เข้าสู่ระบบ“หน้าระรื่นเชียวนะยะ”
จนิตาทักทายพลางหย่อนสะโพกลงบนเก้าอี้ภายในผับหรูแห่งหนึ่งโซนด้านในสุด บรรยากาศนั้นค่อนข้างดี แม้ว่าผู้คนจะหนาแน่น
“ก็ธรรมดา คนมันผัวรัก ผัวหลง ผัวตามง้อน่ะแก” ศรายักไหล่พร้อมสะบัดผมอย่างมั่นอกมั่นใจ ตามสไตล์คนสวยที่สามีเพิ่งจะมาตามง้องอนขอคืนดี
“จ้า...” จนิตาและเกวลินประสานเสียงพร้อมกัน
“คืนนี้เต็มที่เลยนะพวกแก ฉันเลี้ยงเอง” ศราว่าแล้วยกมือขึ้นเรียกพนักงานให้เดินเข้ามาบริการ
“พวกฉันจัดเต็มอยู่แล้ว” จนิตาตอบรับ ซึ่งคืนนี้เธออยู่ในชุดกางเกงยีนส์สีซีดรัดรูปคู่กับเสื้อครอปเอวลอยโชว์เอวคอดกิ่ว ผมลอนใหญ่รับกับใบหน้าคมทำให้ดูโดดเด่นไม่แพ้ใคร ก่อนจะหันไปสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานด้วยประโยคที่ทำเอาเพื่อนชะงัก
“ขอน้ำเปล่าค่ะ”
“อ้าว ไหงสั่งน้ำเปล่าล่ะยะนังไจ๋” ศราขมวดคิ้วไม่เข้าใจ มาผับทั้งทีสั่งน้ำเปล่ามันจะไปได้รสชาติอะไร “อย่าบอกนะว่าผัวห้าม ผัวมีกฎเพิ่ม”
“ก็ห้าม...แต่คุณพายแค่ห้ามดื่มกับคนแปลกหน้า” จนิตาร้องบอก
“แล้ว?...” ศรายังทำหน้าไม่เข้าใจ
“จู่ๆ ฉันก็อยากรักสุขภาพขึ้นมา” จนิตายิ้มเจื่อนๆ เธอไม่เข้าใจอารมณ์ในช่วงนี้ของตัวเองเลย
ไม่นานพนักงานก็นำค็อกเทลและน้ำดื่มมาวางเสิร์ฟพร้อมกับเฟรนช์ฟรายส์และของกินเล่นอีกสองสามอย่าง จากนั้นสามสาวก็นั่งสนทนากันไปอย่างออกรสออกชาติ
กระทั่งจนิตาลุกขึ้นยืน
“ไปไหนยะ” ศราถาม
“ไปห้องน้ำ ปวดฉี่” จนิตาว่าแล้วรีบจ้ำไปทันที ช่วงนี้รู้สึกเหมือนห้องน้ำเป็นบ้านหลังที่สอง เพราะเข้าบ่อยจนผิดปกติ
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวและล้างมือจนสะอาด ในจังหวะที่กำลังจะเดินกลับไปหาเพื่อน หูของเธอกลับได้ยินเสียงคุ้นเคยแว่วมาจากมุมสูบบุหรี่ด้านหลัง
“ไอ้พายบอกว่าจะมาเลตหน่อย”
จนิตาชะงัก นั่นเสียงสิบทิศ เพื่อนสนิทของพริษฐ์ไม่ผิดแน่ ไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมจนมาเจอเพื่อนสามีที่นี่ หญิงสาวตั้งใจจะเดินเข้าไปทักทาย แต่ประโยคถัดมากลับตรึงเท้าไว้กับที่
“เออ” วาโยขานรับขณะพ่นควันบุหรี่สีขาวออกมา
“ว่าแต่มึงเห็นเหมือนที่กูเห็นไหมวะ...” สิบทิศถาม นัยน์ตาฉายแววเคร่งเครียด ใบหน้าแดงก่ำจากการกระดกเหล้าเข้าปากไปหลายแก้ว
“เห็นอะไร”
“ก็เมื่อวานมันไปงานวันเกิดคุณฉาย น้องกูก็ไปงานนั้นเลยคาบข่าวมาบอก” สิบทิศถอนหายใจแรงๆ
“อ้าว แล้วที่มันรับปากว่าจะไปดินเนอร์กับคุณไจ๋ล่ะ” วาโยขมวดคิ้ว ดูเหมือนเขาจะได้คำตอบแล้วว่าพริษฐ์เลือกใคร
“น่าจะไปไม่ทันละมั้ง เพราะกูเห็นคุณไจ๋ลงรูปว่ามันทำกับข้าวให้กินที่บ้าน” สิบทิศพูดพลางทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เมนูไข่เจียวมะเขือเทศของโปรดคุณฉาย”
