Share

หลงชิงฮวา

last update publish date: 2026-01-16 13:00:48

⚠️WARNING⚠️

violence : การใช้ความรุนแรง / physical abuse : การทำร้ายร่างกาย

หลี่หลิ่งฟางกลับมาถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ในยามโหย่ว นางเดินไปนั่งที่ปลายเตียงก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“เฮ้อ”

วันนี้ช่างเป็นวันที่หนักหนามากวันหนึ่งสำหรับตัวนางเอง

หลี่หลิ่งฟางใช้นิ้วนวดขมับทั้งสองข้าง มีเรื่องหนึ่งที่กำลังคับข้องใจอยู่ในหัวไม่จางหาย

เหตุการณ์ในโรงน้ำชาเจียวเหมยเดิมทีเป็นพระนางที่มาได้ยิน เพลงนั้นแต่งขึ้นเพื่อเล่าถึงวีรกรรมของมังกรน้อยชิงนาง เลยมีชื่อเรียกเพลงนั้นว่า ‘หลงชิงฮวา’

มังกรน้อยในเนื้อร้อง คือ องค์รัชทายาท

ส่วนบุปผา คือ แม่นางเยว่หลิน

ตั้งแต่เริ่มบรรเลงทำนองและเริ่มขับร้อง ทุกอย่างในเนื้อเพลงเป็นการเล่าถึงวีรกรรมที่หลายผู้หลายคนต่างพบเห็นมากับตา การกระทำขององค์รัชทายาทที่มีต่อแม่นางเยว่หลินนั้นแสดงออกนอกหน้า

หลายครั้งองค์รัชทายาทมักจะละเลยว่าที่พระชายาอย่างหลี่หลิ่งฟาง จึงทำให้มีข่าวลือแปลก ๆ มาให้ได้ยินมากมาย

บ้างก็ว่าในอนาคตองค์รัชทายาทอาจจะรับแม่นางเยว่หลินเข้ามาเป็นพระสนม ที่ใช้เวลาไม่นานคงได้ครองตำแหน่งฮองเฮาอยู่เคียงข้างกาย

อย่างเช่นเนื้อร้องที่กล่าวว่า...

มังกรน้อยทิ้งบุปผาที่บอบช้ำไว้เดียวดาย ใช้อำนาจชิงบุปผางามมาครอบครอง

บุปผาบอบช้ำโดดเดี่ยวเดียวดาย รอวันที่จะร่วงโรยรา

หลี่หลิ่งฟางหงายหลังนอนแผ่อยู่บนเตียงเหม่อมองเพดานห้องบรรทม เรื่องคับข้องใจที่สุดคือสีหน้าของหวังจิ้งเสวียนที่ตนเห็น หลี่หลิ่งฟางอยากรู้ว่าทำไมหวังจิ้งเสวียนถึงได้แสดงสีหน้าเช่นนั้นออกมา

“นอนเฉย ๆ อยู่ตรงนี้ไปก็ไม่ช่วยให้ข้าได้รู้ความจริง สู้ไปถามเจ้าตัวเลยน่าจะดีกว่า”

หลี่หลิ่งฟางกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะเดินทางไปยังพระตำหนักตงกง

ระหว่างที่เดินทางไปยังทิศตะวันออก มีหลายสายตาคอยจับจ้องมาตลอดทั้งสองฟากฝั่ง ราวกับตนเป็นนักโทษ หรือ ตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น

หลี่หลิ่งฟางสงสัยจึงหันไปตรัสถามกับอันฉีที่เดินตามอยู่ทางด้านหลังว่า “อันฉี คนพวกนี้ทำไมถึงเอาแต่จ้องมองข้า?”

“ทูลว่าที่พระชายา พวกเขามิได้เห็นพระองค์มาเนิ่นนาน หลังจากวันที่พระองค์ถูกกักขังที่ตำหนักเย็นเพคะ จึงมิแปลกที่พวกเขาจะคอยมองตามพระองค์เช่นนี้”

‘ไม่แปลกบ้าอะไร เพราะมองแบบนี้ไงที่ทำข้าระแวงไปหมดแล้ว!’

หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจส่ายหน้าไปมา ก่อนจะรีบเดินทางไปยังจุดหมายของตนในทันที

ทางด้านหวังจิ้งเสวียนในขณะนี้ ชายหนุ่มกำลังนอนฟุบหน้าอยู่กับหมอน หลังจากกลับมาถึงตำหนักของตน เขาก็เอาแต่หมกตัวเองอยู่แต่ในตำหนัก โดยมีคำสั่งไม่ให้รบกวนตนเอง

แต่คำสั่งนั้นคงใช้กับสตรีผู้หนึ่งไม่ได้

ปัง!

บานประตูห้องบรรทมเปิดออกกว้างอย่างรุนแรงจนทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง เขาเงยพระพักตร์ออกจากหมอนจ้องไปทางบานประตู

เมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าเป็นผู้ใดกันที่กล้ามาท้าทายอำนาจของตน ชายหนุ่มก็ฟุบหน้าไปกับหมอนตามเดิม

“องค์รัชทายาทเพคะ”

เสียงหวานดังขึ้นพร้อมเดินเข้ามาใกล้กับเตียงที่ชายหนุ่มกำลังฟุบหน้ากับหมอนอยู่

“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะทูลถามพระองค์เพคะ”

“...”

มุมปากหลี่หลิ่งฟางกระตุกเล็กน้อย นางยังคงตรัสเรียกอีกครั้ง

“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันอยากจะทูลถามเรื่องบางอย่างกับพระองค์ ได้โปรดลุกขึ้นนั่งมาสนทนากับหม่อมฉันหน่อยเพคะ”

เสียงอู้อี้งึมงำในหมอนทำให้หลี่หลิ่งฟางฟังไม่ออก เส้นเลือดปูดข้างขมับ

หมับ พรึบ!

หวังจิ้งเสวียนถูกกระชากคอเสื้อจนตัวลอย ชายหนุ่มอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง ริมฝีปากพะงาบ ๆ ราวกับมีบางอย่างอยากจะพูดออกมา

“ทีนี้พระองค์จะสนทนากับหม่อมฉันได้หรือยังเพคะ?”

หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจตอบตกลงไปอย่างไม่เต็มใจมากนัก “พระชายาอยากสนทนากับเราเรื่องอันใด?”

หลี่หลิ่งฟางเดินไปยกเก้าอี้ตรงโต๊ะมาตั้งอยู่ตรงเบื้องหน้าของหวังจิ้งเสวียนใกล้ ๆ กับเตียงบรรทม

“หม่อมฉันมีเรื่องสงสัยบางอย่างจึงได้เสียมารยาทบุกรุกเข้ามาหาพระองค์ โดยที่พระองค์มีรับสั่งห้ามมิให้ผู้ใดรบกวน หม่อมฉันต้องของประทานอภัยเพคะ”

หวังจิ้งเสวียนส่ายหน้าไปมา “ช่างเถอะ ว่าแต่พระชายาอยากตรัสถามอันใดกับเราล่ะ?”

หลี่หลิ่งฟางชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะทูลถามกลับไปตรง ๆ ว่า “วันนี้ที่โรงน้ำชาเจียวเหมย ตอนที่นางโลมขับร้องเพลงที่สอง...เหตุใดพระองค์ถึงมีสีหน้าเช่นนั้นเพคะ?”

“...”

หวังจิ้งเสวียนไม่คิดว่าพระชายาจะสังเกตเห็นด้วย เขาพยายามคิดหาคำตอบที่ดีที่สุด แต่ก็ถูกเสียงหวานดักทางเอาไว้เสียก่อน

“องค์รัชทายาทอย่าได้คิดที่จะโกหกหม่อมฉัน หม่อมฉันมิใช่ผู้ที่โง่งมจนดูสถานการณ์มิออกนะเพคะ”

หวังจิ้งเสวียนทอดถอนใจตรัสขึ้นมาว่า “เพลงที่เจ้าได้ยินวันนี้มีชื่อว่า ‘หลงชิงฮวา’ เป็นเพลงที่เล่าเกี่ยวกับมังกรน้อยชิงบุปผา เราคิดว่าเจ้าน่าจะรู้ว่ามังกรน้อยในนั้นคือผู้ใด...คราแรกเราคิดว่ามันก็เป็นเพียงเพลงที่พวกนางโลมแต่งขึ้นเพื่อความรื่นเริงเท่านั้น แต่นับวันเรากลับรู้สึกว่าเพลงนั้นเป็นดั่งตราบาป ยิ่งเนื้อร้องมีการกล่าวถึงเจ้าที่กำลังรอวันโรยรา เรายิ่งคิดว่ามันมิถูกต้อง...”

