Masukฟู่หนิงเยว่ไม่คิดมาก่อนเลยว่า คุณหนูใหญ่ที่บอกว่าอ่อนแอขี้โรค และไม่สู้คน เป็นสาวชนบทที่ไร้ความรู้ความสามารถ จะเป็นคนที่รับมือยากเช่นนี้
“ฟู่ซานถิง ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ยังไม่รีบมาพยุงข้าลุกขึ้นอีกหรือ!”
“เจ้าค่ะคุณหนูรอง”
สาวใช้สองคน รีบพยุงนายของตัวเอง ออกจากห้องไปอย่างทุลักทุเล ไม่นานหลังจากนั้น สาวใช้อีกคนก็รีบวิ่งเข้ามา พร้อมกับน้ำในอ่าง ซานถิงที่ได้ยินเสียงฝีเท้า ก็รีบหันไปทันที พร้อมกับความตกใจของสาวใช้
“เฮือก! คะ คุณหนูข้าเอง ฉีฝูเองเจ้าค่ะ”
“ฉี…ฝู งั้นหรือ”
“คุณหนูท่านฟื้นขึ้นมาแล้ว ข้าดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ ข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านจะทิ้งข้าไปอีกคน ฮือ... คุณหนู”
สาวใช้วางอ่างทองเหลืองลงได้ ก็รีบคุกเข่ากอดขานางและร่ำไห้ไม่หยุด จำได้ว่า“ฉีฝู” เป็นสาวใช้ ที่ติดตามฟู่ซานถิงมาจากชนบท และมีแต่นางเพียงคนเดียว ที่คอยดูแลฟู่ซานถิงจนถึงวาระสุดท้าย โดยไม่จากไปไหน
‘หึ! อย่างน้อยเรื่องนี้เจ้าก็นับว่าโชคดีกว่าข้า เพราะยังมีคนที่อยู่เคียงข้างเจ้าอย่างฉีฝู ที่ไม่เคยทอดทิ้งเจ้าไปไหน’
“เอาล่ะ ๆ ฉีฝู ตอนนี้ข้าก็ฟื้นแล้วนี่อย่างไร”
“เจ้าค่ะ ๆ เช่นนั้นข้าจะเช้ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่านนะเจ้าคะ”
สาวใช้รีบหันไปสนใจกับการจัดเตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าและบ้วนปากให้กับซานถิง เมื่อนางยกอ่างทองเหลืองมาวางที่โต๊ะ ก็หันมาเรียกทันที
“คุณหนูเจ้าคะ มาล้างหน้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ เหตุใดท่านถึงได้ทะเลาะกับคุณหนูรองเช่นนั้น ปกติแล้วท่านมิใช่คนที่ลุกขึ้นมาตบตีกับใคร เช่นนี้มิใช่หรือเจ้าคะ”
ฉีฝูรีบเข้ามาปรนนิบัตินางเหมือนอย่างเคย แต่หมิงเล่อในร่างของฟู่ซานถิง กลับไม่คุ้นเคยกับเรื่องเช่นนี้ นางขยับตัวหนีสาวใช้ ทำให้ฉีฝูเริ่มสงสัย
‘ในเมื่อข้าจะต้องเป็นฟู่ซานถิง ก็คงต้องฝึกเรื่องนี้ให้ชิน ก่อนอื่นคงต้องรู้ก่อนว่า ครอบครัวนี้เป็นอย่างไร สกุลฟู่งั้นหรือ…’
“ฉีฝู”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
“ข้าป่วยมากี่วันแล้ว”
“หากนับจากวันที่เดินทางมาถึงที่นี่ วันนี้ก็เข้าวันที่สิบแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูทำให้ข้าตกใจมากนะเจ้าคะ ท่านนอนหลับไม่ตื่นมาตลอดเกือบสิบวัน แล้วยังมีไข้สูงไม่ลด นายท่านเกรงว่าท่านจะไม่รอดเสียแล้ว ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าก็เอาแต่สวดมนต์ เพื่อให้ท่านปลอดภัย พอท่านฟื้นก็รีบให้คนไปแจ้ง ข้าจึงรีบไปต้มน้ำให้ท่านอาบและเช้ดตัวเจ้าค่ะ”
"ฮูหยินผู้เฒ่างั้นหรือ"
