Masuk"นิสัยแบบไหน"
"ใช้อารมณ์ระรานข่มขู่พริม"
"ฉันเพิ่งถูกเตะออกจากบทที่ทุ่มเทซ้อมมาสามเดือน โดยที่สามีตัวเองไม่ปริปากบอกสักคำ แถมยังเอาบทนั้นไปประเคนให้ผู้หญิงที่เขาเคยรัก คุณยังหน้าด้านหวังให้ฉันยืนปรบมือยินดีด้วยอีกเหรอคะ" ชาล็อตหลุดหัวเราะเสียงขื่นก่อนก้าวเข้าไปหาเขา
"นี่มันคือเรื่องของธุรกิจ อย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปะปน" อัครวินท์เถียงกลับ
"ถ้ามันเป็นเรื่องธุรกิจจริง ๆ ทำไมคนที่ได้ผลประโยชน์ทุกอย่างถึงต้องเป็นพริมโรสด้วยล่ะคะ" ริมฝีปากของชาล็อตสั่นระริกขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา
"อย่าพูดพล่อย ๆ เหมือนผมใช้อำนาจยกบทให้เธอ" อัครวินท์ขมวดคิ้วมุ่น
"แล้วมันไม่ใช่ความจริงหรือไง"
"พริมผ่านการทดสอบหน้ากล้องตามขั้นตอน"
"ฉันก็ผ่าน"
"แต่สถานการณ์ของภาพลักษณ์คุณตอนนี้มันไม่เอื้ออำนวย"
"เพราะข่าวเรื่องมีนางั้นเหรอ"
"ก็มีส่วน"
"ทั้งที่หลักฐานก็ทนโท่ว่าเด็กนั่นเป็นคนเริ่มก่อนเนี่ยนะ"
"แต่ภาพที่คุณลงไม้ลงมือตบเธอมันปรากฏออกไปแล้ว และภาพลักษณ์ของคุณก็เสียหายไปแล้วจริง ๆ" อัครวินท์ย้ำชัด
"งั้นแปลว่าหยาดเหงื่อที่ฉันทุ่มเทมาทั้งหมดมันไร้ความหมายเลยสินะ" ชาล็อตจ้องหน้าเขาเขม็ง
"ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น"
"แต่การกระทำของคุณมันฟ้องชัดเจน ฉันยอมทิ้งงานต่างประเทศไปตั้งสองงาน ฉันซ้อมบททุกวันตลอดสามเดือน คุณเคยรับรู้บ้างไหมว่าฉันได้นอนวันละกี่ชั่วโมง คุณรู้ไหมว่าฉันต้องไปลงเรียนร้อง เรียนเต้น เรียนแอ็กติงเพิ่มอย่างหนักหน่วงก็เพื่อบทนี้ หรือคุณไม่เคยใส่ใจจะรับรู้เลย" น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ
ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง เขารู้ เขารับรู้มาตลอด เพียงแต่เลือกที่จะเก็บเงียบ โดยไม่คิดจะอธิบายอะไร
"ฉันนี่โง่จริง ๆ น่าจะรู้คำตอบอยู่เต็มอก" ชาล็อตหัวเราะร่วนทั้งที่กระบอกตาร้อนผ่าว
"ความพยายามของคุณมันมีค่า แต่มันไม่ได้ช่วยลบล้างความเสียหายที่คุณก่อเอาไว้ได้" อัครวินท์เอ่ยเสียงเรียบ
ประโยคเรียบง่ายที่หลุดจากปากเขา กลับดังกึกก้องในโสตประสาทของชาล็อตราวกับเสียงของบางสิ่งที่แตกสลาย เธอมองหน้าเขานิ่งนาน
"เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วค่ะ"
"ชาล็อต" อัครวินท์ขมวดคิ้ว
"พอแล้ว คุณไม่ต้องอธิบายอะไรอีก" เธอยกมือขึ้นห้ามก่อนจะหันไปปรายตามองพริมโรส "ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ"
