LOGINทั้งสองไปจดทะเบียนสมรสกันในวันนั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายและเงียบสงบ ถึงแม้จะไม่มีผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไปเป็นสักขีพยาน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของตระกูล ไม่ใช่พิธีที่หวังให้ใครมาร่วมรับรู้ หากเป็นการแต่งงานเพื่อรักษาเกียรติของหญิงสาว และเป็นความตั้งใจของทั้งสองที่จะผูกพันกันในแบบที่ไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงได้
ทันทีที่ออกมาจากที่ว่าการ เสียงจอแจของผู้คนรอบข้าง ความวุ่นวายของเมืองกลับทำให้หัวใจของทั้งคู่สงบอย่างประหลาด คล้ายว่าพวกเขาได้สร้างโลกเล็ก ๆ ที่มีเพียงกันและกันขึ้นมา
“นี่ก็เที่ยงแล้ว…ผมว่าพวกเราไปหาอะไรกินก่อนเถอะ คุณหิวหรือยัง” หลีฉีเฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและระมัดระวังราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจ
ซูเยว่ถิงเหลือบมองเขา ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ฉันเองก็หิวแล้วเหมือนกันค่ะ”
“คุณอยากกินอะไร” เขาถาม พลางยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
หญิงสาวไม่ได้ยิ้มตอบ เพียงเอ่ยสั้น ๆ ว่า “ฉันแล้วแต่คุณหมอเลยค่ะ”
หลีฉีเฟิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจพาเธอไปยังร้านบะหมี่เล็ก ๆ ที่เขาแวะกินเป็นประจำตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์ ร้านแห่งนั้นไม่หรูหรา แต่สะอาดและอบอุ่น มีกลิ่นน้ำซุปหอมลอยมาตั้งแต่ยังไม่ทันเดินเข้าไปถึงหน้าประตู เขาคิดว่านี่คงเป็นอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับร่างกายที่ยังบอบช้ำของเธอ
“งั้นไปกินบะหมี่ร้านโปรดของผมก็แล้วกัน รับรองว่าอร่อยถูกปากแน่” เขาหันมายิ้ม ก่อนจะเดินนำไปข้างหน้า
“ค่ะ” เธอตอบรับเพียงสั้น ๆ แล้วเดินตามเขาไปโดยไม่เอ่ยอะไรอีก
บะหมี่ที่ถูกยกมาเสิร์ฟในชามดินเผา กลิ่นน้ำซุปที่เคี่ยวจนหวานกลมกล่อมทำให้ซูเยว่ถิงรู้สึกตื่นตะลึงโดยไม่รู้ตัว ชีวิตก่อนหน้านี้ของเธอในฐานะนักฆ่า แทบไม่เคยได้สัมผัสความละเอียดอ่อนของรสชาติอาหาร การกินเป็นเพียงการประทังชีวิต แต่เมื่อซดน้ำซุปเข้าปาก เธอถึงได้ตระหนักว่าอาหารที่อร่อยสามารถทำให้หัวใจรู้สึกอุ่นขึ้นมาได้จริง ๆ
“คุณใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ” เธอถามขึ้นพลางวางตะเกียบลง มองเขาด้วยสายตาที่เหมือนพยายามจะเข้าใจ
“แบบนี้…แบบไหนเหรอครับ” หลีฉีเฟิงเลิกคิ้วถามกลับ
“ก็แบบว่า…ตื่นเช้า ไปทำงาน เลิกงาน กลับมากินข้าว เข้านอน คุณไม่เบื่อบ้างหรือไง” น้ำเสียงของซูเยว่ถิงเจือแววสงสัยแท้จริง ชีวิตของเขาต่างกับเธอราวฟ้ากับดิน ขณะที่เธอใช้ชีวิตท่ามกลางคมดาบและความตาย เขากลับเลือกใช้ชีวิตแสนเรียบง่าย
หลีฉีเฟิงยิ้มบาง ดวงตาสงบเย็น “เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ผมได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากนัก ผมคิดว่านี่แหละคือความสุข”
