เข้าสู่ระบบจนิตานั่งยิ้มร้าย ใครดีมา เธอก็ดีตอบ แต่หากร้ายมาก็จะขอชนกลับ จะมามัวนั่งเป็นนางเอกผู้อดทน ยอมถอยไปเงียบๆ โดยไม่ตอบโต้อะไรเลย มันก็ไม่ใช่เธอ
“ว่าแต่....ครั้งหน้าไจ๋ควรพาสามีมาด้วยไหมคะ” จนิตาถามด้วยสีหน้าใสซื่อ
พริษฐ์ขมวดคิ้วมุ่น “คุณหมายถึงอะไร”
“ก็ไจ๋จะได้พาเขามาช่วยดูแลไจ๋กับลูกไงคะ จะได้เห็นหน้าลูกพร้อมๆ กัน” จนิตาให้เหตุผล อึดใจนั้นก็ได้ฟังประโยคที่ทำให้หัวเราะแทบท้องแข็ง
“สามีคุณคือผม” พริษฐ์เค้นเสียงย้ำเตือน
“เราหย่ากันแล้วนะคะ” หญิงสาวสวนกลับนิ่มๆ เจ้าตัวก็เพิ่งพูดไปหยกๆ ไฉนลืมเสียแล้วล่ะ “หรือคุณหมอคิดว่า ไจ๋เลิกกับคุณแล้วจะยอมทนเป็นยัยแก่ ไม่มีผัวอีกไปจนวันตายหรือไง ไจ๋ฮอต มีคนอยากได้ไจ๋ตั้งเยอะแยะ ทั้งคนเก่าคนใหม่”
คนสวยอย่างเธอมีตัวเลือกเยอะแยะไป แล้วจะอยู่กับความเปล่าเปลี่ยวไปทำไมกัน
“ไจ๋ลานะคะ” เมื่อได้รับผลตรวจที่ต้องการแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องอยู่ต่อ ไม่สนใจว่าพริษฐ์จะมองมาด้วยสายตาเขม็งเครียดแค่ไหน ร่างบางขยับตัวลุกขึ้นเต็มความสูง กระนั้นก็ไม่ลืมบอกทิ้งท้ายไว้ “ครั้งหน้าไจ๋จะพาผัวใหม่มารู้จักนะคะผัวเก่า”
พูดจบหญิงสาวก็สะบัดหน้าเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องตรวจ ตรงไปยังประตูทางออกด้านหน้าเพื่อเรียกแท็กซี่ริมถนน ครั้นจะรอด้านในผู้คนก็ยืนรอกันอยู่อีกหลายคิว
ทว่ายืนรอรถยังไม่ทันถึงห้านาทีก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“ไจ๋”
“พี่เก้า...”
จนิตาขบเม้มปาก เมื่อเห็นนพเก้ากำลังเดินตรงเข้ามาหา เธอไม่ได้เจอหน้าอีกฝ่ายเลยนับตั้งแต่เจ้าตัวลั่นระฆังวิวาห์กับตะวันฉายไป
“พี่กลับมาแล้วนะ” นพเก้ามองคนที่คิดถึงด้วยสายตาเป็นประกาย นึกเสียดาย ตนไม่น่าเลือกผิดเลย
จนิตาแค่ยิ้มชืดๆ ใส่ ไม่รู้จะทักทายอะไรออกไปดี
“พี่ขอคุยกับไจ๋หน่อยได้ไหม พี่มีเรื่องจะบอกไจ๋” นพเก้าหวังว่าจนิตาจะมีเวลาให้เขาสักสิบนาที เพราะมีเรื่องที่เจ้าตัวควรรู้ พลันย้ำไป “เรื่องสำคัญมากๆ ครับ”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปอย่างครุ่นคิด สีหน้าจริงจังของนพเก้าทำให้ตอบตกลง “ก็ได้ค่ะ งั้นเราไปคุยกันที่...”
