๒
อย่าทำให้ข้าเสียหน้า
เกาหนี่ว์เฉินลืมแล้วทุกความขุ่นเคืองทั้งหมด ดวงตาคู่เฉี่ยวจับจ้องไปที่ปลายนิ้วมือสุ่ยหยินเหอที่สัมผัสเส้นสายกู่ฉินบังเกิดเป็นเสียงดนตรีไพเราะ ดึงความสนใจของทุกคนให้มาอยู่ในจุดเดียว
เสียงดนตรีของเขาวิเศษนัก ราวกับสามารถชะล้างความเศร้าที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเกาหนี่ว์เฉินให้เบาบางลง นางลืมแล้วว่าวันนี้ตนมากับใคร เอียงคอมองเขาอย่างตั้งใจฟังเพลง ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ
เหรินเฮ่าเทียนเองก็เคลิ้มไปกับเสียงดนตรีเช่นกัน จนกระทั่งหางตาเผลอเหลือบมองสตรีที่นั่งอยู่ด้านข้างแล้วเห็นนางมองไปยังสุ่ยหยินเหอด้วยดวงตาหวานเยิ้ม
หว่างคิ้วที่ผ่อนคลายลงแล้วเริ่มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง ความรู้สึกไม่ชอบใจมิทราบที่มาเริ่มเกาะกุมจิตใจจนต้องสะบัดหน้าไล่
ข้าเป็นอะไรไป คงไม่ได้หวงนาง…ไม่หรอก! ข้าแค่ไม่ชอบใจที่นางมองบุรุษอื่นตาหวานเยิ้มต่อหน้าข้าก็เท่านั้น ข้าในฐานะที่เป็นพี่และว่าที่คู่หมั้นมิอาจไม่เตือนนางได้
“เก็บสายตาหน่อย!”
เหรินเฮ่าเทียนเอ่ยเตือน เขาคิดว่านางจะเก็บสายตา ยอมให้เสียงของเขาที่มีความหมายห้ามปรามดึงนางให้กลับมาสำรวม ทว่านางก็ยังคงเอียงคอนั่งฟังดนตรีด้วยสายตาหวานเยิ้มเช่นเดิม
นะ นี่นางกล้าไม่เชื่อฟังคำพูดของข้าหรือ
“เกาหนี่ว์เฉิน!”
ร่างบางสะดุ้งเมื่อเขายื่นมือไปเขย่าแขนเรียวภายใต้แขนเสื้อลายบุปผาในน้ำหนักไม่หนักไม่เบา
“เจ้าคะ” ปลายเสียงสูง
หน้าตาเหลอหลาฉายความไม่เข้าใจทำคิ้วเข้มกระตุก
มิใช่นางไม่ฟังคำเตือนของข้า แต่เสียงของข้าไปไม่ถึงนางเลยต่างหาก ช่าง…ฮึ่ม! น่าโมโหนัก
“ข้าเตือนให้เจ้าเก็บสายตาเสียงบ้าง อย่าลืมว่าเรามาด้วยกันในฐานะคู่หมั้น อย่าเที่ยวส่งสายตาหวานเยิ้มให้คนอื่นจนลืมรักษาหน้าข้า”
เกาหนี่ว์เฉินเม้มปาก นางย่อมไม่ได้คิดไปในทางเข้าข้างตัวเองเช่นเขาหึงหวงนางถึงได้เอ่ยเช่นนี้
“จับผิดข้าหรือเจ้าคะ ข้าแค่คล้อยไปตามเสียงเพลงไม่ได้เลยหรือ ลองมองคนอื่นดูก็อยู่ในห้วงอารมณ์เดียวกับข้าทั้งนั้น แต่เฮ่าเทียนเกอกลับจับผิดแต่กับข้า”
เหรินเฮ่าเทียนมองไปโดยรอบพบว่าเป็นอย่างที่หญิงสาวกล่าว แต่กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่ดี
“คนอื่นทำได้เจ้าไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อยามที่อยู่กับข้า ขอยืนยันคำพูดเดิมว่าเก็บสายตาของเจ้าเสีย ข้ายังมีหน้าให้ต้องรักษา อย่าทำให้ข้าอับอาย”
เกาหนี่ว์เฉินเม้มปาก อารมณ์สุนทรีเมื่อครู่อันตรธานเหลือเพียงความคับข้องใจที่โต้เถียงเป็นคำพูดไม่ได้ จะระบายอารมณ์ก็ไม่ได้เพราะสถานที่ไม่เอื้อ ได้แต่บีบมือใต้แขนเสื้อ หันไปมองทางอื่นที่ไม่ใช่หน้าคนที่ทำตนหงุดหงิด
ในจังหวะนั้นสุ่ยหยินเหอสำรวจสายตาของผู้ชม เขาผงะไปครู่หนึ่ง สายตาสะดุดเข้ากับใบหน้ายับยู่ยี่ของเกาหนี่ว์เฉิน เผลอคิดไปแล้วว่าตนบรรเลงดนตรีได้แย่ขนาดคนฟังมีสีหน้าย่ำแย่เพียงนี้เชียวหรือ
แปะ! แปะ! แปะ!