“คุณแน่ใจเหรอว่าสงบจริง ๆ” ซูเยว่ถิงสวนทันควัน “ดูญาติ ๆ ของคุณสิ โดยเฉพาะป้าของคุณ พวกเขาคอยหาเรื่องใส่ร้ายคุณไม่หยุด คุณยิ่งเงียบเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งเหยียบคุณหนักขึ้น”
คำพูดนั้นทำเอาหมอหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย เขาเงียบ ก่อนจะยิ้มอ่อนและพูดเหมือนปลอบใจเธอ “ผมรู้ว่าพวกเขายุ่งเกินไปจริง ๆ…แต่ต่อจากนี้ไปจะไม่เป็นไรแล้วล่ะ ตอนนี้เราก็แต่งงานกันแล้ว ผมจะพาคุณออกไปหาบ้านเช่าอยู่ข้างนอก เราจะได้อยู่อย่างสบายใจ ไม่ต้องเจอพวกเขา
เมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน เธอก็พบกับจ้าวเจียงเฟิงนั่งอยู่บนโซฟากับสามี ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังคุยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างออกรส พอเห็นซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงเดินเข้ามา สีหน้าของจ้าวเจียงเฟิงก็ปรับเป็นยิ้มเสแสร้งทันที“อ้าว หลานชายหลานสะใภ้กลับมากันแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม” เสียงของนางเต็มไปด้วยความแหลมคมที่ฟังดูไม่จริงใจนัก“ก็เหมือนทุกวันครับ” หลีฉีเฟิงตอบแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ซูเยว่ถิงยกกล่องขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สดชื่นกว่าทุกวันด้วยซ้ำ”“หมายความว่ายังไง สดชื่นกว่าทุกวัน” เซียวชุนถามออกไปด้วยความสงสัย“วันนี้กิจการที่ร้านไปได้ดีขึ้นหน่อย เลยอยากเอาสินค้าใหม่มาให้ป้ากับลุงได้ลองใช้ดู เป็นน้ำหอมอโรม่าพร้อมเตาเผา กำลังเป็นที่นิยม ลูกค้าต่างชื่นชอบมาก” ซูเยว่ถิงตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พอได้ยินว่าเป็นของฟรี แววตาของจ้าวเจียงเฟิงกับเซียวชุนก็เปล่งประกายความโลภทันที จ้าวเจียงเฟิงรีบลุกขึ้นมารับกล่องไปจากมือซูเยว่ถิง ยิ้มกว้างออกมาโดยไม่ปิดบัง“ของใหม่เชียวเหรอ ช่วงนี้ป้าเองก็กำลังหาของตกแต่งบ้านพอดี อันนี้ดูใช้ได้เลย ขอบใจมากนะ”สามีของนางก็หัวเ
คืนที่คฤหาสน์หลับใหลกิจการของซูเยว่ถิงกำลังไปได้สวย วันแล้ววันเล่า ร้านเล็ก ๆ ที่เธอลงแรงจัดการด้วยตัวเองคึกคักเป็นอย่างมาก น้ำหอมอโรม่าที่เธอคิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่กลายเป็นที่สนใจของผู้คนในเมืองอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมละมุนช่วยผ่อนคลายความเครียดหลังวันทำงานอันเหน็ดเหนื่อย ทำให้ลูกค้าหลายคนกลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อกันปากต่อปากเช้าวันหยุด หลังจากจัดเรียงสินค้าเรียบร้อย ซูเยว่ถิงเดินไปเช็ดโต๊ะวางเทียนหอมที่หน้าร้าน พลางหันไปถามหลีฉีเฟิงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หลังเคาน์เตอร์“คุณหมอว่าไงบ้างคะ น้ำหอมอโรม่าแบบใหม่นี้ฉันตั้งใจผสมเป็นพิเศษ หวังว่าจะถูกใจลูกค้า”หลีฉีเฟิงวางหนังสือลง ยิ้มบาง ๆ “หอมจริง ๆ นะ กลิ่นนี้ไม่แรงเกินไป แต่ติดจมูกดี เหมาะจะจุดในห้องทำงานหรือห้องนอน ผมว่าต้องดีแน่นอน”ยังไม่ทันจบประโยค ลูกค้ากลุ่มแรกก็เข้ามาในร้าน หญิงสาวสองคนยืนดมขวดทดลองแล้วหันมาถามด้วยความสนใจ“นี่คืออะไรคะ หอมจังเลย กลิ่นมันไม่เหมือนน้ำหอมทั่วไปเลย”ซูเยว่ถิงรีบเข้าไปอธิบายด้วยรอยยิ้ม “นี่คือน้ำหอมอโรม่าค่ะ ใช้คู่กับเตาเผาเล็ก ๆ ของร้านเรา จุดเทียนใต้เตา กลิ่นหอมจะค่อย ๆ ลอยออกมา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะส
จู่ ๆ ลูกค้าคนหนึ่งกลับเหลือบตามองซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงด้วยสายตาที่ชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด จะว่าสงสัยก็ใช่ จะว่ายินดีก็ใช่ หรือจะเป็นสายตาที่ชื่นชมก็ไม่ผิดนัก แต่ความหลากหลายในแววตานั้นก็ทำให้ซูเยว่ถิงถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่เข้าใจว่าลูกค้าคิดอะไรอยู่กันแน่“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ซูเยว่ถิงถามด้วยความสงสัย น้ำเสียงไม่แข็งแต่ก็แฝงไปด้วยการจับสังเกต“อ้อ...ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแต่ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้หมอหลีกับคุณซูดูสดใสขึ้นมากจริง ๆ ดูเหมือนมีความสุขกว่าแต่ก่อนเยอะเลย โดยเฉพาะหมอหลี หลายเดือนก่อนที่ฉันเจอเขาที่โรงพยาบาลยังไม่เห็นเขาสดใสเท่านี้เลยนะคะ” ลูกค้าสาวพูดพร้อมรอยยิ้ม“จะยังไงซะอีกล่ะคะ ก็เพราะหมอหลีได้ภรรยาดีอย่างไรเล่า ถึงได้มีชีวิตที่สดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ลูกค้าอีกคนเสริม น้ำเสียงแซว ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจคำพูดเหล่านั้นทำเอาหลีฉีเฟิงถึงกับหน้าแดงราวกับไฟวาบขึ้นมาที่ปลายหู ความเขินอายแล่นวูบเข้ามาในอกจนไม่รู้จะหลบสายตาใครอย่างไรดี ทว่าในขณะที่เขากำลังว้าวุ่น ซูเยว่ถิงกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน เธอเพียงหันไปตอบลูกค้าด้วยท่าทีเรียบง่าย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเสี
จุดเริ่มต้นของการทวงสิทธิ์หลีฉีเฟิงยืนจ้องกุญแจรถในมืออยู่นาน แววตาเขาสั่นสะท้อนด้วยความปลาบปลื้ม ราวกับหัวใจที่แห้งผากมานานได้รับน้ำหล่อเลี้ยงเสียที เขาหันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งสงบอยู่บนเก้าอี้ ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อท้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ทันใดนั้น เขาก้าวเข้าไปคว้าร่างซูเยว่ถิงมากอดแน่น “เยว่ถิง… ขอบคุณมากนะ” เสียงของเขาเบาแต่สั่นสะท้านด้วยความจริงใจทั้งชีวิตที่ผ่านมา หลีฉีเฟิงคุ้นชินเพียงการถูกทอดทิ้ง ถูกกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขา ไม่มีใครเคยคิดจะปกป้องเขาสักครั้ง กระทั่งวันนี้… วันที่ซูเยว่ถิงเข้ามาในชีวิต และทำในสิ่งที่เขาไม่กล้าลงมือ นั่นคือการทวงสิทธิ์อันชอบธรรมกลับคืนมาซูเยว่ถิงปล่อยให้เขากอดโดยไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ยกมือกอดตอบเช่นกัน แววตาของเธอเย็นนิ่ง เธอไม่ได้ทำไปเพราะความรัก หากแต่เพราะความไม่พอใจต่อความอยุติธรรมที่ครอบครัวจ้าวเจียงเฟิงยัดเยียดให้ชายตรงหน้า“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก รถคันนี้มันควรเป็นของคุณตั้งแต่แรกแล้ว ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง… ฉันไม่ชอบให้ใครรังแกหรือเอาเปรียบเท่านั้น” ซูเยว่ถิงเอ่ยเรียบเสียงพลางดันร่างเขาออกเล็กน้อยเพ