น้ำเสียงของเธอเรียบสนิทจนน่าใจหาย พริมโรสได้แต่ยืนนิ่ง
"กอดบทที่ได้มาไว้ให้แน่น ๆ ล่ะ" ชาล็อตกระตุกยิ้มบางเบา
"ชาล็อต" อัครวินท์เอ่ยเรียกอีกครั้ง
"มีอะไรอีกคะ"
"อย่าก่อเรื่องวุ่นวายอีก"
"วางใจเถอะค่ะ เพราะวันนี้ ฉันไม่มีอะไรเหลือให้พวกคุณแย่งชิงอีกแล้ว" เธอตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ค่ำคืนนั้น คฤหาสน์หลังใหญ่เงียบสงัดผิดปกติ ชาล็อตกลับมาถึงบ้านตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เธอปฏิเสธมื้อเย็น ไม่ยอมขึ้นห้องนอน แต่กลับหมกตัวอยู่ในห้องกระจกบนชั้นสอง ห้องที่เก็บซ่อนความภาคภูมิใจตลอดสิบปีในวงการบันเทิง ถ้วยรางวัลนางแบบแห่งปี รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม โล่รางวัลป๊อปปูลาร์โหวต และเกียรติยศพรีเซนเตอร์ขวัญใจมหาชน ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างทะนุถนอมบนชั้นกระจกใส
ชาล็อตยืนเหม่อมองพวกมัน ในอดีตสิ่งเหล่านี้คือความภาคภูมิใจสูงสุด ทุกครั้งที่หอบรางวัลกลับบ้าน เธอเฝ้าหวังลึก ๆ ว่าอัครวินท์จะมองเห็นพัฒนาการของเธอ บางครั้งถึงขนาดยกถ้วยรางวัลไปตั้งตระหง่านบนโต๊ะอาหาร เผื่อว่าเขากลับมาแล้วจะเอ่ยปากชม แต่วันนี้ ถ้วยรางวัลเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่า
หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบถ้วยรางวัลใบหนึ่งลงมา รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดนิยมเมื่อสองปีก่อน วันที่เธอขึ้นรับรางวัล อัครวินท์ไม่ได้มาร่วมงาน เขาส่งเพียงช่อดอกไม้มาแสดงความยินดีพร้อมการ์ดที่แนบชื่อบริษัทว่าขอแสดงความยินดีจาก AW Entertainmentไร้ซึ่งเงาชื่อของเขา
"ตลกสิ้นดี" ชาล็อตหัวเราะแผ่วเบา เสียงของเธอดังก้องในห้องที่ว่างเปล่า
เธอวางถ้วยรางวัลกลับคืนที่ ทว่าปลายนิ้วกลับสั่นเทา ภาพโปสเตอร์ที่ปรากฏชื่อพริมโรส สีหน้าเย็นชาของอัครวินท์ และถ้อยคำทิ่มแทงหัวใจดังก้องกังวานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘ความพยายามของคุณมันมีค่า แต่มันไม่ได้ช่วยลบล้างความเสียหายที่คุณก่อเอาไว้ได้’
ชาล็อตเม้มริมฝีปากแน่น สองมือคว้าถ้วยรางวัลขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะเขวี้ยงมันลงกระแทกพื้นสุดแรงเกิด
เพล้ง!
เศษกระจกและชิ้นส่วนโลหะแตกกระจายเกลื่อนพื้น เธอหอบหายใจแรง ทอดสายตามองซากปรักหักพังตรงหน้า ราวกับแรงโทสะยังไม่มอดดับ มือเรียวคว้าถ้วยรางวัลชิ้นต่อไปขึ้นมาฟาดลงพื้น
เพล้ง!
อีกชิ้น
เพล้ง!
