LOGIN⚠️WARNING⚠️
violence : การใช้ความรุนแรง / physical abuse : การทำร้ายร่างกาย
หลี่หลิ่งฟางกลับมาถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ในยามโหย่ว นางเดินไปนั่งที่ปลายเตียงก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ”
วันนี้ช่างเป็นวันที่หนักหนามากวันหนึ่งสำหรับตัวนางเอง
หลี่หลิ่งฟางใช้นิ้วนวดขมับทั้งสองข้าง มีเรื่องหนึ่งที่กำลังคับข้องใจอยู่ในหัวไม่จางหาย
เหตุการณ์ในโรงน้ำชาเจียวเหมยเดิมทีเป็นพระนางที่มาได้ยิน เพลงนั้นแต่งขึ้นเพื่อเล่าถึงวีรกรรมของมังกรน้อยชิงนาง เลยมีชื่อเรียกเพลงนั้นว่า ‘หลงชิงฮวา’
มังกรน้อยในเนื้อร้อง คือ องค์รัชทายาท
ส่วนบุปผา คือ แม่นางเยว่หลิน
ตั้งแต่เริ่มบรรเลงทำนองและเริ่มขับร้อง ทุกอย่างในเนื้อเพลงเป็นการเล่าถึงวีรกรรมที่หลายผู้หลายคนต่างพบเห็นมากับตา การกระทำขององค์รัชทายาทที่มีต่อแม่นางเยว่หลินนั้นแสดงออกนอกหน้า
หลายครั้งองค์รัชทายาทมักจะละเลยว่าที่พระชายาอย่างหลี่หลิ่งฟาง จึงทำให้มีข่าวลือแปลก ๆ มาให้ได้ยินมากมาย
บ้างก็ว่าในอนาคตองค์รัชทายาทอาจจะรับแม่นางเยว่หลินเข้ามาเป็นพระสนม ที่ใช้เวลาไม่นานคงได้ครองตำแหน่งฮองเฮาอยู่เคียงข้างกาย
อย่างเช่นเนื้อร้องที่กล่าวว่า...
มังกรน้อยทิ้งบุปผาที่บอบช้ำไว้เดียวดาย ใช้อำนาจชิงบุปผางามมาครอบครอง
บุปผาบอบช้ำโดดเดี่ยวเดียวดาย รอวันที่จะร่วงโรยรา
หลี่หลิ่งฟางหงายหลังนอนแผ่อยู่บนเตียงเหม่อมองเพดานห้องบรรทม เรื่องคับข้องใจที่สุดคือสีหน้าของหวังจิ้งเสวียนที่ตนเห็น หลี่หลิ่งฟางอยากรู้ว่าทำไมหวังจิ้งเสวียนถึงได้แสดงสีหน้าเช่นนั้นออกมา
“นอนเฉย ๆ อยู่ตรงนี้ไปก็ไม่ช่วยให้ข้าได้รู้ความจริง สู้ไปถามเจ้าตัวเลยน่าจะดีกว่า”
หลี่หลิ่งฟางกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะเดินทางไปยังพระตำหนักตงกง
ระหว่างที่เดินทางไปยังทิศตะวันออก มีหลายสายตาคอยจับจ้องมาตลอดทั้งสองฟากฝั่ง ราวกับตนเป็นนักโทษ หรือ ตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
หลี่หลิ่งฟางสงสัยจึงหันไปตรัสถามกับอันฉีที่เดินตามอยู่ทางด้านหลังว่า “อันฉี คนพวกนี้ทำไมถึงเอาแต่จ้องมองข้า?”
“ทูลว่าที่พระชายา พวกเขามิได้เห็นพระองค์มาเนิ่นนาน หลังจากวันที่พระองค์ถูกกักขังที่ตำหนักเย็นเพคะ จึงมิแปลกที่พวกเขาจะคอยมองตามพระองค์เช่นนี้”
‘ไม่แปลกบ้าอะไร เพราะมองแบบนี้ไงที่ทำข้าระแวงไปหมดแล้ว!’
หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจส่ายหน้าไปมา ก่อนจะรีบเดินทางไปยังจุดหมายของตนในทันที
ทางด้านหวังจิ้งเสวียนในขณะนี้ ชายหนุ่มกำลังนอนฟุบหน้าอยู่กับหมอน หลังจากกลับมาถึงตำหนักของตน เขาก็เอาแต่หมกตัวเองอยู่แต่ในตำหนัก โดยมีคำสั่งไม่ให้รบกวนตนเอง
แต่คำสั่งนั้นคงใช้กับสตรีผู้หนึ่งไม่ได้
ปัง!
