LOGINหลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่ม
แต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน
“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”
“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”
“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”
“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”
“นั่นสิเพคะ”
“พระชายา...”
หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...
“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”
เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน้อย จนทุกคนหัวเราะออกมา
“อันใดกันเพคะ ที่แท้องค์รัชทายาททรงหวงพระชายานี่เอง จะตรัสอ้อมทำไมล่ะเพคะ”
“คุณหนูจูจูกล่าวอันใด เราน่ะ...”
“โธ่ องค์รัชทายาทจะปฏิเสธความจริงทำไมล่ะพ่ะย่ะค่ะ หรือว่าพระองค์มิได้หวงพระชายาพ่ะย่ะค่ะ?”
“หน็อย คุณชายหลง นี่เจ้า!”
พระพักตร์แดงก่ำขององค์รัชทายาททำให้เหล่าสหายต่างยิ้มกริ่มรู้สึกขบขันและเอ็นดูในเวลาเดียวกัน
หลี่หลิ่งฟางเพิ่งเคยเห็นหวังจิ้งเสวียนเขินอายเถียงไม่ออกครั้งแรก และไม่คิดว่าเหล่ามิตรสหายของชายหนุ่มดู ๆ แล้วเหมือนจะเป็นคนดีด้วยซ้ำ ทุกคนดูชื่นชอบชายหนุ่มอย่างมาก
เพราะคิดอย่างนั้นคำพูดที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินดันดังขึ้นมาในมุมหนึ่งของศาลา
สายตาทุกคู่หันไปจ้องมองทางต้นเสียง บริเวณนั้นมีบุรุษสี่ห้าคนนั่งจิบชายกยิ้มมุมปาก สายตาที่มองมาดูก็รู้ว่าเหยียดหยาม
“หึ พวกเจ้าเอาแต่ประจบประแจงหวังมีที่พึ่ง ช่างน่าสะอิดสะเอียนจริง ๆ”
“นั่นสิ เป็นบุรุษแท้ ๆ แต่กลับอ่อนแอดุจอิสตรี”
“เดี๋ยวนะ ชื่อเดิมก็เหมือนสตรีมิใช่หรือ? ชื่อว่าอันใดนะ อืม...”
“เสวียนลู่!”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”
คนพวกนั้นต่างหัวเราะออกมาเสียงดัง โดยไม่สนใจว่าสิ่งที่พูดนั้นจะสร้างปัญหาให้ตนหรือไม่
“เจ้าพวกนั้นเอาอีกแล้ว”
“เพราะเป็นบุตรชายของเจ้ากรมอาญางั้นหรือ ถึงทำตัวกร่างได้!”
“พวกสวะนั่น”
หลี่หลิ่งฟางเข้าใจสถานการณ์หมดแล้ว นางจึงลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ
“พระชายาเจ้าจะไปไหน?” หวังจิ้งเสวียนตรัสถามทันทีที่เห็นพระชายาลุกขึ้นยืน
“หม่อมฉันอยากไปสูดอากาศหน่อยเพคะ พอดีว่าแถวนี้อากาศมิค่อยบริสุทธิ์นัก”
“อากาศมิค่อยบริสุทธิ์อย่างไรหรือเพคะพระชายา?”
“ก็ยกตัวอย่างเช่น...ตรงนั้น”
สายตาทุกคู่หันไปทางนิ้วที่พระชายาชี้ ซึ่งนิ้วชี้ไปยังกลุ่มของคุณชายพวกนั้น เหล่าสหายต่างลอบขบขันที่พระชายากล้าตอบโต้กลับ
“นี่เจ้า!”
คุณชายที่แต่งตัวดูดีกว่าคุณชายคนอื่น ๆ หลี่หลิ่งฟางคิดว่าน่าจะเป็นบุตรชายของเจ้ากรมอาญาอย่างแน่นอน
“สามหาว! เจ้าบังอาจชี้หน้าใส่พระพักตร์ของพระชายางั้นหรือ?!” คุณหนูจูจูชี้หน้าด่าคุณชายไต้ด้วยความโกรธ
“เหอะ ท่านพ่อข้าบอกว่าเจ้าเป็นเพียงว่าที่พระชายามิใช่หรือ ยังมีหน้าโผล่มาที่นี่ได้ยังไง!”
ทุกคนต่างหันมาจ้องมองที่หญิงสาวด้วยสายตาไม่ค่อยอยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เรื่องในวังหลวงหาใช่เจ้าจะสอดปากเข้ามาได้”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำให้บรรยากาศอึมครึมกะทันหัน
“พระชายากับเราอภิเษกสมรสตามกฎหมาย มีหลายผู้หลายคนต่างเป็นพยาน แล้วเจ้ากล่าวหาว่าพระชายาของข้าเป็นว่าที่พระชายาได้อย่างไร?”
สายตาขององค์รัชทายาททะมึนลง จนบรรยากาศอึมครึมลงกว่าในตอนแรก
“เจ้าเด็กเวรนี่…”
หมับ โครม!
ทุกคนต่างตื่นตระหนกตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน รวมถึงหวังจิ้งเสวียนที่ยืนตกใจไม่ต่างกัน
“คุณชายไต้!”
