพระองค์มิกราบทูลเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททรงทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“...”
“ใต้หล้านี้มีผู้ใดมีอำนาจเหนือฝ่าบาทอีกพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทตรัสว่ามิอยากให้พระชายาทรงเดือดร้อน แต่เหตุใดพระองค์มิหาทางออกปกป้องพระนางให้ดีกว่านี้ มิใช่ตะคอกใส่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“...!”
หวังจิ้งเสวียนเบิกพระเนตรกว้าง ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าไล่ย้อนกลับมาเป็นฉาก ๆ และจบลงด้วยความเงียบงันชวนอึดอัด
ผัวะ!
“องค์รัชทายาท!” ชิงหลานตกใจจนเผลออุทาน เมื่อเห็นองค์รัชทายาทต่อยพระพักตร์ตนเองอย่างแรง
“ชิงหลาน เราจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ รีบไปกันเถอะ”
ชิงหลานไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทกำลังคิดสิ่งใด เขาทำได้แค่ทำตามพระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทางด้านพระตำหนักเฟิ่งอี๋ตอนนี้เงียบสงบกว่าวันอื่น หลี่หลิ่งฟางกำลังนอนทอดกายอยู่บนตั่งข้างริมหน้าต่าง ทอดมองใบไม้ดอกไม้ร่วงโรยจากต้น ดูนกสองตัวนอนเบียดกันบนกิ่งไม้
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจดังขึ้น ก่อนร่างบางจะกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“หรือข้าควรไปขอโทษองค์รัชทายาทดี?”
หลี่หลิ่งฟางนั่งขัดสมาธิกอดอกโคลงศีรษะไปมาพลางใช้ความคิดอย่างจริงจัง
อันฉีที่เดินยกถาดของว่างและกาน้ำชาเข้ามา มองเห็นท่าทางของพระชายาที่กำลังนั่งขัดสมาธิเข้าทรง
ตุบ
“พระชายามีเรื่องมิสบายพระทัยหรือเพคะ?” อันฉียกถาดมาวางที่โต๊ะเตี้ยและรินชาใส่จอกให้ผู้เป็นนาย “จิบชาสักหน่อยเถิดเพคะ”
“ขอบใจเจ้ามาก” หลี่หลิ่งฟางรับจอกชามาเป่าไล่ไอร้อนเล็กน้อยและยกขึ้นจิบเบา ๆ
“อารมณ์ดีขึ้นบ้างหรือยังเพคะ?” อันฉีทูลถามด้วยความเป็นห่วง
“อืม”
แม้จะตอบรับ แต่อันฉีเห็นพระพักตร์ของพระชายายังคงเศร้าหมองต่างจากพระพักตร์ยามปกติ
“หม่อมฉันกังวลเพคะ กลัวว่าพระชายากับองค์รัชทายาทจะกลับไปเป็นเหมือนก่อนมากเลยเพคะ”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็วันที่พระองค์กับองค์รัชทายาทมิได้ใกล้ชิดกัน หรือแสดงความรักต่อกันไงเพคะ”
“เจ้าเห็นเป็นงั้นหรือ?”
“หลังจากเมื่อวานที่พระองค์เข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ทั้งสองพระองค์มักจะตัวมิยอมห่างจากกันเลยเพคะ เมื่อเช้านี้ก็เช่นกัน องค์รัชทายาทตัวติดกับพระชายาเป็นตังเมเลยเพคะ เวลาพระชายาจะเดินไปไหนก็จะมีองค์รัชทายาทคอยเดินตามพระชายาทุกฝีก้าว หรือตอนที่พระชายาจะไปต่อยตีกับพวกคุณชาย องค์รัชทายาทจะคอยทอดพระเนตรไปที่พระชายาตลอด สีพระพักตร์ขององค์รัชทายาทตอนนั้นดูกังวลและเป็นห่วงมากเลยเพคะ”
อันฉีพูดพลางจับปลายคางราวกับย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ตนเห็น
หลี่หลิ่งฟางที่ได้ฟังดวงตาพลันเบิกกว้าง หัวใจของนางเต้นถี่ระรัว ‘หรือว่าเจ้านั่นชอบข้าขึ้นมาจริง ๆ แล้ว?’ หลี่หลิ่งฟางพึมพำในใจ
พรึบ!
“เอ๊ะ? พระชายาจะเสด็จไปที่ใดหรือเพคะ”
“ข้าจะไปหาองค์รัชทายาท ข้าจะต้องพูดคุยเรื่องนี้ให้กระจ่าง ข้ามิอยากกลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว” หลี่หลิ่งฟางตรัสจบรีบวิ่งออกจากตำหนักของตนออกไปทันที
“พระชายารอหม่อมฉันด้วยเพคะ!” อันฉีรีบคว้าชายกระโปรงวิ่งตามหลังผู้เป็นนายไป
ระหว่างทางที่ก้าวเดินเร็วผ่านผู้คนในวังหลวงมากมาย มีบ้างที่หญิงสาวลืมหยุดกล่าวทักทายพระสนมทั้งหลายที่พบเจอไปหมด เพราะจุดหมายของนางในตอนนี้คือสถานที่นั้นที่เดียว ‘พระตำหนักตงกง’
อันฉีวิ่งกระหืดกระหอบตามผู้เป็นนายมาตลอดทาง จนเผลอไปชนเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง
“อ้ะ! ข้าขออภัยเจ้าค่ะ” อันฉีรีบโค้งศีรษะกล่าวขอโทษ
“มิเป็นไร เป็นข้าเองที่เดินมิดูทาง” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงอ่อน
“ยังไงข้าก็ขออภัยที่เดินชนคุณชายจริง ๆ แต่ว่าตอนนี้ข้ารีบนักจึงมิอาจรั้งรออยู่ตรงนี้นานได้ ไว้ข้าจะมากล่าวคำขอโทษคุณชายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ข้าขอลานะเจ้าคะ!”