“เรื่องใดที่มิถูกต้องหรือเพคะ?”

“...”

หวังจิ้งเสวียนชะงักค้างเมื่อพระชายาตรัสแทรกขึ้นมา

หลี่หลิ่งฟางหลับตาลงอย่างเชื่องช้า และลืมตาขึ้นสบตากับดวงตาหงส์ตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง

“ทุกอย่างที่เพลงนั้นแต่งออกมาล้วนถูกต้องทั้งสิ้น พระองค์คิดว่ามันมิถูกต้องที่ใดหรือเพคะ และบรรทัดที่บอกว่า ‘บุปผาบอบช้ำโดดเดี่ยวเดียวดาย รอวันที่จะร่วงโรยรา’ เรื่องนี้ก็เป็นความจริง หม่อมฉันถูกกักขังอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายที่ตำหนักเย็น พระองค์ลืมไปแล้วหรือเพคะ”

“...”

“หลงชิงฮวา...นั่นก็เหมาะสมกับพระองค์ดีนี่เพคะ อย่างไรหม่อมฉันก็มิเคยอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์อยู่แล้ว”

หลี่หลิ่งฟางลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ นางเดินเข้าไปใกล้พระวรกายขององค์รัชทายาทที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง หลี่หลิ่งฟางยกฝ่ามือจับที่ปลายคางของชายหนุ่ม

ดวงตาดอกท้อจ้องเข้าไปในดวงตาหงส์จนเห็นภาพเงาสะท้อนของตนเองข้างใน

“อย่าลืมสิเพคะ ว่าพระองค์เป็นคนวางยาพิษพระวรกายของพระองค์เอง และโยนความผิดมาให้หม่อมฉันเป็นแพะรับบาป...”

“!!”

หวังจิ้งเสวียนลมหายใจติดขัด ใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก ดวงตาสั่นระริกหยาดน้ำตาเอ่อคลอ พระวรกายสั่นเทาประหนึ่งว่ากำลังเผชิญหน้ากับอันตราย

“พระองค์น่ะมีอำนาจกว่าหม่อมฉัน แต่มิสามารถทำร้ายผู้ที่มีความแข็งแกร่งกว่าพระองค์ได้ แต่กลับทำร้ายหม่อมฉันที่อ่อนแอกว่าพระองค์”

หลี่หลิ่งฟางละฝ่ามือจากจับปลายคางเลื่อนมาบีบรอบลำคอขององค์รัชทายาทแผ่วเบา ออกแรงผลักให้ชายหนุ่มนอนราบไปกับเตียง โดยมีร่างของตนคร่อมอยู่ด้านบน

“หวังจิ้งเสวียน เจ้าคิดหรือว่าเจ้าทำเช่นนั้นแล้วจะได้ครอบครองดวงใจของแม่นางเยว่หลิน ที่เปรียบดั่งดอกบัวขาวสูงส่ง เจ้าคิดหรือไม่ว่ามังกรน้อยที่มีศัตรูรอบทิศทางจะปกป้องบุปผานั้นได้”

หลี่หลิ่งฟางออกแรงบีบลำคอของหวังจิ้งเสวียนจนชายหนุ่มตื่นตระหนก ความหวาดกลัวฉายชัดอยู่บนพระพักตร์ตรงหน้าของหลี่หลิ่งฟาง

“หึ แค่นี้เจ้าก็กลัวตายแล้ว ยังจะมีหน้าชิงนางอีกงั้นหรือ?”

หวังจิ้งเสวียนพยายามจับที่ข้อมือบางให้ปล่อยออกจากลำคอของตน

หยาดน้ำตารื้นไหลทะลักบดบังภาพตรงหน้า เสียงคนที่กำลังจะขาดอากาศหายใจดังระงมไปทั่วห้องบรรทม ทว่าแรงที่บีบรอบลำคอยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนแรงลง

หลี่หลิ่งฟางมองภาพตรงหน้าด้วยใจที่สงบนิ่งราวกับพื้นน้ำที่ไร้คลื่น ยิ่งร่างแกร่งพยายามดีดดิ้นมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องการบังคับให้อยู่ภายใต้อาณัตของตน มุมปากยิ้มเยาะยื่นไปกระซิบที่ข้างใบหูว่า...

“เจ้าลูกเจี๊ยบผู้น่าสงสาร”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status