เสียงปรบมือดังขึ้นหลังจากที่สุ่ยหยินเหอบรรเลงเพลงจบ ร่างสูงตัวบางลุกขึ้นยืนแล้วโค้งตัวขอบคุณสำหรับเสียงปรบมือ มุมปากปรากฏรอยยิ้ม
แต่ก็เป็นอีกครั้งที่รอยยิ้มเขาต้องสะดุดไปเพราะสตรีคนเดิมที่มีสีหน้าไม่สู้ดีไม่พอยังไม่ปรบมือให้เขาอีก
ในใจชายหนุ่มคิด…
ข้าบรรเลงได้แย่เพียงนั้นเชียวหรือ
“ดี! บรรเลงได้ดี”
สุ่ยหยินเหอละความสนใจจากเกาหนี่ว์เฉินมามองหน้าบิดาที่ปรบมือให้เขาเสียงดังกว่าใคร ไม่ได้หันไปมองฟู่เหรินที่นั่งอยู่ด้านข้างเลยว่านัยน์ตาแข็งเพียงใด
“ขอบคุณท่านพ่อสำหรับคำชมขอรับ ขอบคุณแขกทุกท่านสำหรับเสียงปรบมือด้วย”
คนที่เอ่ยชมออกนอกหน้าคนต่อมาคือซื่อจื่อฝู่กั๋วกง รอยยิ้มบนใบหน้าซีดขาวเป็นเช่นเดียวกับมารดา มุมปากยกยิ้มแต่แววตาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย
“ไพเราะยิ่ง อาเหอช่างมีพรสวรรค์เรื่องดนตรี ยามนี้ชื่อเสียงขจรขจายไปทั้งเมืองหลวงแล้ว พูดถึงเรื่องฉินใครบ้างจะไม่พูดถึงคุณชายรองจวนฝู่กั๋วกง”
สุ่ยหยินเหอยกสองมือขึ้นคารวะพี่ชายที่เอ่ยชม
“เจียงเกอชมเกินไปแล้ว หากเจียงเกอสนใจในเรื่องดนตรี ในเมืองหลวงนี้ก็คงไม่มีชื่อข้า”
คนหนึ่งยกเรื่องจริงขึ้นมาเอ่ยชม อีกคนหนึ่งก็ถ่อมตัวไม่กล้ารับ กั๋วกงฟู่เหรินเห็นเช่นนั้นก็พอใจ รอยยิ้มที่มอบให้บุตรของฟู่เหรินคนแรกของจวนแฝงความจริงใจมากขึ้น
สุ่ยหยินเหอเป็นบุตรของภรรยาเอก เมื่อมารดาสิ้น ฝู่กั๋วกงก็เลื่อนขั้นฟู่เหรินคนปัจจุบันที่ตอนนั้นเป็นภรรยารองขึ้นเป็นภรรเอกแล้วแต่งตั้งบุตรชายคนโตเป็นซื่อจื่อ
“เอาละ เจ้าไปนั่งประจำที่เถิด”
สุ่ยหยินเหอผงกศีรษะรับคำฟู่กั๋วกง สาวใช้สามคนเดินเข้ามายกฉิน เก้าอี้และโต๊ะไป ชายหนุ่มร่างบางเดินไปนั่งข้าง ๆ ซื่อจื่อสุ่ยหยางเจียง
พื้นที่ตรงกลางแทนที่ด้วยนางรำจากหอเฟิ่งหวงที่ขึ้นชื่อว่าขายศิลปะไม่ขายร่างกาย
“มาแล้ว”