เสียงข้าวของแตกหักดังระงมกึกก้องไปทั่วคฤหาสน์
"คุณชาล็อต" ป้าจันทร์ แม่บ้านเก่าแก่รีบวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมา ก่อนจะหยุดชะงักกึกเมื่อเห็นพื้นห้องเต็มไปด้วยเศษกระจกแหลมคมและเศษซากถ้วยรางวัล
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ชาล็อตยืนตัวสั่นเทิ้ม
"อย่าเข้ามา" ชาล็อตออกคำสั่งเฉียบขาด
"คุณชาล็อต วางของในมือลงก่อนเถอะค่ะ" ป้าจันทร์เอ่ยเตือนด้วยความตกใจ ในมือของหญิงสาวยังกำโล่รางวัลอีกชิ้นไว้แน่น
"ป้าบอกว่าอย่าเข้ามาไง"
"เดี๋ยวเศษกระจกก็บาดเอาหรอกค่ะ"
"โดนบาดแค่นี้มันจะตายหรือไง" ชาล็อตหัวเราะหยัน
"คุณชาล็อตคะ" ป้าจันทร์เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเวทนา
เพียงแค่น้ำเสียงอ่อนโยนนั้น เรี่ยวแรงที่แสร้งทำเป็นเข้มแข็งก็พลันมลายหาย โล่รางวัลร่วงหล่นหลุดจากมือ ร่างบอบบางทรุดฮวบลงตามแรงโน้มถ่วง หัวเข่ากระแทกพื้นโดยไม่แยแสเศษกระจกที่บาดลึก
"อย่าเข้ามา ฉันบอกว่าอย่าเข้ามา" ชาล็อตตะโกนลั่น
เสียงของเธอแตกพร่า เมื่อป้าจันทร์ทำท่าจะถลันเข้าไปหา หญิงชราหยุดชะงัก ชาล็อตก้มตัวลง สองมือควานหาเศษซากถ้วยรางวัลขึ้นมากอดแนบอกราวกับคนเสียสติ ขอบโลหะแหลมคมบาดลึกเข้าเนื้อจนเลือดสีสดซึมทะลัก ทว่าเธอหาได้รู้สึกเจ็บปวดทางกายไม่
"ฉันอุตส่าห์ซ้อมมาตั้งสามเดือน" น้ำเสียงสั่นพร่าหลุดลอดออกจากริมฝีปาก หยาดน้ำตาหยดแรกของความร้าวรานร่วงหล่นกระทบเศษโลหะ
"ฉันทิ้งงานที่ปารีสก็เพราะเรื่องนี้ ฉันทิ้งงานที่ญี่ปุ่น ฉันหลอกตัวเองว่าถ้าฉันแสดงเรื่องนี้ออกมาได้ดี คนพวกนั้นจะเลิกด่าทอฉันเสียที" เธอหัวเราะร่วนทั้งที่น้ำตาอาบแก้ม
ป้าจันทร์ยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น ชาล็อตก้มหน้าลงซ่อนความอ่อนแอ ไหล่บางเริ่มสั่นสะท้าน
"แต่เขาไม่เคยถามฉันสักคำ แค่เอ่ยปากบอกกันล่วงหน้าสักคำก็ยังดี ฉันเป็นภรรยาเขานะป้า ทำไมฉันถึงต้องมารับรู้เรื่องนี้พร้อมกับนักข่าวทั้งประเทศ" เสียงสะอื้นไห้ที่กักเก็บไว้ระเบิดออกมาราวกับเขื่อนแตก เธอกระชับอ้อมกอดเศษรางวัลแน่นขึ้น
"เขารู้เต็มอกว่าฉันปรารถนาบทนี้มากแค่ไหน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะมอบมันให้ผู้หญิงคนนั้น"
ไร้ซึ่งถ้อยคำปลอบประโลม เพราะไม่มีคำพูดใดเยียวยาบาดแผลนี้ได้ ชาล็อตร้องไห้โฮ ความเจ็บปวดที่ถูกกดทับมานานปีพังครืนลงมาพร้อมกับเศษซากบนพื้น ป้าจันทร์ไม่สนใจเศษกระจกที่เกลื่อนพื้น ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาคุณผู้หญิงของบ้าน ครั้งนี้ชาล็อตไม่ได้เอ่ยปากห้าม หญิงชราทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้า