คุณชายทั้งสี่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือคุณชายไต้ที่นอนบาดเจ็บสาหัส โดยมีสตรีนั่งยอง ๆ อยู่ใกล้
หมับ
“อ้าก! เจ็บ!” คุณชายไต้ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
หลี่หลิ่งฟางจิกเส้นผมเป็นกำดึงศีรษะคุณชายไต้ขึ้นมาจากหลุมไม้ที่ยุบลงไป ใบหน้าของเขาเกิดบาดแผลใหญ่และเศษไม้ทิ่มตามใบหน้า
“กล้าดีได้อย่างไรถึงพูดจาหมา ๆ ใส่องค์รัชทายาทที่เป็นถึงโอรสของสวรรค์ คนต่ำช้าอย่างเจ้าน่าถูกตัดคอด้วยซ้ำ นี่...ข้ายังไม่หายโกรธที่คนเลว ๆ แบบเจ้าทำกิริยาไร้มารยาทใส่สวามีของข้าเลย นี่...เงียบทำไมวะไอ้สวะ!”
หลี่หลิ่งฟางจิกผมคุณชายไต้เขย่าไปมาด้วยความโกรธ ก่อนจะปล่อยทิ้งไม่ไยดีและลุกขึ้นยืนบีบคอคนที่ยืนอยู่ใกล้มือที่สุด
“อึก!”
“นี่ทำอันใดของเจ้าน่ะ?!”
หลี่หลิ่งฟางปรายตามองชายหนุ่มอีกสามคนที่เหลือ ที่กำลังยืนตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
“มีตาหรือไม่ มิเห็นหรือว่าข้ากำลังทำอันใด?”
หลี่หลิ่งฟางบีบคอคุณชายจับเหวี่ยงไปทางคุณชายทั้งสาม นางก้าวขายาวประชิดตัวคนทั้งสี่ จากนั้นจนเกิดเป็นภาพตะลุมบอนขึ้น หลี่หลิ่งฟางใช้กำลังที่ตนมีทำร้ายคนพวกนั้นจนบางคนถึงขั้นสลบเมือดไป
ผัวะ! ผัวะ! ตุบ! ตับ! โครม!
เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้หวังจิ้งเสวียนยืนอึ้งกับศิลปะการต่อสู้ของพระชายา พอเขาตั้งสติได้รีบตรัสสั่งให้ชิงหลานองครักษ์ของตนรีบเข้าไปจับแยก
“ชิงหลาน!”
ชิงหลานที่ได้สติหลังตกใจกับสถานการณ์ที่ตนเพิ่งเคยพบเห็นรีบเข้าไปแยกพระชายาออกห่างจากคุณชายทั้งห้า
“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ ได้โปรดเย็นพระทัยลงก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เพราะชิงหลานเข้ามาด้านหลังกะทันหันจนโดนหญิงสาวเตะเข้าท้องอย่างจัง
โครม!
ตัวของชิงหลายลอยไปกระแทกกับโต๊ะน้ำชาง่ายดาย ยิ่งทำให้ทุกคนเริ่มหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น
หวังจิ้งเสวียนกัดฟันรีบวิ่งเข้าไปหาพระชายาของตน “พระชายาเย็นพระทัยลงก่อน!”
หมับ
หวังจิ้งเสวียนตรึงแขนขวาที่ง้างจะต่อยเอาไว้ได้ทัน “พระชายา!” หวังจิ้งเสวียนพยายามเรียกสติพลางรั้งแขนของหญิงสาวเอาไว้ด้วย
หวังจิ้งเสวียนไม่เคยเจออิสตรีคนใดที่มีแรงอันมหาศาลดุจบุรุษมาก่อน และอิสตรีคนนั้นก็คือพระชายาของตน
“อึก พระชายาเย็นพระทัยเดี๋ยวนี้!”
เสียงของหวังจิ้งเสวียนไม่ได้ส่งไปถึงสติของหลี่หลิ่งฟางสักนิด ซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำให้บุรุษรีบวิ่งเข้ามาห้าม
“พระชายา!”
“พระชายาอย่านะพ่ะย่ะค่ะ!”
ศีรษะของหวังจิ้งเสวียนถูกฝ่ามือบางทั้งสองข้างจับตรึงเอาไว้ พร้อมที่จะหักคอเต็มที
หวังจิ้งเสวียนใช้แรงทั้งหมดจับข้อมือของหญิงสาวและออกแรงบีบ จนดวงหน้างามตรงหน้าเหยเก สายตาที่มุ่งร้ายกะพริบปริบ ๆ แปรเปลี่ยนเป็นกระจ่างใส
“อะ...องค์รัชทายาท”
หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจสวมกอดหญิงสาวตรงหน้าอย่างโล่งอก “เรานึกว่าเราจะเป็นศพไปเสียแล้ว ฮะ ฮะ ฮ่า”
“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉัน...”
“ชู่วว มิเป็นไร เราเข้าพระทัยเจ้า”
หลี่หลิ่งฟางซุกใบหน้าบนลาดไหล่กว้างสวมกอดชายหนุ่มแน่น
ทันใดนั้นสุรเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายด้านนอกศาลา
“ที่นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
*****
เมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”“หลี่หลิ่งฟาง!”หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดีและนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับเมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ“พระชายาเพคะ...”หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเร
บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำขณะที่มู่จงชิงกำล
หลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่มแต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”“นั่นสิเพคะ”“พระชายา...”หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน
ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทนระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เ
หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรียิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดาหลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัวหลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหูหวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น“ตายจริง หม่อมฉ