สิ่งที่เฝ้ารอสมหวัง สีหน้ายับยู่ยี่เมื่อครู่ของเกาหนี่ว์เฉินถูกปัดเป่าด้วยท่าร่ายรำของนางรำเอวอ่อน ตาคู่เฉี่ยวกลับมามีประกายระยิบระยับอีกครั้ง
น่าแปลกที่เหรินเฮ่าเทียนไม่ได้เอ่ยปากท้วงติง เขาไม่กล้าสำรวจใจตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร
แต่ที่แน่ ๆ ชายหนุ่มไม่คิดเอ่ยคำพูดใดที่จะทำให้ดวงตาพร่างพราวคู่นั้นถูกทำลายโดยคำพูดของเขา
“ชัดเจนแล้ว นางไม่พอใจในการแสดงของข้า พอเปลี่ยนเป็นการร่ายรำ ใบหน้าก็กลับมายิ้มแย้มเช่นเดิม”
สุ่ยหยินเหอพูดกับตัวเองเบา ๆ ยามที่เห็นสีหน้าแววตาเกาหนี่ว์เฉิน ด้วยความที่นั่งด้านข้างพี่ชาย คำพูดของเขาถึงเข้าหูซื่อจื่อสุ่ยหยางเจียง เมื่อมองตามสายตาสุ่ยหยินเหอไปถึงเห็นว่าเขามองไปยังบุตรหลานตระกูลหมอหลวง
“เจ้าใช่หมายถึงคุณหนูเกาหรือไม่อาเหอ”
สุ่ยหยินเหอค่อย ๆ ถอนสายตามาจากหญิงสาว
“ข้าเพียงเห็นนางหน้านิ่วคิ้วขมวดตอนข้าแสดงเท่านั้น เลยคิดว่าการแสดงของข้าผิดพลาดจุดใด”
ซื่อจื่อสุ่ยหยางเจียงรีบหลุบตาลงซ่อนความชอบใจ ในที่สุดก็มีคนที่ลดความมั่นใจสุ่ยหยินเหอได้แล้ว
“อย่าคิดมากเลยอาเหอ คุณหนูรองเกาหนี่ว์เฉินเป็นสตรีปากร้าย ชื่อเสียงฉาวโฉ่ แม้แต่เหรินไท่ยีก็ไม่พึงใจนางเช่นกัน เทียบกันแล้วพี่สาวของนางมีชื่อเสียงดีกว่า ติดแต่ว่าเป็นบุตรอนุที่เป็นสาวใช้ห้องข้างมาก่อน”
ยิ่งได้ฟังเช่นนี้สุ่ยหยินเหอยิ่งมองเกาหนี่ว์เฉินด้วยสายตาลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากเป็นคนอื่นอาจไม่อยากเข้าใกล้หญิงสาวเพราะใกล้หมึกเปื้อนชาด[1]
ทว่าสุ่ยหยินเหอเป็นคนที่ไม่ตัดสินใครจากชื่อเสียง เขาจะไม่ตัดสินนางหากยังไม่ได้ประสบด้วยตนเอง
การแสดงร่ายรำจบลง เสียงปรบมือดังขึ้น หนึ่งในนั้นย่อมมาจากเกาหนี่ว์เฉิน ท่าทางนี้สะกิดใจเขายิ่งแล้ว เริ่มมีความคิดว่าจะหาจังหวะไต่ถามนาง มิเช่นนั้นสีหน้าท่าทางของนางจะต้องติดอยู่ในใจเขาไปอีกหลายวันแน่
“งดงามยิ่ง!”