“ไอ้เหี้ย...” วาโยอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ ไม่คิดว่าเพื่อนจะเลือดเย็นได้ขนาดนี้ หนีจนิตาไปงานวันเกิดผู้หญิงที่แอบรักไม่พอ ยังกลับมาทำเมนูโปรดของผู้หญิงคนนั้นให้กินอีก
“ถ้าไม่เชื่อ งั้นมึงลองดูในไอจีคุณฉายสิ กูว่าน่าจะมีรูปมันอยู่บ้าง ส่วนข้าวไข่เจียวคุณไจ๋น่าจะลบไปแล้ว”
จนิตาที่ยืนหลบอยู่หลังมุมกำแพงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน
ไม่จริงหรอก หญิงสาวสั่นหน้าแรง เป็นไปไม่ได้ สามีเธอบอกว่าติดเคสด่วนก็ต้องเป็นเช่นนั้น ทว่าประโยคถัดมาก็ทำให้ต้องขบเม้มปาก
“มีจริงๆ ว่ะ กูเห็นนาฬิกาข้อมือของมัน” วาโยยืนยันหลังพิสูจน์ความจริง
จนิตารีบหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง โชคดีที่บัญชีอินสตาแกรมของตะวันฉายเป็นสาธารณะ ภาพล่าสุดที่ปรากฏคือบรรยากาศงานวันเกิดที่มีคนไปร่วมงานค่อนข้างมาก ของขวัญล้วนเป็นของหรูหราสมฐานะ ก่อนหัวใจของหญิงสาวจะชาไปทั้งดวง เมื่อสังเกตเห็นแขนของผู้ชายคนหนึ่งถูกถ่ายติดมาด้วย แม้จะไม่เห็นใบหน้าแต่ก็จำได้ดี เพราะนาฬิกาที่พริษฐ์ชอบใส่อยู่บนข้อมือนั้น
เธอนิ่งอึ้งไป สมองขาวโพลน ทำไมเขาเลือกไปหาผู้หญิงคนนั้น ทำไมถึงต้องโกหกกัน มันต้องมีเหตุผลแน่ๆ แล้วในชั่วอึดใจก็ได้ยินประโยคที่เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางอก
“สรุปว่ามันยังรักคุณฉายอยู่จริงๆ สินะ” สิบทิศพึมพำ
ด้านวาโยพูดไม่ออก เมื่อความจริงข้อนี้เขาก็นึกกลัวเสมอมา พริษฐ์น่าจะไม่เคยลืมตะวันฉายได้เลยกระมัง
จนิตารู้สึกเหมือนถูกคนกระชากหัวใจออกจากอก
‘รักอย่างนั้นหรือ’
‘สามีของเธอรักตะวันฉาย’
“มะ...ไม่จริงหรอก เขาต้องรักเราสิ ไม่งั้นจะมาแต่งงานกันทำไม” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองด้วยปากที่สั่นระริก ร่างกายแข็งทื่อเหมือนถูกสาป
“แต่มันก็ไม่ควรเอาคุณไจ๋เป็นตัวแทนคุณฉายหรือเปล่าวะ กูอยากรู้จริงๆ เลยว่า ถ้าไม่รักแล้วมันแต่งงานกับคุณไจ๋ไปทำไม” วาโยร้องถามเสียงหนัก ไม่เห็นด้วยเลยกับการกระทำของเพื่อน หากจนิตารู้ขึ้นมาจะรู้สึกแย่แค่ไหน
“กูรู้ว่ามันแต่งเพราะอะไร” สิบทิศบอกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ความจริงที่ขังอยู่ในใจมาตลอดกำลังจะถูกระเบิดออกมา
“มันแต่งเพราะอะไร” วาโยถามสวนกลับทันที
จนิตาอยากจะยกมือขึ้นอุดหู อยากจะหนีไปจากตรงนี้ให้ไกลที่สุด แต่ขากลับก้าวไม่ออก ก่อนคำพูดของสิบทิศที่พรั่งพรูออกมาจะทำให้หัวใจแหลกสลาย
“มันแต่งเพราะ...”
จนิตาถึงกับหูอื้อ ร่างกายเกือบจะทรุดฮวบลงกับพื้นเย็นเยียบ จนต้องขยับตัวไปพิงกับกำแพง แล้วเริ่มสะอึกสะอื้นออกมา
ฮึก...
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







![บอสขาอย่าหื่น [ซีรี่ส์ภาคต่อ บอสขาอย่าอ่อย]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)