LOGINพริษฐ์มองตามหลังไปพลางใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม จบแบบนี้ดีที่สุดแล้ว เพราะตนก็คงทนอยู่กับผู้หญิงอย่างจนิตาได้อีกไม่นานหรอก เขาก้าวเดินจากไปด้วยสีหน้านิ่งสนิท ราวกับไม่ได้รู้สึกเสียดายหรืออาลัยอาวรณ์ในตัวอดีตภรรยาคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
เสียงฝีเท้าที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องโดยไม่มีการขออนุญาต ทำให้คนที่กำลังอ่านประวัติว่าที่คุณแม่มือใหม่อยู่นั้นต้องเงยหน้าขึ้นมอง อีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะถึงเวลาตรวจของตนแล้ว
“ไอ้พาย”
คนที่ปรี่เข้ามาหาคือสิบทิศ ท่าทางนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนจนผิดปกติ ทว่าพริษฐ์กลับทำแค่เลิกคิ้วมองด้วยความเฉยชา
“มึงหย่ากับคุณไจ๋แล้วเหรอวะ” สีหน้าของสิบทิศเต็มไปด้วยความตกใจ บอกไม่ถูกว่าควรจะรู้สึกอย่างไร แม้ตนจะเป็นเพื่อนของพริษฐ์ แต่ลึกๆ ก็รู้สึกสงสารและเห็นใจจนิตาไม่น้อย
“เออ”
พริษฐ์ตอบสั้นๆ ท่าทางไม่ได้ทุกข์ร้อน คิดว่าสิบทิศน่าจะรู้ข่าวมาจากวาโย เพราะเมื่อวานตนวานให้รุ่นน้องคนหนึ่งช่วยเข้าเวรแทนให้ตอนที่ต้องออกไปอำเภอ วาโยก็อยู่ด้วย
“ที่มึงบอกกูว่าจะจัดการเองคือ หย่ากับคุณไจ๋?” สิบทิศนึกถึงถ้อยคำของเพื่อน
“กูไม่ได้ขอหย่า แต่ก็ดีแล้ว อยู่ด้วยกันไปก็ปวดหัว” พริษฐ์วางปากกาในมือลง แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ
“ไม่เสียใจสักนิดเลยหรือวะ” สิบทิศไม่นึกว่าเพื่อนจะไร้หัวใจขนาดนี้ อยู่กันมาตั้งสามปีก็น่าจะผูกพันกันบ้าง
“ทำไมกูต้องเสียใจ” พริษฐ์ย้อนถามกลับเสียงเรียบ แล้วหันกลับไปสนใจแฟ้มประวัติตรงหน้าต่อ เป็นการไล่เพื่อนไปในที ทว่าไม่ถึงนาทีเพื่อนกลับถามย้ำคำถามเดิม
“มึงหย่ากันแล้วจริงๆ ใช่ไหม”
“เออ”
พริษฐ์กระแทกเสียงตอบ มันเห็นเขาเป็นคนชอบล้อเล่นหรืออย่างไรกัน
“แล้วทำไมคุณไจ๋ยังมานั่งรอมึงหน้าห้องตรวจ” สิบทิศที่หมุนตัวเตรียมจะออกจากห้องชะงักกึก เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างที่คุ้นตาของจนิตา ซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้องตรวจพอดี
พริษฐ์ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ชั่วนาทีก็กระตุกยิ้มมุมปาก หย่ากันไม่ถึงสองวัน จนิตาก็มาตามง้อตนเสียแล้ว พลันถามกับนางพยาบาลที่เดินเข้ามาภายในห้องเสียงนิ่งเรียบ
“คุณไจ๋เธอมาทำไมครับ ถ้าเธอมาง้อก็บอกให้เธอกลับไป...” พริษฐ์เอ่ยไม่ทันจบประโยคก็ต้องชะงัก ยามได้ยินคำตอบที่สวนกลับมา
“เอ่อ...เธอบอกว่า เธอท้องค่ะ”
“ท้องเหรอครับ” สิบทิศอุทานออกมาเสียงหลงแล้วมองหน้าเพื่อน นี่มันหย่ากับเมียทั้งที่เมียท้องอยู่อย่างนั้นหรือ
ฝ่ายพริษฐ์นิ่งงันไป ไร้การตอบสนองใดๆ
บทที่ 5
ห้านาทีต่อมา อดีตสามีภรรยาก็มานั่งเผชิญหน้ากัน จนิตาส่งยิ้มบางๆ ทักทายคุณหมอหนุ่มที่เธอตั้งใจเลือกให้เป็นคนดูแล ‘เจ้าตัวเล็ก’ ในครรภ์
“จะมาไม้ไหนครับ” พริษฐ์เอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงคาดคั้น ไม่รู้ว่าหญิงสาวกำลังคิดทำอะไร หรือคิดจะเอาเรื่องนี้มาดึงให้ตนกลับไป ก่อนย้ำในความเป็นจริง “เราหย่ากันแล้วนะครับ”
“ก็หย่ากันแล้วน่ะสิคะ”
จนิตาปรายตามองคนที่ย้ำเตือนกัน
“แล้วต้องการอะไรครับ” ในเมื่อหญิงสาวยอมรับความจริงเรื่องหย่า แล้วเป้าหมายของการมาปรากฏตัวที่นี่คืออะไรกันแน่
“ที่นี่มีกฎห้ามมาฝากครรภ์กับผัวเก่าหรือคะ” จนิตาถามเสียงตลก เธอมายังแผนกสูตินรีเวชจะทำอะไรได้ พริษฐ์ขึงหน้าเข้มใส่ถ้อยคำยอกย้อน
“ไจ๋มาตรวจครรภ์ค่ะ ไจ๋ท้อง” ไม่พูดเปล่ายังหยิบที่ตรวจครรภ์สามแท่งออกมาวางไว้เบื้องหน้าเป็นการยืนยัน
พริษฐ์ยังวางหน้านิ่ง ก่อนถามไปเสียงเรียบ “ขโมยมา?”