ชายหนุ่มได้แต่มองตามแผ่นหลังของหญิงสาว ที่วิ่งห่างออกไปจนลับสายตา
“จ้าวเป่า เจ้ากำลังยืนมองอันใดอยู่น่ะ?”
ชายหนุ่มหันมามองที่สหายคนสนิทของตน ก่อนตอบกลับเรียบ ๆ ว่า “เปล่า พวกเราก็รีบกลับกันเถอะ”
“หืม? แบบนี้ทำข้าสงสัยเลยนะเนี่ย มันต้องมีอันใดแน่ ๆ ถึงทำให้คุณชายจ้าวยิ้มได้”
“พูดมาก”
“เจ้าด่าข้า คิดว่าข้าจะรู้สึกเจ็บปวดงั้นหรือ? ใช่ เจ้าคิดถูกข้าเจ็บปวดมากฮึก”
จ้าวเป่าส่ายหน้าขบขันให้กับท่าทางของสหายตน
“ตงกวาง น้องสาวของเจ้ากลับจากงานเลี้ยงน้ำชาแล้วหรือยัง?”
“หา? ถามทำไมน่ะ...หรือว่าเจ้าแอบชอบน้องสาวข้า?!”
“เจ้านี่พูดจาเลอะเทอะจริง ๆ” จ้าวเป่าทุบหลังสหายของตนไปหนึ่งที
“โอ๊ย! ทำไมต้องทำร้ายร่างกายข้าด้วย ชิ!”
“ข้าถามทำไมมิตอบ” จ้าวเป่าหันไปจ้องเขม็งใส่สหายที่กำลังกอดปลอบตนเองอยู่ด้านข้าง
“นางกลับมาแล้ว แต่วันนี้นางดูอารมณ์ดีแปลก ๆ” ตงกวางตอบกลับอย่างสบาย ๆ
“งั้นหรือ...วันนี้ข้าจะแวะไปที่จวนของเจ้า”
“เนี่ย! เจ้าแอบชอบน้องข้าจ้าวเป่า ยอมรับมาซะเถิด!”
“ไร้สาระ” จ้าวเป่าเดินทิ้งสหายที่ยืนงอแงกระทืบเท้าอย่างไม่สนใจเสียงตะโกนเรียกดังไล่ตามหลังมา
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
หลี่หลิ่งฟางนั่งนิ่งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดังขึ้น หลิ่หลิ่งฟางตัดสินใจเทสัมภาระในถุงผ้าออกมาดู ซึ่งในนั้นมีอุปกรณ์ของใช้ในยุคปัจจุบันทั้งหมดและที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหย่าถิง คือ สมุดสะสมการ์ดศิลปินของนาง“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเนี่ย!”
เสียงฝีเท้านับสิบดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนขบวนรถม้าจะแล่นผ่านประตูบานใหญ่ของสำนักศึกษาเข้ามาอย่างเร่งร้อน“เปิดทาง! อัครมหาเสนาบดีหลี่มาถึงแล้ว!”ประตูหน้าเปิดออกผู้ที่ปรากฏกายท่ามกลางบ่าวรับใช้ ก็คือบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางชั้นสูง อาภรณ์แพรสีเข้มบารมีแผ่ซ่านทั่วร่าง ดวงตาคม
ฉึก!โลหิตสาดกระเซ็นบนดวงหน้างาม ดวงตาดอกท้อเบิกโพลงรีบทิ้งดาบโผเข้าประคองร่างที่ล้มหน้าคว่ำมาทันที“อึก!”โลหิตอุ่นร้อนสำลักออกจากริมฝีปากเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาหมดจด อาภรณ์ขาวตอนนี้กลับเปียกชุ่มไปด้วยสีแดงฉาน“เหตุใด...ทำ
ยามรัตติกาลเข้ามาเยือนในคืนนั้น ทั่วทั้งสำนักศึกษาตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารยามที่ผลัดเวรลาดตระเวนดังก้องเบา ๆ บนพื้นหินกรวดเหนือหลังคาเรือนกลางของสำนักศึกษา เงาร่างหนึ่งยืนทอดกายท่ามกลางสายลมหยอกเย้า ชายอาภรณ์ดำปลิวสะบัดราวกับกำลังร่ายรำกลางอากาศ ดวงหน้าขาวเนียนด