"ปล่อยของในมือก่อนเถอะนะคะ" ป้าจันทร์ค่อย ๆ บรรจงดึงเศษโลหะเปื้อนเลือดออกจากฝ่ามือบอบบาง
"มันไม่มีค่าอะไรเหลืออีกแล้ว" หญิงสาวส่ายหน้าดิก
"แต่ตัวคุณชาล็อตมีค่านะคะ"
ชาล็อตชะงักงัน เลือดสีสดเปรอะเปื้อนเต็มสองมือ หญิงสาวเหม่อมองมันอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาอีกครั้ง
"ใคร ๆ ก็ด่าว่าฉันเป็นนางร้าย ฉันมันก็ร้ายกาจสมคำร่ำลือจริง ๆ นั่นแหละ" เธอกระซิบแผ่วเบา
"ฉันขี้หึง ฉันเอาแต่ใจ ฉันตบตีคนอื่น ฉันบ้าอำนาจ" ริมฝีปากบางสั่นระริก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาแม่บ้านเก่าแก่
"แต่ป้ารู้ไหม ฉันก็แค่อยากให้เขาเลือกฉันสักครั้ง แค่ครั้งเดียวจริง ๆ"
ประโยคนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบที่พร้อมจะแตกสลาย พร้อมน้ำตาที่รินไหลไม่ขาดสาย ป้าจันทร์ดึงร่างที่แหลกสลายเข้ามากอด คราวนี้ชาล็อตไม่ขัดขืน เธอซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ของแม่บ้าน ร้องไห้โฮราวกับเด็กหลงทาง ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง ไร้คราบนางแบบแถวหน้า ไร้เงานางร้ายระดับพันล้าน มีเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่รักสามีจนหมดหัวใจ รักจนยอมผูกติดคุณค่าของตัวเองไว้กับสายตาของผู้ชายที่เพิกเฉยต่อเธอมาตลอด
เบื้องนอกบานประตูที่เปิดแง้มไว้ ร่างสูงตระหง่านยืนนิ่งงันอยู่ในเงามืด อัครวินท์เพิ่งกลับถึงคฤหาสน์ เสียงข้าวของแตกหักดึงดูดให้เขาก้าวขึ้นมาบนชั้นสอง ทว่าก่อนที่มือจะเอื้อมไปผลักบานประตู เสียงสะอื้นไห้แทบขาดใจของชาล็อตก็ดังก้องลอดออกมา
"ฉันก็แค่อยากให้เขาเลือกฉันสักครั้ง"
มือที่กำลังจะแตะลูกบิดชะงักค้าง ชายหนุ่มยืนนิ่งขึงอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน นานจนกระทั่งเสียงร้องไห้ด้านในค่อย ๆ สงบลง ท้ายที่สุด เขาก็ลดมือลงแนบลำตัว ไม่ได้เปิดประตูเข้าไป ไม่ได้ก้าวเข้าไปปลอบประโลม เขาเพียงแค่หันหลังกลับ และเดินจากไปยังห้องนอนของตนเอง เหมือนดั่งเช่นทุกครา
โดยไม่ล่วงรู้เลยว่า ความเงียบงันและการเพิกเฉยของเขาในค่ำคืนนี้ กำลังผลักไสผู้หญิงคนหนึ่งให้เดินเข้าใกล้วันที่เธอจะไม่ปรารถนาให้เขาเลือกอีกต่อไป
