LOGINหลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่ม
แต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน
“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”
“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”
“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”
“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”
“นั่นสิเพคะ”
“พระชายา...”
หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...
“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”
เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน้อย จนทุกคนหัวเราะออกมา
“อันใดกันเพคะ ที่แท้องค์รัชทายาททรงหวงพระชายานี่เอง จะตรัสอ้อมทำไมล่ะเพคะ”
“คุณหนูจูจูกล่าวอันใด เราน่ะ...”
“โธ่ องค์รัชทายาทจะปฏิเสธความจริงทำไมล่ะพ่ะย่ะค่ะ หรือว่าพระองค์มิได้หวงพระชายาพ่ะย่ะค่ะ?”
“หน็อย คุณชายหลง นี่เจ้า!”
พระพักตร์แดงก่ำขององค์รัชทายาททำให้เหล่าสหายต่างยิ้มกริ่มรู้สึกขบขันและเอ็นดูในเวลาเดียวกัน
หลี่หลิ่งฟางเพิ่งเคยเห็นหวังจิ้งเสวียนเขินอายเถียงไม่ออกครั้งแรก และไม่คิดว่าเหล่ามิตรสหายของชายหนุ่มดู ๆ แล้วเหมือนจะเป็นคนดีด้วยซ้ำ ทุกคนดูชื่นชอบชายหนุ่มอย่างมาก
เพราะคิดอย่างนั้นคำพูดที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินดันดังขึ้นมาในมุมหนึ่งของศาลา
สายตาทุกคู่หันไปจ้องมองทางต้นเสียง บริเวณนั้นมีบุรุษสี่ห้าคนนั่งจิบชายกยิ้มมุมปาก สายตาที่มองมาดูก็รู้ว่าเหยียดหยาม
“หึ พวกเจ้าเอาแต่ประจบประแจงหวังมีที่พึ่ง ช่างน่าสะอิดสะเอียนจริง ๆ”
“นั่นสิ เป็นบุรุษแท้ ๆ แต่กลับอ่อนแอดุจอิสตรี”
“เดี๋ยวนะ ชื่อเดิมก็เหมือนสตรีมิใช่หรือ? ชื่อว่าอันใดนะ อืม...”
“เสวียนลู่!”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”
คนพวกนั้นต่างหัวเราะออกมาเสียงดัง โดยไม่สนใจว่าสิ่งที่พูดนั้นจะสร้างปัญหาให้ตนหรือไม่
“เจ้าพวกนั้นเอาอีกแล้ว”
“เพราะเป็นบุตรชายของเจ้ากรมอาญางั้นหรือ ถึงทำตัวกร่างได้!”
“พวกสวะนั่น”
หลี่หลิ่งฟางเข้าใจสถานการณ์หมดแล้ว นางจึงลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ
“พระชายาเจ้าจะไปไหน?” หวังจิ้งเสวียนตรัสถามทันทีที่เห็นพระชายาลุกขึ้นยืน
“หม่อมฉันอยากไปสูดอากาศหน่อยเพคะ พอดีว่าแถวนี้อากาศมิค่อยบริสุทธิ์นัก”
“อากาศมิค่อยบริสุทธิ์อย่างไรหรือเพคะพระชายา?”
“ก็ยกตัวอย่างเช่น...ตรงนั้น”
สายตาทุกคู่หันไปทางนิ้วที่พระชายาชี้ ซึ่งนิ้วชี้ไปยังกลุ่มของคุณชายพวกนั้น เหล่าสหายต่างลอบขบขันที่พระชายากล้าตอบโต้กลับ
“นี่เจ้า!”
คุณชายที่แต่งตัวดูดีกว่าคุณชายคนอื่น ๆ หลี่หลิ่งฟางคิดว่าน่าจะเป็นบุตรชายของเจ้ากรมอาญาอย่างแน่นอน
“สามหาว! เจ้าบังอาจชี้หน้าใส่พระพักตร์ของพระชายางั้นหรือ?!” คุณหนูจูจูชี้หน้าด่าคุณชายไต้ด้วยความโกรธ
“เหอะ ท่านพ่อข้าบอกว่าเจ้าเป็นเพียงว่าที่พระชายามิใช่หรือ ยังมีหน้าโผล่มาที่นี่ได้ยังไง!”
ทุกคนต่างหันมาจ้องมองที่หญิงสาวด้วยสายตาไม่ค่อยอยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เรื่องในวังหลวงหาใช่เจ้าจะสอดปากเข้ามาได้”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำให้บรรยากาศอึมครึมกะทันหัน
“พระชายากับเราอภิเษกสมรสตามกฎหมาย มีหลายผู้หลายคนต่างเป็นพยาน แล้วเจ้ากล่าวหาว่าพระชายาของข้าเป็นว่าที่พระชายาได้อย่างไร?”
สายตาขององค์รัชทายาททะมึนลง จนบรรยากาศอึมครึมลงกว่าในตอนแรก
“เจ้าเด็กเวรนี่…”
หมับ โครม!
ทุกคนต่างตื่นตระหนกตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน รวมถึงหวังจิ้งเสวียนที่ยืนตกใจไม่ต่างกัน
“คุณชายไต้!”