“คุณอย่าลืมนะคะว่าซอยที่คุณผ่าน มันเปลี่ยวมาก และต่อให้เหตุผลเป็นอย่างที่คุณว่า แต่คดีนี้ก็ทำให้เส้นทางนั้นกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงไปแล้ว หากวันหนึ่งมีใครดักทำร้ายขึ้นมาจริง ๆ คุณจะรับมืออย่างไร”หลีฉีเฟิงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยสงบสะท้อนความลังเลและสับสน“คุณพูดเหมือนกับว่ามีใครจ้องเล่นงานผมอย่างนั้น…”ซูเยว่ถิงยิ้มบาง แต่อากาศรอบตัวกลับเย็นยะเยือก“คุณเป็นหมอที่เก่งที่สุดของโรงพยาบาล เก่งจนทำให้คนบางคนไม่พอใจ คุณอาจมีศัตรูโดยไม่รู้ตัวก็ได้ บางครั้งการรักษาที่ล้มเหลว ญาติคนไข้บางรายก็อาจโทษหมอแทนที่จะโทษโชคชะตา และที่สำคัญที่สุด…” เธอหยุดเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องเขาแน่วนิ่ง “คนที่น่าสงสัยที่สุด…มักจะอยู่ใกล้ตัวที่สุด ถ้าป้าของคุณเคยทำร้ายพ่อแม่คุณจริง ๆ คุณคิดหรือว่าจะไม่มีวันคิดทำร้ายคุณ”คำพูดนั้นทำให้หลีฉีเฟิงเงียบไปชั่วขณะ เขาหลุบตาลง สองมือกำแน่นบนตัก แววตาที่เงียบสงบสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเขาจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ“แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ…จะให้ผมพกมีดไปด้วยทุกครั้งที่ไปทำงานหรือ”“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ” ซูเยว่ถิงปฏิเสธทันที น้ำเสียงเธออ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงหนักแน่น“ฉันแค่คิดว่าคุณควรเลิกใช
รถที่ถูกพรากไปเช้าวันถัดมา แสงแดดอุ่นยามเช้าสาดลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาในบ้าน บรรยากาศภายในคฤหาสน์ที่ควรจะเงียบสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงไซเรนรถตำรวจที่ดังแผ่ว ๆ อยู่หน้าประตูรั้วใหญ่ เสียงนั้นก้องสะท้อนเข้ามาในความเงียบของเช้า ทำให้ทุกคนในบ้านพลันรู้สึกอึดอัดราวกับมีเงาหนักถาโถมลงมาไม่นาน เสียงเคาะประตูหนักแน่นก็ดังขึ้นในความเงียบ อาเสวี่ยรีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาแจ้งข่าว ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“คุณหมอครับ! ตำรวจมาขอพบ บอกว่ามีเรื่องสำคัญครับ”หลีฉีเฟิงที่เพิ่งวางถ้วยชาลงช้า ๆ เงยหน้าขึ้น แววตาสงบนิ่งเหมือนผิวน้ำแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคลื่นที่สั่นไหว เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกจากห้องรับประทานอาหารอย่างสุขุม ก้าวเท้าที่มั่นคง แต่ในใจกลับรู้สึกได้ว่าความเงียบสงบในบ้านหลังนี้กำลังจะถูกกระทบเมื่อประตูเปิดออก ภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายปรากฏขึ้นตรงหน้า ทั้งคู่แต่งเครื่องแบบเรียบร้อย สีหน้าจริงจังและเคร่งเครียด ผู้ที่ดูอาวุโสกว่ายกมือเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มหยาบแต่ยังสุภาพ“คุณหมอหลีใช่ไหมครับ”“ใช่ครับ” หลีฉีเฟิงตอบเรียบ ๆ ดวงตาคมมองตรงไปโดยไม่แสดงความหวั่นไหว “มีเรื