"นิสัยแบบไหน""ใช้อารมณ์ระรานข่มขู่พริม""ฉันเพิ่งถูกเตะออกจากบทที่ทุ่มเทซ้อมมาสามเดือน โดยที่สามีตัวเองไม่ปริปากบอกสักคำ แถมยังเอาบทนั้นไปประเคนให้ผู้หญิงที่เขาเคยรัก คุณยังหน้าด้านหวังให้ฉันยืนปรบมือยินดีด้วยอีกเหรอคะ" ชาล็อตหลุดหัวเราะเสียงขื่นก่อนก้าวเข้าไปหาเขา"นี่มันคือเรื่องของธุรกิจ อย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปะปน" อัครวินท์เถียงกลับ"ถ้ามันเป็นเรื่องธุรกิจจริง ๆ ทำไมคนที่ได้ผลประโยชน์ทุกอย่างถึงต้องเป็นพริมโรสด้วยล่ะคะ" ริมฝีปากของชาล็อตสั่นระริกขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา"อย่าพูดพล่อย ๆ เหมือนผมใช้อำนาจยกบทให้เธอ" อัครวินท์ขมวดคิ้วมุ่น"แล้วมันไม่ใช่ความจริงหรือไง""พริมผ่านการทดสอบหน้ากล้องตามขั้นตอน""ฉันก็ผ่าน""แต่สถานการณ์ของภาพลักษณ์คุณตอนนี้มันไม่เอื้ออำนวย""เพราะข่าวเรื่องมีนางั้นเหรอ""ก็มีส่วน""ทั้งที่หลักฐานก็ทนโท่ว่าเด็กนั่นเป็นคนเริ่มก่อนเนี่ยนะ""แต่ภาพที่คุณลงไม้ลงมือตบเธอมันปรากฏออกไปแล้ว และภาพลักษณ์ของคุณก็เสียหายไปแล้วจริง ๆ" อัครวินท์ย้ำชัด"งั้นแปลว่าหยาดเหงื่อที่ฉันทุ่มเทมาทั้งหมดมันไร้ความหมายเลยสินะ" ชาล็อตจ้องหน้าเขาเขม็ง"ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น"
"ไม่ค่ะ ต้องคุยเดี๋ยวนี้" ชาล็อตแค่นหัวเราะ ดวงตาคู่สวยแข็งกร้าวขึ้น"เตรียมตัวขึ้นเวทีในอีกหนึ่งนาทีนะครับ" เสียงพิธีกรเร่งเร้าดังขึ้นอีกระลอก"ชาล็อต อย่าเพิ่งทำเรื่องวุ่นวาย" อัครวินท์กดเสียงต่ำ"แล้วใครกันคะที่สร้างเรื่องขึ้นมาก่อน" เธอจ้องหน้าเขาก่อนที่การปะทะอารมณ์จะบานปลาย ประตูเวทีก็เปิดออก ทีมงานส่งสัญญาณให้ทุกคนเดินออกไป อัครวินท์ก้าวออกไปเป็นคนแรก ตามด้วยพระเอกหนุ่ม และพริมโรสที่เดินตามหลังไปติด ๆ"พี่ ขึ้นไปก่อนเถอะค่ะ กล้องรอถ่ายอยู่เต็มเลย" ผู้จัดการรีบกระซิบเตือนสติชาล็อตยังคงยืนนิ่งงัน หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เธอใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการซุกซ่อนความร้าวรานทั้งหมดไว้ใต้หน้ากากความมั่นใจ แล้วก้าวขึ้นสู่เวทีแสงแฟลชสว่างวาบพร้อมเสียงชัตเตอร์รัวกระหน่ำจากนักข่าวนับร้อย ชาล็อตฉีกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามราวกับไม่มีสิ่งใดผิดปกติ พิธีกรกล่าวแนะนำโปรเจกต์ ผู้กำกับอธิบายถึงความยิ่งใหญ่ของซีรีส์ ผู้บริหารกล่าวถึงการร่วมทุน ชาล็อตไม่ได้ยินสรรพเสียงเหล่านั้นเลย สายตาของเธอจับจ้องเพียงโปสเตอร์แผ่นยักษ์ที่ถูกผ้าสีดำบดบังไว้"และในวันนี้ เราจะเปิดตัวนักแสดงนำหญิงของเหนือเส้นขอบฟ