บานประตูห้องบรรทมเปิดออกกว้างอย่างรุนแรงจนทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง เขาเงยพระพักตร์ออกจากหมอนจ้องไปทางบานประตู
เมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าเป็นผู้ใดกันที่กล้ามาท้าทายอำนาจของตน ชายหนุ่มก็ฟุบหน้าไปกับหมอนตามเดิม
“องค์รัชทายาทเพคะ”
เสียงหวานดังขึ้นพร้อมเดินเข้ามาใกล้กับเตียงที่ชายหนุ่มกำลังฟุบหน้ากับหมอนอยู่
“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะทูลถามพระองค์เพคะ”
“...”
มุมปากหลี่หลิ่งฟางกระตุกเล็กน้อย นางยังคงตรัสเรียกอีกครั้ง
“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันอยากจะทูลถามเรื่องบางอย่างกับพระองค์ ได้โปรดลุกขึ้นนั่งมาสนทนากับหม่อมฉันหน่อยเพคะ”
เสียงอู้อี้งึมงำในหมอนทำให้หลี่หลิ่งฟางฟังไม่ออก เส้นเลือดปูดข้างขมับ
หมับ พรึบ!
หวังจิ้งเสวียนถูกกระชากคอเสื้อจนตัวลอย ชายหนุ่มอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง ริมฝีปากพะงาบ ๆ ราวกับมีบางอย่างอยากจะพูดออกมา
“ทีนี้พระองค์จะสนทนากับหม่อมฉันได้หรือยังเพคะ?”
หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจตอบตกลงไปอย่างไม่เต็มใจมากนัก “พระชายาอยากสนทนากับเราเรื่องอันใด?”
หลี่หลิ่งฟางเดินไปยกเก้าอี้ตรงโต๊ะมาตั้งอยู่ตรงเบื้องหน้าของหวังจิ้งเสวียนใกล้ ๆ กับเตียงบรรทม
“หม่อมฉันมีเรื่องสงสัยบางอย่างจึงได้เสียมารยาทบุกรุกเข้ามาหาพระองค์ โดยที่พระองค์มีรับสั่งห้ามมิให้ผู้ใดรบกวน หม่อมฉันต้องของประทานอภัยเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนส่ายหน้าไปมา “ช่างเถอะ ว่าแต่พระชายาอยากตรัสถามอันใดกับเราล่ะ?”
หลี่หลิ่งฟางชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะทูลถามกลับไปตรง ๆ ว่า “วันนี้ที่โรงน้ำชาเจียวเหมย ตอนที่นางโลมขับร้องเพลงที่สอง...เหตุใดพระองค์ถึงมีสีหน้าเช่นนั้นเพคะ?”
“...”
หวังจิ้งเสวียนไม่คิดว่าพระชายาจะสังเกตเห็นด้วย เขาพยายามคิดหาคำตอบที่ดีที่สุด แต่ก็ถูกเสียงหวานดักทางเอาไว้เสียก่อน
“องค์รัชทายาทอย่าได้คิดที่จะโกหกหม่อมฉัน หม่อมฉันมิใช่ผู้ที่โง่งมจนดูสถานการณ์มิออกนะเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนทอดถอนใจตรัสขึ้นมาว่า “เพลงที่เจ้าได้ยินวันนี้มีชื่อว่า ‘หลงชิงฮวา’ เป็นเพลงที่เล่าเกี่ยวกับมังกรน้อยชิงบุปผา เราคิดว่าเจ้าน่าจะรู้ว่ามังกรน้อยในนั้นคือผู้ใด...คราแรกเราคิดว่ามันก็เป็นเพียงเพลงที่พวกนางโลมแต่งขึ้นเพื่อความรื่นเริงเท่านั้น แต่นับวันเรากลับรู้สึกว่าเพลงนั้นเป็นดั่งตราบาป ยิ่งเนื้อร้องมีการกล่าวถึงเจ้าที่กำลังรอวันโรยรา เรายิ่งคิดว่ามันมิถูกต้อง...”
“เรื่องใดที่มิถูกต้องหรือเพคะ?”
“...”