“ท่านย่าของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ นี่ท่านจำอะไรไม่ได้เลยหรือเจ้าคะคุณหนู”
ฉีฝูมองนางด้วยความสงสัยอีกครั้ง ซานถิงรู้ได้ทันทีว่า ฉีฝูเป็นคนช่างสังเกต คงต้องหาวิธีอยู่ร่วมกับนางให้ดี
“เจ้าพูดเองมิใช่หรือว่า ข้าป่วยไปเกือบครึ่งเดือน บอกตามตรงนะว่า เรื่องบางอย่าง ข้าก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะผู้คนในจวนนี้”
“ตอนท่านเข้ามาก็แทบจะไม่มีสติอยู่แล้ว หากจำผู้ใดไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกเจ้าค่ะ เอาไว้ข้าจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง รวมถึงเรื่องบางอย่าง ที่ฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่าน ไม่เคยบอกพวกเราก่อนที่จะมาด้วยเจ้าค่ะ”
นางโชคดีที่มีสาวใช้ค่อนข้างรู้ความ เพียงพูดไม่กี่คำ ฉีฝูก็เข้าใจทันที นางจึงปล่อยเลยตามเลย และสอบถามทุกอย่างกับฉีฝูอย่างละเอียด และรู้ว่าที่จวนเสนาบดี อยากให้นางกลับเข้าเมืองหลวง ก็เพราะนางเป็นบุตรภรรยาเอก
ที่สกุลฟู่เรียกฟู่ซานถิงเข้ามาที่เมืองหลวง ก็เพื่อให้นางแต่งงานกับองค์ชายผู้หนึ่งแทนน้องสาวต่างมารดา และยังมีเรื่องสินเดิมของมารดา ที่เป็นมรดกเพียงอย่างเดียวที่ทิ้งไว้ให้กับนาง
ด้วยความที่คนในสกุลฟู่คิดว่า ฟู่ซานถิงที่เติบโตอยู่ในชนบทจะหัวอ่อนและเชื่อฟังโดยง่าย จะยอมมอบสิทธิ์ของบุตรสายตรงให้กับฟู่หนิงเยว่ เพื่อที่นางจะได้มีสิทธิ์ทัดเทียมกับบุตรีของภรรยาเอกอย่างถูกต้อง และยังมีสิทธิ์ในทรัพย์สินเดิมของมารดานางด้วย แต่พวกสกุลฟู่กลับคิดไม่ถึงว่าบัดนี้ ผู้ที่อยู่ในร่างนี้ จะเป็นองครักษ์นักวางยาพิษอันดับหนึ่งในใต้หล้าอย่างหมิงเล่อ ที่กลับชาติมาเกิด
“ดังนั้นก่อนเดินทางมา นายท่านกับฮูหยินผู้เฒ่าไม่เคยแจ้งเลยว่า จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น พวกเขาบอกเพียงว่า อยากจะรับท่านกลับจวน เพื่อดูแลท่านในฐานะบุตรสาวเท่านั้นเจ้าค่ะ มาถึงที่นี่ ตอนที่ท่านป่วยข้าถึงได้สืบรู้จากสาวใช้คุยกันว่า หากท่านตาย สิทธิ์ความเป็นบุตรสายตรง และทรัพย์สินที่ฮูหยินทิ้งไว้ จะตกเป็นของสกุลฟู่ทั้งหมดเจ้าค่ะ”
“หึ! ขุนนางชั่ว เห็นแก่หน้าอนุภรรยา ถึงกับบีบให้บุตรสาวสายตรง มอบตำแหน่งให้ลูกอนุ เพื่อเปิดทางก้าวหน้าให้ตนเอง ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว”
“คุณหนูท่านอย่าบอกนะเจ้าคะว่า จะยอมมอบสิทธิ์ของบุตรภรรยาเอกให้กับคุณหนูรองจริง ๆ”
‘ไม่ว่าจะสกุลหลี่ หรือแม้แต่เสานาบดีสกุลฟู่ ต่างก็เห็นแต่ตัวไม่ต่างกัน เห็นทีว่าแค้นของฟู่ซานถิง จะปล่อยเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน ในเมื่อข้าเข้ามาอยู่ในร่างของนาง ก็ควรจะช่วยนางจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง’