คุณชายทั้งสี่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือคุณชายไต้ที่นอนบาดเจ็บสาหัส โดยมีสตรีนั่งยอง ๆ อยู่ใกล้
หมับ
“อ้าก! เจ็บ!” คุณชายไต้ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
หลี่หลิ่งฟางจิกเส้นผมเป็นกำดึงศีรษะคุณชายไต้ขึ้นมาจากหลุมไม้ที่ยุบลงไป ใบหน้าของเขาเกิดบาดแผลใหญ่และเศษไม้ทิ่มตามใบหน้า
“กล้าดีได้อย่างไรถึงพูดจาหมา ๆ ใส่องค์รัชทายาทที่เป็นถึงโอรสของสวรรค์ คนต่ำช้าอย่างเจ้าน่าถูกตัดคอด้วยซ้ำ นี่...ข้ายังไม่หายโกรธที่คนเลว ๆ แบบเจ้าทำกิริยาไร้มารยาทใส่สวามีของข้าเลย นี่...เงียบทำไมวะไอ้สวะ!”
หลี่หลิ่งฟางจิกผมคุณชายไต้เขย่าไปมาด้วยความโกรธ ก่อนจะปล่อยทิ้งไม่ไยดีและลุกขึ้นยืนบีบคอคนที่ยืนอยู่ใกล้มือที่สุด
“อึก!”
“นี่ทำอันใดของเจ้าน่ะ?!”
หลี่หลิ่งฟางปรายตามองชายหนุ่มอีกสามคนที่เหลือ ที่กำลังยืนตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
“มีตาหรือไม่ มิเห็นหรือว่าข้ากำลังทำอันใด?”
หลี่หลิ่งฟางบีบคอคุณชายจับเหวี่ยงไปทางคุณชายทั้งสาม นางก้าวขายาวประชิดตัวคนทั้งสี่ จากนั้นจนเกิดเป็นภาพตะลุมบอนขึ้น หลี่หลิ่งฟางใช้กำลังที่ตนมีทำร้ายคนพวกนั้นจนบางคนถึงขั้นสลบเมือดไป
ผัวะ! ผัวะ! ตุบ! ตับ! โครม!
เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้หวังจิ้งเสวียนยืนอึ้งกับศิลปะการต่อสู้ของพระชายา พอเขาตั้งสติได้รีบตรัสสั่งให้ชิงหลานองครักษ์ของตนรีบเข้าไปจับแยก
“ชิงหลาน!”
ชิงหลานที่ได้สติหลังตกใจกับสถานการณ์ที่ตนเพิ่งเคยพบเห็นรีบเข้าไปแยกพระชายาออกห่างจากคุณชายทั้งห้า
“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ ได้โปรดเย็นพระทัยลงก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เพราะชิงหลานเข้ามาด้านหลังกะทันหันจนโดนหญิงสาวเตะเข้าท้องอย่างจัง
โครม!
ตัวของชิงหลายลอยไปกระแทกกับโต๊ะน้ำชาง่ายดาย ยิ่งทำให้ทุกคนเริ่มหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น
หวังจิ้งเสวียนกัดฟันรีบวิ่งเข้าไปหาพระชายาของตน “พระชายาเย็นพระทัยลงก่อน!”
หมับ
หวังจิ้งเสวียนตรึงแขนขวาที่ง้างจะต่อยเอาไว้ได้ทัน “พระชายา!” หวังจิ้งเสวียนพยายามเรียกสติพลางรั้งแขนของหญิงสาวเอาไว้ด้วย
หวังจิ้งเสวียนไม่เคยเจออิสตรีคนใดที่มีแรงอันมหาศาลดุจบุรุษมาก่อน และอิสตรีคนนั้นก็คือพระชายาของตน
“อึก พระชายาเย็นพระทัยเดี๋ยวนี้!”
เสียงของหวังจิ้งเสวียนไม่ได้ส่งไปถึงสติของหลี่หลิ่งฟางสักนิด ซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำให้บุรุษรีบวิ่งเข้ามาห้าม
“พระชายา!”
“พระชายาอย่านะพ่ะย่ะค่ะ!”
ศีรษะของหวังจิ้งเสวียนถูกฝ่ามือบางทั้งสองข้างจับตรึงเอาไว้ พร้อมที่จะหักคอเต็มที
หวังจิ้งเสวียนใช้แรงทั้งหมดจับข้อมือของหญิงสาวและออกแรงบีบ จนดวงหน้างามตรงหน้าเหยเก สายตาที่มุ่งร้ายกะพริบปริบ ๆ แปรเปลี่ยนเป็นกระจ่างใส
“อะ...องค์รัชทายาท”
หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจสวมกอดหญิงสาวตรงหน้าอย่างโล่งอก “เรานึกว่าเราจะเป็นศพไปเสียแล้ว ฮะ ฮะ ฮ่า”
“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉัน...”
“ชู่วว มิเป็นไร เราเข้าพระทัยเจ้า”
หลี่หลิ่งฟางซุกใบหน้าบนลาดไหล่กว้างสวมกอดชายหนุ่มแน่น
ทันใดนั้นสุรเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายด้านนอกศาลา
“ที่นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