รถคันหรูแล่นมาจอดนิ่งสนิทหน้าบ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังหนึ่ง สภาพของมันดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนิตาก้าวลงจากรถมา โดยมีพลขับกิตติมศักดิ์เดินตามลงมาด้วย
“ขอบคุณที่มาส่งไจ๋นะคะ” จนิตายกมือไหว้ขอบคุณนพเก้า แม้ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายบอกเล่า ตนบังเอิญรู้มาก่อนแล้วก็ตามที แต่อย่างน้อยเขาก็มีความตั้งใจจะบอก
“พี่พร้อมอยู่ข้างๆ ไจ๋นะ” นพเก้ามีความรู้สึกผิดในใจ หากไม่ใช่เพราะตน จนิตาก็คงไม่ได้ถูกดึงเข้ามาในความสัมพันธ์บิดเบี้ยวนี้ เขาเองก็ไม่นึกเลยว่าอดีตภรรยาอย่างตะวันฉายจะกล้าทำถึงเช่นนั้น หากในวันที่ทะเลาะกันครั้งสุดท้ายเจ้าตัวไม่หลุดปากเย้ยหยันออกมา ตนก็คงไม่มีวันได้รู้ความจริง
‘ถึงฉายจะเลิกกับคุณไป ฉายก็มีคนที่รักฉายสุดหัวใจรออยู่เสมอ’
คนนั้นไม่พ้นพริษฐ์ที่ทำให้เขาอึ้งในความรักแบบถวายหัวของเจ้าตัว
จนิตายิ้มรับ แล้วหมุนตัวเดินเข้าสู่รั้วบ้านของมารดาที่เธอเคยขายมันไป เพราะต้องหาเงินมาจ่ายค่ารักษาท่าน มือเล็กหยิบกุญแจดอกเก่ามาไข ทว่าในจังหวะนั้นกลับสัมผัสได้ถึงเงาด้านหลัง
เงากำยำของผู้ชายคนหนึ่งที่มีสีหน้าดุกระด้าง ซึ่งมาพร้อมคำถามที่แสดงถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“มันคือว่าที่ผัวใหม่?...”
บทที่ 6
“มันคือว่าที่ผัวใหม่?...”
น้ำเสียงลอดไรฟันที่ดังมาจากทางด้านหลังทำให้จนิตาหันขวับกลับไปมอง ทว่าแค่เสี้ยววินาที ความตกใจก็ถูกแทนที่ด้วยสายตาเย็นชาที่มองคนไร้มารยาท
“บ้าหรือเปล่าคะ...แล้วใครอนุญาตให้คุณเข้ามาในบ้านไจ๋” เจ้าของบ้านถามด้วยน้ำเสียงไม่ต้อนรับ สีหน้าบูดบึ้งแสดงความรังเกียจ มือเรียวออกแรงผลักไหล่หนาให้ออกห่าง
“บ้านคุณคนเดียว?” พริษฐ์บิดปากถาม ดวงตาปรายมองไปรอบๆ บริเวณบ้านที่สะอาดตา มีต้นไม้ปลูกร่มรื่นสลับกับบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายในลักษณะเดียวกัน
“คุณแม่ยกให้เป็นของขวัญแล้วนี่คะ” จนิตาสวนกลับทันควัน แม่ของเขาซื้อบ้านหลังนี้คืนมาเพื่อมอบให้เธอเป็นของขวัญวันแต่งงาน ส่วนเรื่องหย่าก็ได้แจ้งท่านไปแล้ว โดยบอกเหตุผลไปสั้นๆ แค่ว่าไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน แม้ท่านจะไม่เห็นด้วยนักแต่ก็เคารพการตัดสินใจ
ชายหนุ่มไม่แย้งเรื่องบ้าน แต่ยังคงรบเร้าเอาคำตอบด้วยหน้าตาที่ดุดันขึ้นกว่าเดิม “ตอบคำถามแรกของผมมาด้วย”
ว่าที่คุณแม่เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดีแล้วตอบไปอย่างฉะฉาน “ก็พิจารณากันอยู่ค่ะ”
“คุณไม่รู้หรือไงว่ามันเป็นสามีเก่าใคร” คุณหมอเค้นเสียงถาม คิดว่าจนิตาต้องจำได้ แล้วทำไมถึงคิดกลับไปยุ่งกับมัน
“ก็คุณฉายไงคะ” จนิตาทำเป็นตอบหน้าซื่อ จำได้ดีจนถึงขั้วหัวใจเลยละ ถ้าไม่ใช่เพราะความรักบ้าๆ คำขอร้องเฮงซวย เธออาจจะไม่ต้องเสียใจเช่นนี้
“แล้วรู้สาเหตุที่คนทั้งสองหย่ากันไหม” พริษฐ์ถามย้ำเมื่อเห็นท่าทีไม่ทุกข์ร้อนของอดีตภรรยา เขาหวังดีถึงเตือน “หมอนั่นทำร้ายร่างกายคุณฉาย”
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าทำเป็นรับทราบ มุมปากแสยะยิ้มในการเป็นเดือดเป็นร้อนแทนกัน แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอเลยสักนิด “มีธุระแค่นี้ใช่ไหมคะ”
หญิงสาวต้องการพักผ่อน แล้วก็ไม่มีเวลามาฟังเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเอง
“ผมจะมาพูดเรื่องลูก” หมอหนุ่มเข้าประเด็นสำคัญที่ทำให้ต้องถ่อมาถึงที่นี่
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