“เมื่อครู่นี้ข้าพูดกับฟู่หนิงเยว่ไปแล้วว่า อย่างไรข้าก็คือบุตรสายตรงสกุลฟู่ ตำแหน่งนี้แม้ว่าจะเป็นเสนาบดีฟู่ หรือว่าฮูหยินผู้เฒ่า ก็มิอาจพรากมันไปจากข้าได้ ไม่ต้องห่วงนะฉีฝู ข้าจะต้องปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ไม่ให้ผู้ใดหน้าไหนมาแย่งอย่างแน่นอน”
เถ้าแก่เติ้งมองสตรีในผ้าคลุม แม้ว่าท่วงทำนองจังหวะการพูด จะเหมือนกับเจ้าของทรัพย์ที่นำเอามาฝาก แต่น้ำเสียงกลับหวานจับใจ และดูเหมือนจะมิใช่ชาวยุทธ์ รหัสผ่านการไถ่สินค้าของที่ร้าน จะมีเพียงเจ้าของทรัพย์ที่ฝากเท่านั้นที่จะทราบ ดังนั้นเขาจึงสิ้นความสงสัย เพราะนี่เป็นกฎของที่ร้านที่เขาตั้งขึ้นมาเอง“เช่นนั้นก็รอสักครู่ ข้าจะรีบจัดการให้”“ขอบคุณเถ้าแก่เติ้ง”เถ้าแก่หายไปสักพัก ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกล่องเล็ก ๆ ใบหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยตั๋วเงินและทรัพย์สินบางส่วน เมื่อนางรับมาก็เปิดดูทันที นางพบว่ามีบางอย่างอยู่ในนั้นด้วย“กำไลหยกแดง…น่าแปลกที่เจ้าชอบกำไลปลอม ที่ทำจากหินเช่นนี้ ตอนนั้นดูเจ้าหวงแหนมันมาก แต่ข้าแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่า มันก็แค่กำไลหินราคาไม่ถึงสามอีแปะ ที่ขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด”“ท่านว่าอย่างไรนะ เหอะ! กำไลปลอมงั้นหรือนี่ ให้ตายสิ”นี่เป็นสิ่งของมีค่าเพียงชิ้นเดียว ที่หมิงเล่อเคยได้รับมาจากหลี่อวี้หลานเมื่อชาติก่อน หลังจากที่หมิงเล่อสูญเสียดวงตา เพื่อมอบให้กับหลี่อวี้หลานไปแล้ว นางก็แทบจะไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย และเอาแต่ฝึกยุทธ์เงียบ ๆ อยู่ที่เรือนหลังจวนแม่ทัพเพียงลำพัง โดยมีแค่
แม้ว่าข้างกายนาง จะมีเพียงสาวใช้แค่คนเดียวที่ไว้ใจได้ แต่สำหรับนางแล้ว เหตุการณ์ในชาติก่อนสอนนางให้รู้ว่า ต่อให้เป็นคนที่ไว้ใจได้ ถึงขนาดยอมมอบชีวิตให้ ก็มิได้หมายความว่า ทุกคนจะซื่อสัตย์กับนาง“ฉีฝู”“เจ้าค่ะคุณหนู”“หากว่าข้าอยากจะออกไปข้างนอก จะต้องแจ้งใครหรือไม่”“ตอนที่มาถึงจวน นายท่านได้ให้ป้ายของสกุลฟู่เอาไว้แล้วนี่เจ้าคะ นายท่านยังบอกอีกว่า หากคุณหนูอยากจะไปข้างนอก หรือว่าจะไปซื้อของก็สามารถออกไปได้เลย เรื่องนี้นายท่านรับปากเอาไว้ ก่อนที่ท่านจะยอมตกลงเดินทางมาเมืองหลวงเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย แล้วป้ายนั่นอยู่ที่ใด”“อยู่นี่เจ้าค่ะ”เมื่อซานถิงเห็นป้ายก็ยิ้มออกมาทันที“เช่นนั้นก็ดีเลย เราออกไปกันเถอะ”“แต่ว่าท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ ท่านแน่ใจหรือว่า…”“ข้าแข็งแรงดีมาก รีบไปกันเถอะ”“เช่นนั้นข้าจะรีบไปสั่งให้คนเตรียมรถม้าให้นะเจ้าคะ”“เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ต้องหรอก พวกเราไปกันเองเถอะ”“ไม่ใช้รถม้าหรือเจ้าคะ”“ไม่ต้อง ข้าอาจจะต้องแวะไปหลายที่สักหน่อย ยังไม่อยากให้เป็นที่สังเกตมาก”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปเตรียมผ้าคลุมให้ท่าน”นับว่าสาวใช้ของนางฉลาดและรู้ความมากกว่าที่คิด เพี