สามเดือนเต็มที่ชาล็อตอุทิศเวลาให้กับบทบาทอิงดาว สามเดือนที่ต้องตื่นก่อนรุ่งสางเพื่อเข้าคลาสเรียนการแสดง จำใจปฏิเสธงานเดินแบบที่ปารีส ปัดสัญญาพรีเซนเตอร์จากญี่ปุ่น และเลื่อนแคมเปญเครื่องประดับระดับโลกออกไปอย่างไร้เยื่อใยเพียงเพราะตารางเวิร์กช็อปชนกัน ผู้จัดการส่วนตัวบ่นกรอกหูแทบทุกวันว่าเธอกำลังทิ้งเงินหลายสิบล้าน ทว่าชาล็อตไม่เคยลังเลซีรีส์เหนือเส้นขอบฟ้าไม่ใช่แค่โปรเจกต์ฟอร์มยักษ์ประจำปีของ AW Entertainment แต่มันคือผลงานที่เธอปรารถนาที่สุดในรอบหลายปี อิงดาวคือตัวละครซับซ้อน เป็นผู้หญิงที่เปลือกนอกแข็งกร้าว เย่อหยิ่ง ดูเห็นแก่ตัว ทว่าเบื้องลึกกลับรักครอบครัวสุดหัวใจจนยอมทำลายตัวเองเพื่อปกป้องทุกคน ทันทีที่ได้อ่านบท ชาล็อตตกหลุมรักตัวละครนี้ เธออาจมองเห็นเศษเสี้ยวของตัวเองซ่อนอยู่ในนั้น ผู้หญิงที่ใครต่อใครตราหน้าว่าร้ายกาจ โดยไม่เคยมีใครตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงกลายเป็นคนแบบนี้"ขออีกรอบค่ะ" เสียงครูสอนการแสดงดังก้องห้องซ้อมชาล็อตสูดลมหายใจลึกก่อนเงยหน้าขึ้น ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางชื้นด้วยหยาดเหงื่อ เธอเพิ่งซ้อมฉากร้องไห้ต่อเนื่องมาเกือบสองชั่วโมง แต่ความรู้สึกข้างในยังบอกว่าไม่ดีพ
ตอนที่ 7"ต่อให้มีนายั่วยุ การใช้กำลังก็ยังผิดอยู่ดี""คุณจะไม่เชื่อฉันอีกแล้วใช่ไหม""นี่ไม่ใช่เรื่องของการเชื่อหรือไม่เชื่อ" อัครวินท์เดินกลับมาท้าวแขนที่โต๊ะ"สำหรับฉันมันใช่! ฉันบอกว่าเห็นกับตาว่าเด็กนั่นตั้งใจ คุณก็ยังถามหาหลักฐาน" เธอผุดลุกขึ้นยืน"แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง สั่งปลดมีนาเพียงเพราะภรรยาผมบอกว่าเห็นอย่างนั้นเหรอ ผมกำลังแก้ปัญหาในฐานะผู้บริหารที่ต้องอิงข้อเท็จจริง ไม่ใช่สามีที่จะหลับหูหลับตาเข้าข้างคุณทุกเรื่อง""ก็ได้ค่ะ งั้นท่านประธานจะให้ฉันทำยังไง" คำว่าสามีคล้ายเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงใจ ชาล็อตเชิดคางขึ้น ซ่อนแววตาสั่นไหวไว้มิดชิด"ตั้งโต๊ะแถลงข่าวขอโทษ""ไม่ ฉันจะไม่ขอโทษมีนา เพราะมันโกหก""คุณต้องขอโทษที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่ไปยอมรับในสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ คุณต้องรับผิดชอบในส่วนที่ตัวเองก่อเรื่อง" อัครวินท์ถอนหายใจ"ถ้าฉันไม่ทำล่ะ" ชาล็อตกำหมัดแน่น"หุ้น AW ร่วงไปหกเปอร์เซ็นต์ภายในสองชั่วโมง สปอนเซอร์เริ่มถามหาความรับผิดชอบ ทุกคนกำลังเพ่งเล็งว่าครอบครัวผู้บริหารใช้อำนาจบาตรใหญ่"หญิงสาวนิ่งงัน ความโกรธเกรี้ยวยังคงสุมอก แต่เธอรู้ดีว่า AW คือหยาดเหงื่อแรงกายของอัครวิ