เขาว่ามันไม่เมกเซนส์เลย หากจนิตาท้องจริงๆ เจ้าตัวคงกระโดดโลดเต้นดีใจพร้อมรีบบอกเขาแล้ว
“งั้นก็พิสูจน์สิคะ” หญิงสาวสวนกลับนิ่งๆ พริษฐ์จะมามัวสงสัยไปทำไมในเมื่อพิสูจน์ได้
“คุณแก้วพาคนไข้ไปตรวจทีครับ” ชายหนุ่มหันไปบอกกับนางพยาบาลให้พาคนไข้ไปทำตามขั้นตอน
“เชิญค่ะคุณไจ๋”
กิ่งแก้วผายมือ ทั้งเกร็งและช็อกเมื่อได้รับรู้ความลับว่าทั้งคู่หย่าขาดจากกันแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีวี่แววเลยสักนิด จนิตาดูรักและเทิดทูนคุณหมอคนเก่งยิ่งกว่าอะไร แม้ฝ่ายชายจะดูนิ่งขรึมไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยแสดงท่าทีหมางเมินออกสื่อ
จนิตาเดินตามออกไปเพื่อทำตามขั้นตอนการตรวจอย่างว่าง่าย ทิ้งให้พริษฐ์นั่งจมอยู่กับที่ตรวจครรภ์ทั้งสามแท่งบนโต๊ะ
ใช้เวลาไม่นาน ผลการตรวจที่แน่ชัดก็มาอยู่ในมือของคุณหมอมือหนึ่ง พริษฐ์จ้องกระดาษแผ่นนั้นนิ่งงัน
“กี่เดือนแล้วคะ” จนิตาถามด้วยรอยยิ้มที่ดูตื่นเต้น แต่ก็ไม่วายจิกกัดเล็กๆ “ลูกของเราตัวแค่ไหนแล้ว อุ๊ย...ลูกของไจ๋ตัวแค่ไหนแล้ว”
“หนึ่งเดือนครับ” พริษฐ์ตอบเสียงขรึม สายตาคมช้อนขึ้นสบตากับคนที่ปกปิดความลับนี้ไว้ “รู้แล้วทำไมไม่บอกผม”
“ก็บอกอยู่นี่ไงคะ” หากเธอคิดจะปกปิดจริงๆ คงไม่ถ่อมาถึงที่นี่ และไอ้ความคิดที่จะหอบลูกหนีก็ไม่มีกระเด็นเข้ามาในหัว เธอไม่ผิด ทำไมต้องดิ้นรนทำให้ตัวเองต้องลำบาก และด้วยอาชีพเก่าที่ตั้งใจจะกลับไปทำนั้นต้องอยู่ในจอหน้าทีวี อย่างไรชายหนุ่มก็ต้องรู้ “และไจ๋ขอฝากครรภ์กับคุณหมอด้วยเลยนะคะ”
ในเมื่อเขาคือคุณหมอมือดีที่เก่งที่สุดที่เธอรู้จัก เรื่องอะไรต้องไปเสี่ยงเลือกคนอื่น ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะเอาคืนบ้าง จึงหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดถ่ายภาพผลการตรวจที่ติดข้อมือของพริษฐ์ ก่อนจะโพสต์ลงอินสตาแกรมที่เปิดเป็นสาธารณะเป็นกรณีพิเศษ
พร้อมแคปชันที่ประกาศให้โลกรู้ ‘มาฝากครรภ์กับคุณหมอคนดี’
จนิตานั่งยิ้มร้าย ใครดีมา เธอก็ดีตอบ แต่หากร้ายมาก็จะขอชนกลับ จะมามัวนั่งเป็นนางเอกผู้อดทน ยอมถอยไปเงียบๆ โดยไม่ตอบโต้อะไรเลย มันก็ไม่ใช่เธอ
“ว่าแต่....ครั้งหน้าไจ๋ควรพาสามีมาด้วยไหมคะ” จนิตาถามด้วยสีหน้าใสซื่อ
พริษฐ์ขมวดคิ้วมุ่น “คุณหมายถึงอะไร”
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