เมื่อชาติก่อนนางตาบอดมานานเกือบครึ่งปี มาชาตินี้นางกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง นับเป็นสิ่งแรกที่สวรรค์เมตตา‘ชาติก่อนเพราะความโง่เขลาของข้า ที่รักและภักดีคนผิด จึงได้เสียแม้กระทั่งดวงตาของตัวเองไปอย่างโง่งม’ชาติก่อน / จวนแม่ทัพ“ท่านแม่ทัพ อาการท่านไม่ดีขึ้นเลยหรือเจ้าคะ”“หมิงเล่อ…. เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่”“ท่านแม่ทัพต้องการสิ่งใด โปรดแจ้งข้ามาได้เลย ไม่ว่ายาพิษชนิดใด ที่จะช่วยรักษาท่านได้ ข้ายินดีจะทำขึ้นมาเพื่อท่าน หรือไม่ก็ใช้เลือดของข้าอีกก็ได้ เลือดของข้าช่วยขับพิษให้ท่านได้ บางทีอาจจะ… ช่วยดวงตาของท่านได้”“เจ้าก็ได้ยินที่ท่านหมอบอกแล้ว ตอนนี้เพียงแค่เลือดของเจ้า ไม่เพียงพอเสียแล้ว ดวงตาของข้า มิอาจกลับมามองเห็นเจ้าอีกแล้ว”“ท่านแม่ทัพ! จะเป็นเช่นนี้หาได้ไม่ ข้าจะไปปรึกษาท่านหมอ “ฝูชวน” ดูว่าเขามีวิธีการใดบ้าง”“อย่าเสียเวลาอีกเลย นับจากนี้ไป ข้าคงจะเป็นได้เพียงแค่… คนตาบอดเท่านั้น ตราบใดที่ยังหาดวงตาที่เหมาะสม มาทดแทนไม่ได้”“หมิงเล่อ” องครักษ์และนักปรุงยาพิษของแม่ทัพเกราะเหล็ก ของราชสำนักต้าเซิน “หลี่อวี้หลาน” ที่พลาดพลั้งถูกยาพิษของศัตรู ในการทำศึกชายแดนใต้ แม้ว่าจะชนะศึกแต่เขา
“คุณหนูท่านยอดเยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าท่านจะยอมใจอ่อน เพียงแค่เห็นว่านายท่านและฮูหยินผู้เฒ่า รับท่านมาเลี้ยงดู ในเมื่อท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็เบาใจได้แล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินคงดีใจที่ท่านลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง”นางยิ้มให้กับสาวใช้ แม้ว่าจะเป็นเพียงคนเดียวที่พอจะคุยได้ แต่ก็ยังไม่อยากเผยพิรุธไปมากกว่านี้ ตอนนี้ฉีฝูดูจะยังไม่สงสัยนางเท่าใดนัก“ข้าอยากแต่งตัวสักหน่อย เจ้า… มาช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่”“ได้แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปเตรียมชุดกับเครื่องประดับให้ท่านนะเจ้าคะ”เมื่อซานถิงเดินไปนั่งที่โต๊ะเพื่อส่องคันฉ่อง สิ่งที่สะท้อนกลับมา ทำเอาหัวใจของนางเต้นแรงยิ่งนัก ใบหน้าของดรุณีในวัยสิบเก้าปี และยังมีผิวพรรณที่ผุดผ่อง ดวงตากลมโต สายตาเฉลียวฉลาด ริมฝีปากรูปกระจับรับกับใบหน้ารูปหัวใจ ใบหน้างดงามเช่นนี้ นางแทบไม่เคยเห็นมาก่อนในเมืองหลวง“นางเป็นสตรีที่งามล่มเมืองจริง ๆ มิน่าเล่าสกุลฟู่ถึงได้กลัวนักหนาว่า ฟู่ซานถิงจะไม่ยอมมอบสิทธิ์ของบุตรสายตรงให้กับฟู่หนิงเยว่ ถึงกับทำทุกวิถีทาง เพื่อเอาชีวิตฟู่ซานถิง ว่าแต่เรื่องแต่งงานแทนนี่มันอย่างไรกัน ช่างเถอะ ตอนนี้ต้องหาทางกำจัดพิษบ้า ๆ นี่ออกไปเสี