หวังจิ้งเสวียนชะงักค้างเมื่อพระชายาตรัสแทรกขึ้นมา
หลี่หลิ่งฟางหลับตาลงอย่างเชื่องช้า และลืมตาขึ้นสบตากับดวงตาหงส์ตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง
“ทุกอย่างที่เพลงนั้นแต่งออกมาล้วนถูกต้องทั้งสิ้น พระองค์คิดว่ามันมิถูกต้องที่ใดหรือเพคะ และบรรทัดที่บอกว่า ‘บุปผาบอบช้ำโดดเดี่ยวเดียวดาย รอวันที่จะร่วงโรยรา’ เรื่องนี้ก็เป็นความจริง หม่อมฉันถูกกักขังอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายที่ตำหนักเย็น พระองค์ลืมไปแล้วหรือเพคะ”
“...”
“หลงชิงฮวา...นั่นก็เหมาะสมกับพระองค์ดีนี่เพคะ อย่างไรหม่อมฉันก็มิเคยอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์อยู่แล้ว”
หลี่หลิ่งฟางลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ นางเดินเข้าไปใกล้พระวรกายขององค์รัชทายาทที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง หลี่หลิ่งฟางยกฝ่ามือจับที่ปลายคางของชายหนุ่ม
ดวงตาดอกท้อจ้องเข้าไปในดวงตาหงส์จนเห็นภาพเงาสะท้อนของตนเองข้างใน
“อย่าลืมสิเพคะ ว่าพระองค์เป็นคนวางยาพิษพระวรกายของพระองค์เอง และโยนความผิดมาให้หม่อมฉันเป็นแพะรับบาป...”
“!!”
หวังจิ้งเสวียนลมหายใจติดขัด ใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก ดวงตาสั่นระริกหยาดน้ำตาเอ่อคลอ พระวรกายสั่นเทาประหนึ่งว่ากำลังเผชิญหน้ากับอันตราย
“พระองค์น่ะมีอำนาจกว่าหม่อมฉัน แต่มิสามารถทำร้ายผู้ที่มีความแข็งแกร่งกว่าพระองค์ได้ แต่กลับทำร้ายหม่อมฉันที่อ่อนแอกว่าพระองค์”
หลี่หลิ่งฟางละฝ่ามือจากจับปลายคางเลื่อนมาบีบรอบลำคอขององค์รัชทายาทแผ่วเบา ออกแรงผลักให้ชายหนุ่มนอนราบไปกับเตียง โดยมีร่างของตนคร่อมอยู่ด้านบน
“หวังจิ้งเสวียน เจ้าคิดหรือว่าเจ้าทำเช่นนั้นแล้วจะได้ครอบครองดวงใจของแม่นางเยว่หลิน ที่เปรียบดั่งดอกบัวขาวสูงส่ง เจ้าคิดหรือไม่ว่ามังกรน้อยที่มีศัตรูรอบทิศทางจะปกป้องบุปผานั้นได้”
หลี่หลิ่งฟางออกแรงบีบลำคอของหวังจิ้งเสวียนจนชายหนุ่มตื่นตระหนก ความหวาดกลัวฉายชัดอยู่บนพระพักตร์ตรงหน้าของหลี่หลิ่งฟาง
“หึ แค่นี้เจ้าก็กลัวตายแล้ว ยังจะมีหน้าชิงนางอีกงั้นหรือ?”
หวังจิ้งเสวียนพยายามจับที่ข้อมือบางให้ปล่อยออกจากลำคอของตน
หยาดน้ำตารื้นไหลทะลักบดบังภาพตรงหน้า เสียงคนที่กำลังจะขาดอากาศหายใจดังระงมไปทั่วห้องบรรทม ทว่าแรงที่บีบรอบลำคอยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนแรงลง
หลี่หลิ่งฟางมองภาพตรงหน้าด้วยใจที่สงบนิ่งราวกับพื้นน้ำที่ไร้คลื่น ยิ่งร่างแกร่งพยายามดีดดิ้นมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องการบังคับให้อยู่ภายใต้อาณัตของตน มุมปากยิ้มเยาะยื่นไปกระซิบที่ข้างใบหูว่า...
“เจ้าลูกเจี๊ยบผู้น่าสงสาร”
เมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”“หลี่หลิ่งฟาง!”หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดีและนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับเมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ“พระชายาเพคะ...”หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเร
บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำขณะที่มู่จงชิงกำล
หลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่มแต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”“นั่นสิเพคะ”“พระชายา...”หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน
ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทนระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เ
หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรียิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดาหลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัวหลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหูหวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น“ตายจริง หม่อมฉ