เกาหนี่ว์เฉินรัวเสียงปรบมือ นางหันมามองคนข้างกายเมื่อสัมผัสได้ว่าโดนจับจ้อง ในตอนนั้นเองที่นางชะงักไปทั้งการปรบมือและรอยยิ้มที่เริ่มหายไป
“อะไรเจ้าคะ อย่าบอกว่าข้าปรบมือไม่ได้อีกแล้ว”
เหรินเฮ่าเทียนตีหน้าเรียบเฉย
“มือก็มือเจ้า อยากปรบใครจะห้ามอะไรได้”
ว่าแล้วเขาก็หยิบชาขึ้นมาจิบ เกาหนี่ว์เฉินไม่อยากอารมณ์เสียเพราะเขาอีกจึงหันมาให้ความสนใจอาหารที่อยู่บนโต๊ะ การแสดงหยุดอยู่เพียงเท่านั้นเพราะเว้นจังหวะให้แขกได้ร่วมพูดคุยสนทนาเรื่องบ้านเมืองกัน
เกาหนี่ว์เฉินและเหรินเฮ่าเทียนเป็นตระกูลหมอหลวง ดังนั้นจึงไม่เอ่ยคำพูดใดเพียงแค่ฟังทุกคนสนทนากันเท่านั้น งานเลี้ยงน้ำชาในวันนี้เป็นการกระชับมิตร ไม่มีวัตถุประสงค์ที่เหนือไปกว่านี้ แขกหลายคนจึงเบาใจ
ยามงานเลี้ยงน้ำชาจบลง ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับด้วยอารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส เว้นก็แต่เกาหนี่ว์เฉินที่ถูกกั๋วกงฟู่เหรินรั้งเอาไว้ ส่วนเหรินเฮ่าเทียนก็โดนซื่อจื่อสุ่ยหยางเจียงชวนเล่นหมากล้อมต่อ
สองหนุ่มสาวถึงทราบว่างานเลี้ยงวันนี้อาจอยากกระชับมิตรส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือการขอความช่วยเหลือจากเหรินเฮ่าเทียน
เกาหนี่ว์เฉินถูกเชิญไปนั่งเล่นที่ศาลาสวนดอกไม้ ส่วนเหรินเฮ่าเทียนถูกเชิญมาที่ศาลาป่าไผ่ท้ายจวน ชายหนุ่มเดินหมากกับฝู่กั๋งกงโดยมีซื่อจื่อสุ่ยหยางเจียงนั่งมองอยู่ข้าง ๆ ท่าทางเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ฝู่กั๋วกงเห็นบุตรชายเริ่มเก็บท่าทีไม่อยู่แล้วจึงเริ่มเข้าประเด็นด้วยการกระแอมครั้งหนึ่ง
“เหรินไท่ยี เดาว่าท่านก็คงจะเดาท่าทีของพวกเราออกแล้ว ท่านเป็นหมอที่รักษาเฉพาะเชื้อพระวงศ์เท่านั้น…”
เหรินเฮ่าเทียนพยักหน้ารับเมื่ออีกฝ่ายนิ่งไป
“ขอรับ ฝู่กั๋วกงเองก็เป็นคนของราชวงศ์ พระญาติที่สามารถเชิญหมอหลวงมาตรวจอาการได้ทุกเมื่อ”
ฝู่กั๋วกงดีใจที่ชายหนุ่มไม่ได้เป็นคนเข้าใจอะไรยาก บอกเหตุผลของการกระทำเท่าที่สามารถบอกได้
“เปิ่นฝู่ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นที่จับตามองของทุกคน อาศัยจังหวะที่จวนกำลังจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาประจำปีเชิญเหรินไท่ยีมาตรวจร่างกายเสียเลย…ได้หรือไม่”
ปลายเสียงแฝงความคาดหวัง เหรินเฮ่าเทียนอยู่กับการเก็บความลับของผู้ป่วยมาทั้งชีวิตพยักหน้ารับเบา ๆ
“ฝู่กั๋วกงเชิญเถิด”
มือเรียวยาวยื่นไปด้านหน้าเพื่อขอมือชายหนุ่มวัด ชีพจร ทว่าฝู่กั๋วกงไม่ได้ส่งมือให้เขา แต่หันไปมองทายาทที่จะรับตำแหน่งต่อจากตน
“มิใช่เปิ่นฝู่ แต่เป็นเขา”
[1]ใกล้หมึกเปื้อนชาด (ส.) จีน หมายถึง การที่คนเราจะติดนิสัยหรือได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมหรือคนที่อยู่ใกล้เคียง ถ้าอยู่ใกล้คนดี (เปรียบเสมือนสีชาดที่ติดสีแดง) ก็จะได้รับสิ่งดี ๆ เข้ามา แต่ถ้าอยู่ใกล้สิ่งไม่ดี (เปรียบเสมือนหมึกที่ติดสีดำ) ก็จะพลอยมีนิสัยที่ไม่ดีตามไปด้วย