ฟู่หนิงเยว่ไม่คิดมาก่อนเลยว่า คุณหนูใหญ่ที่บอกว่าอ่อนแอขี้โรค และไม่สู้คน เป็นสาวชนบทที่ไร้ความรู้ความสามารถ จะเป็นคนที่รับมือยากเช่นนี้“ฟู่ซานถิง ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ยังไม่รีบมาพยุงข้าลุกขึ้นอีกหรือ!”“เจ้าค่ะคุณหนูรอง”สาวใช้สองคน รีบพยุงนายของตัวเอง ออกจากห้องไปอย่างทุลักทุเล ไม่นานหลังจากนั้น สาวใช้อีกคนก็รีบวิ่งเข้ามา พร้อมกับน้ำในอ่าง ซานถิงที่ได้ยินเสียงฝีเท้า ก็รีบหันไปทันที พร้อมกับความตกใจของสาวใช้“เฮือก! คะ คุณหนูข้าเอง ฉีฝูเองเจ้าค่ะ”“ฉี…ฝู งั้นหรือ”“คุณหนูท่านฟื้นขึ้นมาแล้ว ข้าดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ ข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านจะทิ้งข้าไปอีกคน ฮือ... คุณหนู”สาวใช้วางอ่างทองเหลืองลงได้ ก็รีบคุกเข่ากอดขานางและร่ำไห้ไม่หยุด จำได้ว่า“ฉีฝู” เป็นสาวใช้ ที่ติดตามฟู่ซานถิงมาจากชนบท และมีแต่นางเพียงคนเดียว ที่คอยดูแลฟู่ซานถิงจนถึงวาระสุดท้าย โดยไม่จากไปไหน‘หึ! อย่างน้อยเรื่องนี้เจ้าก็นับว่าโชคดีกว่าข้า เพราะยังมีคนที่อยู่เคียงข้างเจ้าอย่างฉีฝู ที่ไม่เคยทอดทิ้งเจ้าไปไหน’“เอาล่ะ ๆ ฉีฝู ตอนนี้ข้าก็ฟื้นแล้วนี่อย่างไร”“เจ้าค่ะ ๆ เช่นนั้นข้าจะเช้ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่านนะเจ้าคะ”สาวใช
รอยยิ้มร้าย สายตาดุดันที่มองฟู่หนิงเยว่ ทำให้นางเริ่มกลัว และรีบเดินไปหลบอยู่ด้านหลังสาวใช้ของตัวเอง ฟู่ซานถิงมองใบหน้าของผู้ถาม เมื่อมองพินิจดูแล้ว สตรีตรงหน้าตอนนี้ น่าจะมีอายุไม่น่าเกินสิบเจ็ดปี“เจ้าก็คือฟู่หนิงเยว่ น้องสาวต่างมารดาของข้าสินะ”“ก็ใช่น่ะสิ!”จากความทรงจำของร่างเดิม ตอนนี้นางจะอายุย่างเข้าสิบเก้าในปีนี้ นั่นก็หมายความว่า หมิงเล่อเข้ามาสวมร่างของสตรีที่มีอายุน้อยกว่านางเกือบสี่ปี เมื่อหันไปมองฟู่หนิงเยว่ที่เดินเข้ามาพร้อมสาวใช้ ก็ยิ้มให้พวกนางเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มตัว ทำให้สตรีผู้มาเยือนตกใจและเริ่มกลัว“ก็ไม่ทำไม ยินดีที่ได้รู้จักนะ น้องสาว”“ในเมื่อฟื้นแล้ว เหตุใดจึงเอาแต่นอน นี่มันเวลาใดกันแล้ว”“นั่นสิ ข้าเองก็อยากทราบว่า นี่มันเวลาใดกันแล้ว และข้า… ต้องทำสิ่งใดก่อน”"นางเอาแต่นอนมาตั้งหลายวัน คงจะเกียจคร้านเสียจนเคยตัว พวกบ้านนอกก็แบบนี้แหละเจ้าค่ะคุณหนู ช่างไม่รู้กฎเกณฑ์อะไรเอาเสียเลย ไม่เหมือนท่านที่โตมาเพียบพร้อม ทั้งความรู้และกิริยามารยาทตามหลักคนชั้นสูง"“อาสี่เจ้านี่นะ ปากหวานเกินไปแล้ว”“บ่าวพูดความจริงเจ้าค่ะ ท่านเหมาะสมที่จะได้เป็นพระชายาอ