ตอนที่ 6แสงแฟลชสว่างวาบสาดกระทบใบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางฉากจำลองหรูหรากลางสตูดิโอขนาดใหญ่ ชาล็อตโดดเด่นอยู่ในชุดเดรสสีแดงเข้มจากแบรนด์ระดับโลก ทุกการเคลื่อนไหวเฉียบขาด คางเรียวเชิดขึ้นองศาพอเหมาะ หัวไหล่ผ่อนคลาย ดวงตาคมกริบสบสู้เลนส์กล้องอย่างรู้จังหวะแม้เมื่อคืนจะข่มตาหลับไปได้ไม่ถึงสี่ชั่วโมง แต่ทันทีที่เสียงชัตเตอร์ทำงาน ชาล็อตก็สลัดคราบภรรยาที่เพิ่งทะเลาะกับสามีทิ้งไปจนหมดสิ้น ไร้ร่องรอยความอ่อนล้า เหลือเพียงนางแบบแถวหน้าผู้ครองบัลลังก์วงการมานานปี"ดีมากครับคุณชาล็อต ขออีกช็อตนะครับ หันไหล่ซ้ายนิดหนึ่ง ใช่ครับ แบบนั้นเลย" ช่างภาพรัวชัตเตอร์เก็บภาพต่อเนื่องทีมงานหลังจอมอนิเตอร์พากันพยักหน้าพึงพอใจ ทันทีที่เสียงสั่งคัตดังขึ้น ชาล็อตก็ทิ้งท่าโพส ผู้ช่วยรีบวิ่งนำเสื้อคลุมมาสวมให้พร้อมแจ้งเวลาพักสิบห้านาที หญิงสาวยื่นมือรับขวดน้ำ ดื่มรวดเดียวสองอึกก่อนเดินตรงไปยังเก้าอี้ส่วนตัวบรรยากาศรอบกองถ่ายจอแจ วันนี้ไม่ได้มีเพียงเธอที่เป็นนางแบบหลัก แบรนด์ยังดึงดาวรุ่งมาประกบอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือมีนา นางแบบวัยยี่สิบสามที่กำลังเป็นกระแส มีนาสวย รูปร่างดี ช่างพูดช่างจา และรู้วิธีหว่านเสน
"ใครอนุญาต""ต้องขออนุญาตด้วยเหรอคะ" คำถามนั้นเรียกเสียงแค่นหัวเราะจากชาล็อต"ฝ่ายศิลปินเป็นคนจัดตาราง คุณไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนตามใจชอบ" อัครวินท์สืบเท้าเข้าประชิด"ฉันเป็นศิลปินของค่ายนี้มาหลายปี ห้องนั้นฉันใช้มาตลอด" หญิงสาววางแท็บเล็ตในมือลง"แต่วันนี้คุณไม่มีตาราง""ตอนนี้มีแล้วค่ะ""อย่ามาเล่นเกมกับผม" น้ำเสียงของเขากดต่ำจนน่าขนลุก ทุกคนในห้องแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี"แล้วถ้าฉันจะใช้ล่ะคะ" ทว่าชาล็อตกลับเชิดหน้าท้าทาย"ย้ายของพริมกลับห้องเดิม แล้วคืนตารางซ้อมสิบโมงให้เธอ""ไม่ค่ะ""ชาล็อต" อัครวินท์หรี่ตาลง"ฉันเป็นภรรยาคุณ และฉันก็ถือหุ้น AW อยู่ด้วย" เธอยกแขนขึ้นกอดอก"ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องพื้นที่ของบริษัทเหมือนกัน""คุณถือหุ้นไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์" อัครวินท์หลุดขำในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน"อย่างน้อยก็ยังเป็นผู้ถือหุ้น""และนั่นไม่ได้ให้สิทธิ์คุณใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกศิลปินคนอื่นตามอำเภอใจ""ฉันไม่ได้กลั่นแกล้ง""คุณย้ายห้องเธอ เลื่อนตารางเธอ แล้วแทรกงานตัวเองเข้าไปทั้งที่ไม่ได้กำหนดไว้ นี่ยังไม่เรียกกลั่นแกล้งอีกหรือ"เสียงของเขาก้องกังวาน ชัดเจนจนบาดแก้วหูทีมงานท







